กลิ่นปัสสาวะ (Urine odor) - Update

สารบัญ

  • บทนำ (Introduction)
  • สรีรวิทยา (Physiology)
  • ระยะเวลาในการถ่ายปัสสาวะ (Duration of ีurination)
  • ลักษณะของปัสสาวะ (Characteristics)
    • ส่วนประกอบปัสสาวะ (Constituents)
    • สีของปัสสาวะ (Color)
    • กลิ่นของปัสสาวะ (Odor)
    • ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH)
    • ความหนาแน่น (Density)
    • แบคทีเรียและเชื้อโรคในปัสสาวะ (Bacteria and pathogens)
  • การตรวจปัสสาวะเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ (Examination for medical purposes)
  • การนำปัสสาวะมาใช้ประโยชน์ (Uses)
    • แหล่งที่มาของยา (Source of medications)
    • การทำความสะอาด (Cleaning)
    • ดินปืน (Gunpowder)
    • สิ่งทอ (Textiles)
    • การสื่อสารด้วยกลิ่น (Olfactory communication)

บทนำ (Introduction) 

ปัสสาวะ คือผลิตผลพลอยได้ที่เป็นของเหลวจากกระบวนการเมแทบอลิซึม ในร่างกายมนุษย์และสัตว์หลายชนิด ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีรก ปัสสาวะจะไหลจากไต ผ่านท่อไต ไปยังกระเพาะปัสสาวะ และถูกขับออกทางท่อปัสสาวะ ในระหว่างการถ่ายปัสสาวะ ส่วนในสัตว์มีกระดูกสันหลังชนิดอื่นปัสสาวะจะถูกขับออกทางช่องระบาย (Cloaca)

ปัสสาวะประกอบด้วยของเสียที่ละลายน้ำได้จากกระบวนการเมแทบอลิซึมของเซลล์ ซึ่งมีไนโตรเจนสูงและจำเป็นต้องถูกกำจัดออกจากกระแสเลือด สารเหล่านี้ ได้แก่ ยูเรีย (Urea), กรดยูริก (Uric acid) และครีเอตินีน (Creatinine) การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) สามารถตรวจพบของเสียที่มีไนโตรเจนในร่างกายสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้

ปัสสาวะมีบทบาทสำคัญในวัฏจักรไนโตรเจนของโลก (Nitrogen cycle) ในระบบนิเวศที่สมดุล ปัสสาวะจะบำรุงดินและช่วยให้พืชเจริญเติบโต จึงสามารถนำมาใช้เป็นปุ๋ยได้ สัตว์บางชนิดใช้ปัสสาวะในการทำเครื่องหมายอาณาเขต นอกจากนี้ในอดีต ปัสสาวะที่หมักบ่มแล้ว (เรียกว่า Lant) ยังถูกนำมาใช้ในการผลิตดินปืน ทำความสะอาดบ้าน ฟอกหนัง และย้อมสิ่งทอด้วย

สรีรวิทยา (Physiology)

สัตว์ส่วนใหญ่มีระบบขับถ่าย (Excretory system) เพื่อกำจัดของเสียที่ละลายน้ำได้และเป็นพิษ ในมนุษย์ ของเสียที่ละลายน้ำได้จะถูกขับออกทางระบบทางเดินปัสสาวะเป็นหลัก และบางส่วนถูกกำจัดออกทางเหงื่อ

ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีรก ระบบทางเดินปัสสาวะประกอบด้วย ไต (Kidneys), ท่อไต (Ureters), กระเพาะปัสสาวะ (Urinary bladder) และท่อปัสสาวะ (Urethra) ระบบนี้ผลิตปัสสาวะโดยกระบวนการ 3 ขั้นตอน ได้แก่

  1. การกรอง (Filtration) — กรองของเสียออกจากเลือด
  2. การดูดซึมกลับ (Reabsorption) — ดูดสารที่มีประโยชน์กลับเข้าสู่ร่างกาย
  3. การหลั่งสารในท่อไต (Tubular secretion) — หลั่งสารที่ต้องการขับออกเพิ่มเติม

