พารามัยซิน (Paramycin)

สารบัญ บทความที่เกี่ยวข้อง

บทนำ

ยาพารามัยซิน(Paramycin) หรือ Sodium aminosalicylate ปัจจุบัน นักวิทยา ศาสตร์ได้กำหนดให้เปลี่ยนการเรียกชื่อใหม่ว่า 4-aminosalicylic acid(ย่อว่า 4ASA) หรือ P-aminosalicylic acid หรือ Para-aminosalicylic acid (ย่อว่า PAS) อดีตที่ผ่านมา ยาพารามัยซินได้ถูกใช้เป็นยาต่อต้านเชื้อวัณโรค(Tubercle bacilli) โดยทางคลินิกจะใช้ยานี้ก็ต่อเมื่อการใช้ยา Streptomycin และ Isoniazid ใช้ไม่ได้ผล บางประเทศได้นำยาพารามัยซินมาบำบัดรักษาโรคลิชมาเนีย(Leishmaniasis) ที่มีสาเหตุจากเชื้อโปรโตซัว ที่ชื่อลิชมาเนีย และมีเชื้อโรคอื่นบางชนิดที่ยังตอบสนองต่อยาพารามัยซิน

ยาพารามัยซิน มีกลไกการออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ของเชื้อโรค ทำให้ตัวเชื้อหมดสภาพการแพร่พันธุ์ และตายลง ยาพารามัยซินมีลักษณะของเภสัชภัณฑ์เป็นยาชนิดรับประทานแบบแกรนูล/Granule/เม็ดยาเล็กๆที่ถูกเคลือบด้วยสารบางชนิดเพื่อป้องกันการทำลายยาโดยกรดในกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยสามารถรับประทานยานี้โดยผสมยานี้กับน้ำผลไม้ จากนั้นคนให้เข้ากันดี แล้วจึงรับประทาน แต่ในบางประเทศได้ผลิตยาพารามัยซินแบบยาเม็ดเพื่อใช้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้บริโภค/ผู้ป่วย

มีการศึกษาเรื่องการกระจายตัวยาพารามัยซินในร่างกายมนุษย์พบว่า ตัวยาพารามัยซินในสูตรตำรับบางส่วน(ประมาณ 10%) ไม่ได้รับการเคลือบสารที่ป้องกันกรด และจะถูกกรดในกระเพาะอาหารเปลี่ยนไปเป็นสารประกอบที่เรียกว่า meta-aminophenol ซึ่งเป็นพิษ(ผลข้างเคียงรุนแรง)ต่อตับ ตัวยานี้ที่เหลือจะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดที่ลำไส้เล็ก มียานี้บางส่วนถูกขับทิ้งไปกับอุจจาระ ขณะที่ยานี้ในกระแสเลือดที่เป็นสารออกฤทธิ์จะมีเวลาอยู่ในร่างกายเพียงประมาณ 26.4 นาทีก่อนที่จะถูกขับทิ้งไปกับปัสสาวะ จากข้อมูลดังกล่าวทำให้เกิดเงื่อนไขทางคลินิก ห้ามใช้ยานี้กับผู้ที่ป่วยด้วยโรคไต และจำเป็นต้องรับประทานยานี้วันละ 2-3 ครั้ง

หลังจากได้รับยาพารามัยซิน ผู้ป่วยยังต้องมารับการตรวจสภาพการทำงานของตับ รวมถึงความเป็นปกติของเม็ดเลือด และอาการของวัณโรค ฯลฯว่า ดีขึ้นเพียงใดผู้ป่วยต้องมารับการตรวจร่างกายตามที่แพทย์นัดหมายทุกครั้ง

การใช้ยาพารามัยซินกับสตรีมีครรภ์/ตั้งครรภ์ และสตรีในช่วงให้นมบุตร ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อยาต่างๆหลายชนิด ต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์เท่านั้นถึงแม้จะมีงานศึกษษวิจัยในห้องทดลอง และพบว่ายาพารามัยซินไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับตัวอ่อนในครรภ์ของสัตว์ทดลองก็จริง แต่ไม่ได้เป็นข้อยืนยันความปลอดภัยการใช้ยานี้กับสตรีมีครรภ์ หรือกับสตรีในช่วงให้นมบุตรดังกล่าว ทั้งนี้แพทย์ที่จะใช้ยานี้ ต้องพิจารณาครอบคลุมไปถึงผลข้างเคียงที่สามารถส่งผลกระทบจากยานี้ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมมาประกอบกัน

