3. ตลาดยา – ตอนที่ 95
- โดย ดร. วิทยา มานะวาณิชเจริญ
- 20 ตุลาคม 2569
- Tweet

อุตสาหกรรมยา (Pharmaceutical industry) ของไทยในช่วงปี พ.ศ. 2569–2571 มีแนวโน้มขยายตัว (Expansion trend) ตามแรงหนุนด้านอุปสงค์ (Demand force) จากการเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้ยาตามการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging society) การขยายตัวของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ (Non-communicable diseases: NCDs) แบบเรื้อรัง (Chronic)
และการขยายสิทธิการเข้าถึง (Accessible entitlements) บริการทางการแพทย์ รวมถึงด้านอุปทาน (Supply side) จากนโยบายภาครัฐในการส่งเสริมการลงทุน (Investment promotion) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตยา (Production capacity),วัตถุดิบตัวยาสำคัญ (Active pharmaceutical ingredients: API) และยาชีววัตถุ (Biologics) ภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพา (Dependence) การนำเข้าและยกระดับความมั่นคง (Security) ทางยา
ส่งผลให้ปริมาณการผลิต (Production output) คาดว่าจะเติบโต 1.5 – 2.5% ในปี พ.ศ. 2569 ก่อนเร่งขึ้น (Accelerate) เป็น 2.7 – 3.7% ต่อปีในช่วงปี พ.ศ. 2570–2571 สอดคล้อง (Align) กับมูลค่าจำหน่ายยาในประเทศที่คาดว่าจะขยายตัว 3.0 – 4.0% ในปี พ.ศ. 2569 และเร่งขึ้นเป็น 4.0 – 5.0% ในปี พ.ศ. 2570 - 2571
อย่างไรก็ตาม การเติบโตในปี พ.ศ. 2569 ยังเผชิญปัจจัยท้าทาย (Challenging factors) จากปัญหาความขัดแย้ง (Conflict) ในตะวันออกกลาง (Middle East) ที่อาจกระทบสายโซ่อุปทาน (Supply chain) และต้นทุนการผลิตยา (Production cost) รวมถึงภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง (Fragile) ซึ่งกดดันกำลังซื้อ (Purchasing power) และการใช้จ่ายด้านสุขภาพ (Health expenditure) ของผู้บริโภค (Consumers)
ส่วนการส่งออก (Exports) คาดว่าจะทรงตัว (Settled) ในปี พ.ศ. 2569 ท่ามกลางความไม่แน่นอน (Uncertainty) ของเศรษฐกิจโลก (Global economy) ก่อนกลับมาเติบโตเฉลี่ย 2.5 – 3.5% ต่อปีในช่วงปี พ.ศ. 2570 – 2571 ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า (Trading partners)
โดยเฉพาะตลาดอาเซียน (ASEAN = Association of Southeast Asian Nations) ยังมีแรงกดดันจากการแข่งขัน (Competitive pressure) ด้านราคากับผู้ผลิตต้นทุนต่ำ (Low-cost producers) อย่างจีนและอินเดีย ส่วนผู้ประกอบการ (Entrepreneurs) ในอุตสาหกรรมยามีทิศทาง (Direction) การเติบโตแยกตามประเภทของกลุ่มธุรกิจ ดังนี้
- ผู้ผลิตยาแผนปัจจุบัน: รายได้ยังมีศักยภาพ (Potential revenue) ในการเติบโตต่อเนื่อง จากความต้องการรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งต้องใช้ยารักษาเป็นประจำ (Regular treatment) และการขยายสิทธิ ของระบบประกัน สุขภาพภาครัฐ (Public health insurance)
ทำให้ประชาชนเข้าถึงยาและบริการสุขภาพ (Health services) ได้มากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการใช้ยา (Drug usage) เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การแข่งขันของอุตสาหกรรมยามีแนวโน้มรุนแรงขึ้น (Fiercer competition) ทั้งจากการนำเข้ายาที่มีราคาถูกกว่า (Cheaper imports) จากต่างประเทศ, การเข้ามา (Advent) ของผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีศักยภาพสูงด้านเทคโนโลยีและเงินทุน รวมถึงภาระต้นทุน (Cost burden) ที่สูงขึ้นจากการปรับกระบวนการผลิต (Production processes) เพื่อลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม (Environmental pollution) จึงเป็นข้อจำกัด (Limitation) ในการทำกำไร (Profitability) ของผู้ประกอบการ
แหล่งข้อมูล –