ไตจะกรองของเสียที่ละลายน้ำได้ออกจากกระแสเลือด รวมถึงน้ำส่วนเกิน น้ำตาล และสารประกอบอื่นๆ อีกหลายชนิด ปัสสาวะที่ได้จะมีความเข้มข้นของยูเรียและสารอื่นๆ รวมถึงสารพิษในระดับสูง

  • ระยะเวลาในการถ่ายปัสสาวะ (Duration of urination)

จากการศึกษาระยะเวลาการถ่ายปัสสาวะในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิดพบว่า สัตว์ขนาดใหญ่ 9 ชนิดถ่ายปัสสาวะนานประมาณ 21 ± 13 วินาที โดยไม่ขึ้นอยู่กับขนาดร่างกาย ส่วนสัตว์ขนาดเล็ก เช่น สัตว์ฟันแทะ (Rodents) และค้างคาว (Bats) ไม่สามารถสร้างกระแสปัสสาวะต่อเนื่องได้ จึงถ่ายปัสสาวะเป็นหยดๆ แทน 

ลักษณะของปัสสาวะ (Characteristics)

  • ปริมาณปัสสาวะ (Quantity)

กระเพาะปัสสาวะของผู้ใหญ่มีปริมาตรประมาณ  300-500 มิลลิลิตร แต่อาจจะเก็บกักได้มากกว่านั้น

ในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพปกติ ร่างกายจะผลิตปัสสาวะโดยเฉลี่ยประมาณ 1.4 ลิตร/คน/วัน โดยมีช่วงปกติอยู่ระหว่าง 0.6–2.6 ลิตร/คน/วัน และถ่ายปัสสาวะประมาณ 6–8 ครั้งต่อวัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความชุ่มชื้นของร่างกาย ระดับกิจกรรม สภาพแวดล้อม น้ำหนักตัว และสุขภาพของแต่ละบุคคล

การผลิตปัสสาวะที่ผิดปกติต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์ จำแนกได้ดังนี้:

ภาวะ

คำศัพท์ทางการแพทย์

ปริมาณปัสสาวะ

ปัสสาวะมากเกินปกติ

ภาวะปัสสาวะมาก (Polyuria)

มากกว่า 2.5 ลิตร/วัน

ปัสสาวะน้อยกว่าปกติ

ภาวะปัสสาวะน้อย (Oliguria)

น้อยกว่า 400 มล./วัน

ไม่มีปัสสาวะ

ภาวะไม่มีปัสสาวะ (Anuria)

น้อยกว่า 100 มล./วัน

  • ส่วนประกอบของปัสสาวะ (Constituents)

ปัสสาวะประกอบด้วยน้ำ 91–96% และที่เหลือสามารถจำแนกได้เป็น เกลืออนินทรีย์ (Inorganic salts), ยูเรีย (Urea), สารประกอบอินทรีย์ (Organic compounds) และเกลือแอมโมเนียมอินทรีย์ (Organic ammonium salts) นอกจากนี้ยังพบโปรตีน, ฮอร์โมน และสารเมแทบอไลต์ (Metabolites) หลากหลายชนิด

ปริมาณของแข็งทั้งหมดในปัสสาวะโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 59 กรัม/คน/วัน โดยยูเรียเป็นองค์ประกอบหลัก คิดเป็นมากกว่า 50% ของของแข็งทั้งหมด ในบุคคลที่มีสุขภาพดี ปัสสาวะจะมีโปรตีนและน้ำตาลในปริมาณน้อยมาก หากพบในปริมาณสูงอาจเป็นสัญญาณของโรค

ตารางค่าความเข้มข้นเฉลี่ยของส่วนประกอบในปัสสาวะสด

พารามิเตอร์

ค่า

ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH)

6.2

ไนโตรเจนรวม (Total ntrogen)

8,830 มก./ล.

แอมโมเนียม/แอมโมเนีย-N

460 มก./ล.

ไนเตรตและไนไตรต์

0.06 มก./ล.

ความต้องการออกซิเจนทางเคมี (COD)

6,000 มก./ล.

ฟอสฟอรัสรวม (Total phosphorus)

800–2,000 มก./ล.

โพแทสเซียม (Potassium)

2,740 มก./ล.