ยาพารามัยซิน หรือในชื่อ 4-Aminosalicylic acid มีการผลิตจากบริษัทยาน้อยราย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะสูตรตำรับยาแผนปัจจุบันที่ใช้เป็นทางเลือกเพื่อรักษาวัณโรค และโรคลิชมาเนีย มีอยู่มากมาย อย่างไรก็ตามผู้บริโภคยังสามารถพบเห็นการใช้ยาชนิดนี้ในประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเช่น อินเดีย โดยจัดจำหน่ายภายใต้ชื่อการค้าว่า “Monopas”

พารามัยซินมีสรรพคุณ(คุณสมบัติ)อย่างไร?

พารามัยซิน

ยาพารามัยซินมีสรรพคุณ/ข้อบ่งใช้ เช่น

  • ใช้รักษาวัณโรคที่ดื้อต่อยา Streptomycin และ Isoniazid ที่เรียกวัณโรคกลุ่มนี้ว่า Multi-drug Resistant TB
  • ใช้รักษาโรคลิชมาเนีย (Leishmaniasis)

พารามัยซินมีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร?

ยาพารามัยซิน มีกลไกการออกฤทธิ์ ยับยั้งการสังเคราะห์กรดโฟลิก(Folic acid)ซึ่งเป็นสาระสำคัญในการสร้างผนังเซลล์(Cell wall)ของเชื้อวัณโรค/เชื้อโรค ทำให้เชื้อวัณโรค ฯลฯ หมดสภาพที่จะกระจายพันธุ์ หยุดการเจริญเติบโต และตายลงในที่สุด

พารามัยซินมีรูปแบบการจัดจำหน่ายอย่างไร?

ยาพารามัยซินมีรูปแบบการจัดจำหน่าย เช่น

  • ยาแกรนูลชนิดรับประทาน ที่มีตัวยา Paramycin หรือ 4-aminosalicylic acid เป็นตัวยาสำคัญ โดยมีขนาดบรรจุ 4 กรัม/แพ็ค
  • ยาแกรนูลชนิดรับประทานที่มีตัวยา Sodium aminosalicylate ขนาด 600 มิลลิกรัม/แพ็ค
  • ยาเม็ดชนิดรับประทาน ที่มีตัวยา Sodium aminosalicylate ขนาด 1 กรัม/เม็ด

พารามัยซินมีขนาดรับประทานอย่างไร?

ในบทความนี้ ขอยกตัวอย่างขนาดรับประทานของยาพารามัยซิน เฉพาะ สำหรับรักษาวัณโรค เช่น

  • ผู้ใหญ่: รับประทานยาแบบแกรนูล(4 กรัม/แพ็ค) ครั้งละ 4 กรัม วันละ 2–3 ครั้ง
  • เด็ก: เด็กที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 40 กิโลกรัม และเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปีลงมา รับประทานยา 0.2–0.3 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน หรือ รับประทานยาครั้งละ 0.1 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม วันละ 2–3 ครั้ง
  • เด็ก: เด็กที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 40 กิโลกรัม และเด็กที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปให้ใช้ขนาดรับประทานเท่ากับผู้ใหญ่

อนึ่ง:

  • ควรรับประทานยานี้พร้อมอาหาร

*****หมายเหตุ: ขนาดและระยะเวลาในการใช้ยาที่ระบุในบทความนี้ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนคำสั่งใช้ยาของแพทย์ได้ การใช้ยาที่เหมาะสมควรต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

เมื่อมีการสั่งยาควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกรอย่างไร?

เมื่อมีการสั่งยาทุกชนิดรวมยาพารามัยซิน ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์/พยาบาล และเภสัชกร ดังนี้

  • ประวัติแพ้ยาทุกชนิด เช่น กินยา/ใช้ยาแล้ว คลื่นไส้มาก ขึ้นผื่น หรือแน่นหายใจติดขัด/หายใจขัด/หายใจลำบาก
  • มีโรคประจำตัวต่างๆ รวมทั้งกำลังกินยา/ใช้ยาอะไรอยู่ เพราะยาพารามัยซินอาจส่งผลให้อาการของโรคเหล่านั้นรุนแรงขึ้น หรืออาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างยากับยาอื่นๆที่กิน/ที่ใช้อยู่ก่อน
  • หากเป็นสุภาพสตรีควรแจ้งว่าอยู่ในภาวะตั้งครรภ์ หรือ กำลังให้นมบุตร เพราะยาหลายประเภทสามารถผ่านทางน้ำนมหรือรก และเข้าสู่ทารกจนก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้

หากลืมรับประทานยาควรทำอย่างไร?

หากลืมรับประทานยาพารามัยซิน สามารถรับประทานทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ถ้าเวลาใกล้เคียงกับการรับประทานยาในมื้อถัดไป ไม่จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณยาเป็น 2เท่า ให้รับประทานยาที่ขนาดปกติ

พารามัยซินมีผลไม่พึงประสงค์อย่างไร?

ยาพารามัยซินสามารถก่อให้เกิดผลไม่พึงประสงค์จากยา(ผลข้างเคียง/อาการข้างเคียง)ต่อระบบอวัยวะต่างๆของร่างกายดังนี้ เช่น

  • ผลต่อระบบทางเดินอาหาร: เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย
  • ผลต่อระบบประสาท: เช่น มีไข้
  • ผลต่อระบบต่อมไร้ท่อ: เช่น ไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำซึ่งแพทย์จะช่วยเหลือโดยให้ยาThyroxine มารับประทาน
  • ผลต่อระบบการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย: เช่น เบื่ออาหาร
  • ผลต่อผิวหนัง: เช่น อาจมีอาการผื่นคัน
  • ผลต่อตับ: เช่น ตัวเหลืองตาเหลือง ตับอักเสบ
  • ผลต่อระบบเลือด: เช่น มีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ/เม็ดเลือดขาวน้อย ไขกระดูกไม่สร้างเม็ดเลือด(กดไขกระดูก) เกล็ดเลือดต่ำ โลหิตจาง

มีข้อควรระวังการใช้พารามัยซินอย่างไร?

มีข้อควรระวังการใช้ยาพารามัยซิน เช่น

  • ห้ามใช้กับผู้ที่แพ้ยานี้
  • ห้ามปรับขนาดรับประทานด้วยตนเอง
  • ห้ามรับประทานยาอื่นใดร่วมกับยาพารามัยซินโดยไม่มีคำสั่งจากแพทย์ทั้งนี้เพื่อป้องกันภาวะยาตีกัน(ปฏิกิริยาระหว่างยา)
  • ต้องมาโรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจร่างกายจากแพทย์ โดยเฉพาะตรวจการทำงานของตับ ความผิดปกติของเม็ดเลือด ตามที่แพทย์นัดหมายทุกครั้ง
  • การใช้ยานี้กับสตรีมีครรภ์ สตรีในช่วงให้นมบุตร และเด็ก ต้องเป็นไปตามคำสั่งของแพทย์เท่านั้น
  • รับประทานยานี้ต่อเนื่องตามคำสั่งแพทย์ ห้ามหยุดการใช้ยานี้ด้วยตนเอง
  • กรณีพบอาการแพ้ยานี้ เช่น มีผื่นคัน ผิวหนังบวมแดง ผิวหนังลอก แน่นหน้าอก หายใจขัด ใบหน้า-ปาก-คอมีอาการบวม ซึ่งเป็นอาการแพ้ยานี้ ต้องหยุดใช้ยานี้ทันที แล้วรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที/ฉุกเฉิน
  • หากพบอาการปัสสาวะมีสีคล้ำเข้ม/ปัสสาวะเป็นเลือด รู้สึกเหนื่อยง่ายอ่อนเพลีย ไม่หิวอาหาร/เบื่ออาหาร ปวดท้อง สีอุจจาระซีดจาง ตัวเหลืองตาเหลือง ซึ่งเป็นอาการที่บ่งบอกว่าตับของผู้ป่วยเกิดปัญหาขึ้นแล้ว ให้รีบนำตัวผู้ป่วยมาพบแพทย์/มาโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอถึงวันแพทย์นัด
  • ห้ามแบ่งยาให้ผู้อื่นใช้
  • ห้ามใช้ยาหมดอายุ
  • ห้ามเก็บยาหมดอายุ

***** อนึ่ง ทุกคนต้องตระหนักถึงความปลอดภัยจากการใช้ ”ยา”ที่รวมถึง ยาแผนปัจจุบันทุกชนิด(รวมยาพารามัยซินด้วย) ยาแผนโบราณ อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ทุกชนิด และสมุนไพรต่างๆ เพราะยามีทั้งให้คุณและให้โทษ ดังนั้นเมื่อมีการใช้ยาทุกครั้ง ควรต้องปฏิบัติตามข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิด(อ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิด) รวมทั้งควรต้องปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อนซื้อยาใช้เองเสมอ

พารามัยซินมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นอย่างไร?

ยาพารามัยซินมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่น เช่น

  • ห้ามใช้ยาพารามัยซินร่วมกับ ยา Sodium nitrate ด้วยจะทำให้ความสามารถ ในการนำออกซิเจนของเม็ดเลือดแดงไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆของร่างกายลดลงหรือที่ เรียกว่าเกิดภาวะ Methemoglobinemia
  • ห้ามใช้ยาพารามัยซินร่วมกับ วัคซีน BCG เพราะจะทำให้การกระตุ้นภูมิคุ้มกัน/ภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของเชื้อวัณโรค ของ BCG ด้อยประสิทธิภาพ
  • ห้ามใช้ยาพารามัยซินร่วมกับยา Leflunomide , Lomitapide, Teriflunomide เพราะการใช้ยาร่วมกันจะทำให้เกิดพิษรุนแรงกับตับของผู้ป่วย
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาพารามัยซินร่วมกับยา Deferasirox ด้วยจะทำให้มีแผลเกิดขึ้นในทางเดินอาหาร(เช่น แผลในกระเพาะอาหาร) และเกิดภาวะเลือดออก(เลือดออกในระบบทางเดินอาหาร)ตามมา

ควรเก็บรักษาพารามัยซินอย่างไร?

ควรเก็บยาพารามัยซินภายใต้อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส(Celsius) สามารถเก็บยานี้ในตู้เย็นหรือเก็บในช่องแช่แข็งตู้เย็นก็ได้ เก็บยาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง เก็บยาในภาชนะที่ปิดมิดชิด พ้นแสง/แสงแดด ความร้อนและความชื้น และไม่เก็บยาในห้องน้ำหรือในรถยนต์

พารามัยซินมีชื่ออื่นอีกไหม? ผลิตจากบริษัทอะไรบ้าง?

ยาพารามัยซิน มียาชื่อการค้า และบริษัทผู้ผลิต/ผู้จำหน่าย เช่น

ชื่อการค้าบริษัทผู้ผลิต
Monopas (โมโนพาส)Macleods
Paser (เพเซอร์)JACOBUS PHARMACEUTICAL CO. INC.

อนึ่ง ยาชื่ออื่นของยานี้ เช่น Parasal sodium, Sodium PSA, Aminosalicylic sodium, Sodium aminosalicylate dehydrate, Granupas, Pas sodium

บรรณานุกรม

  1. https://www.sdrugs.com/?c=drug&s=paramycin#indications and usage[2017,Dec16]
  2. https://en.wikipedia.org/wiki/Aminosalicylic_acid[2017,Dec16]
  3. https://en.wikipedia.org/wiki/4-Aminosalicylic_acid[2017,Dec16]
  4. https://reference.medscape.com/drug/paser-aminosalicylic-acid-999678#0[2017,Dec16]
  5. https://en.wikipedia.org/wiki/Sodium_stibogluconate[2017,Dec16]
  6. https://www.mims.com/india/drug/info/monopas/[2017,Dec16]
  7. https://edudrugs.com/P/Paramycin.html[2017,Dec16]
  8. https://www.drugs.com/ppa/aminosalicylic-acid.html[2017,Dec16]
  9. https://www.drugs.com/sfx/aminosalicylic-acid-side-effects.html[2017,Dec16]
  10. https://www.drugs.com/cdi/aminosalicylic-acid.html[2017,Dec16]
  11. https://www.drugs.com/drug-interactions/aminosalicylic-acid-index.html?filter=3&generic_only=[2017,Dec16]