ซัลเฟต (Sulphate)

1,500 มก./ล.

โซเดียม (Sodium)

3,450 มก./ล.

แมกนีเซียม (Magnesium)

120 มก./ล.

คลอไรด์ (Chloride)

4,970 มก./ล.

แคลเซียม (Calcium)

230 มก./ล.

  • สีของปัสสาวะ (Color)

ปัสสาวะมีลักษณะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับระดับความชุ่มชื้นของร่างกาย ยาที่รับประทาน สารประกอบหรือสีย้อมในอาหาร และโรคต่างๆ โดยปกติปัสสาวะจะเป็นสารละลายใส มีสีตั้งแต่ไม่มีสีจนถึงสีเหลืองอำพัน แต่โดยทั่วไปจะมีสีเหลืองอ่อน ซึ่งสีมาจากสารยูโรบิลิน (Urobilin) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ปลายทางของการสลายตัวของฮีม (Heme) จากฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ในระหว่างการทำลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ

สีปัสสาวะ

สาเหตุและความหมายทางการแพทย์

ไม่มีสี

บ่งชี้ภาวะที่ร่างกายได้รับน้ำมากเกินไป (Over-hydration)

สีแดงเลือด

ภาวะมีเลือดในปัสสาวะ (Hematuria) — เป็นอาการของโรคหลายชนิด

สีแดงอมน้ำตาล

อาจเกิดจากโรคพอร์ฟีเรีย (Porphyria)

สีชมพู

อาจเกิดจากการรับประทานหัวบีท (Beeturia)

สีเหลืองเข้ม

มักบ่งชี้ภาวะขาดน้ำ (Dehydration)

สีส้ม

เกิดจากยา เช่น ไรแฟมปิซิน (Rifampicin) หรือ ฟีนาโซไพริดีน (Phenazopyridine)

สีส้มเข้มถึงน้ำตาล

อาจเป็นอาการของโรคดีซ่าน (Jaundice), กล้ามเนื้อสลาย (Rhabdomyolysis) หรือกลุ่มอาการกิลเบิร์ต (Gilbert's syndrome)

สีเขียว

อาจเกิดจากการรับประทานหน่อไม้ฝรั่ง หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (UTI)

สีน้ำเงิน

เกิดจากเมทิลีนบลู (Methylene blue) หรืออาจเกิดจากกลุ่มอาการผ้าอ้อมสีน้ำเงิน (Blue Diaper syndrome)

สีม่วง

อาจเกิดจากกลุ่มอาการถุงปัสสาวะสีม่วง (Purple urine bag syndrome)

สีดำหรือเข้มมาก

เรียกว่าเมลานูเรีย (Melanuria) อาจเกิดจากมะเร็งเมลาโนมา (Melanoma) หรือภาวะพอร์ฟีเรียเฉียบพลัน (Acute intermittent porphyria)

  • กลิ่นของปัสสาวะ (Odor)

ปัสสาวะที่ทิ้งไว้ระยะหนึ่งอาจมีกลิ่นฉุนคล้ายกลิ่นปลา เนื่องจากการปนเปื้อนจากแบคทีเรียที่ย่อยสลายยูเรียให้กลายเป็นแอมโมเนีย (Ammonia) กลิ่นนี้ไม่ปรากฏในปัสสาวะสดของบุคคลที่มีสุขภาพดี และหากพบกลิ่นดังกล่าว อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (Urinary tract infection — UTI)

ลักษณะกลิ่น

สาเหตุ/ความหมายทางการแพทย์

กลิ่นหวาน

พบในผู้ป่วยเบาหวาน (Diabetes Mellitus) หรืออาจเกิดจากโรคไต เช่น นิ่วในไต (Kidney stones)

กลิ่นคล้ายน้ำเชื่อมเมเปิล

เกิดจากการมีกรดอะมิโน (Amino acids) ในปัสสาวะ — เรียกว่าโรคปัสสาวะกลิ่นน้ำเชื่อมเมเปิล (Maple syrup urine disease — MSUD) ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรม

กลิ่นหน่อไม้ฝรั่ง

เกิดจากการที่ร่างกายสลายกรดแอสพาราจูซิก (Asparagusic acid) จากหน่อไม้ฝรั่ง

กลิ่นจากอาหารอื่นๆ

การบริโภคหญ้าฝรั่น (Saffron), แอลกอฮอล์, กาแฟ, ปลาทูน่า และหัวหอม ก็สามารถทำให้ปัสสาวะมีกลิ่นเฉพาะได้

กลิ่นจากอาหารรสจัด

สารประกอบในอาหารรสจัดผ่านไตโดยไม่ถูกสลายอย่างสมบูรณ์ก่อนออกจากร่างกาย ทำให้ปัสสาวะมีกลิ่นได้

  • ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH)

ค่า pH ของปัสสาวะปกติอยู่ในช่วง 5.5–7.0 โดยมีค่าเฉลี่ยที่ 6.2 ในผู้ที่มีภาวะกรดยูริกในปัสสาวะสูง (Hyperuricosuria) ปัสสาวะที่เป็นกรดจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วกรดยูริก (Uric acid stones) ในไต ท่อไต หรือกระเพาะปัสสาวะ

ปัจจัยที่ทำให้ pH ลดลง (เป็นกรดมากขึ้น): อาหารที่มีโปรตีนสูงจากเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นม, การบริโภคแอลกอฮอล์, ยา เช่น แอมโมเนียมคลอไรด์ (Ammonium chloride) และคลอโรไทอาไซด์ไดยูเรติก (Chlorothiazide diuretics)

ปัจจัยที่ทำให้ pH เพิ่มขึ้น (เป็นด่างมากขึ้น): อาหารที่มีโพแทสเซียมสูงและกรดอินทรีย์ เช่น ผักและผลไม้

หมายเหตุ: แครนเบอร์รี่ที่เชื่อกันว่าทำให้ปัสสาวะเป็นกรด จากการศึกษาพบว่าไม่สามารถทำให้ pH ของปัสสาวะลดลงได้จริง

  • ความหนาแน่นของปัสสาวะ (Density)

ปัสสาวะของมนุษย์มีความถ่วงจำเพาะ (Specific gravity) อยู่ที่ 1.003–1.035

  • แบคทีเรียและเชื้อโรคในปัสสาวะ (Bacteria and Pathogens)

ปัสสาวะไม่ได้ปลอดเชื้อ แม้กระทั่งในกระเพาะปัสสาวะ ในท่อปัสสาวะ เซลล์เยื่อบุผิว (Epithelial cells) ที่บุท่อปัสสาวะมีแบคทีเรียแกรมลบชนิดแท่งและโคคัสที่ทนออกซิเจนได้บางส่วน (Facultatively anaerobic gram-negative bacteria) อาศัยอยู่

จากการศึกษาในประเทศไนจีเรีย พบเชื้อแบคทีเรียหลายสายพันธุ์จากเด็กสุขภาพดีอายุ 5–11 ปี ดังนี้:

ชนิดแบคทีเรีย

ร้อยละในมนุษย์ (เด็ก)

ร้อยละในโค

บาซิลลัส (Bacillus)

10.4%

5.1%

สแตฟีโลค็อกคัส (Staphylococcus)

2.6%

2.6%

ซิโตรแบคเตอร์ (Citrobacter)

3.9%

12.8%

เคลบเซียลลา (Klebsiella)

7.8%

12.8%

เอสเชอริเชีย โคไล (Escherichia coli)

36.4%

23.1%

โพรทีอัส (Proteus)

18.2%

23.1%

ซูโดโมแนส (Pseudomonas)

9.1%

2.6%

ซัลโมเนลลา (Salmonella)

3.9%

5.1%

ชิเกลลา (Shigella)

7.8%

12.8%

นอกจากนี้ยังพบอัตราการดื้อยาปฏิชีวนะหลายขนาน (Multiple antibiotic resistance — MAR) ในแบคทีเรียจากปัสสาวะเด็กสูงถึง 37.5–100% ในแบคทีเรียแกรมบวก และ 12.5–100% ในแบคทีเรียแกรมลบ 

การตรวจปัสสาวะเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ (Examination for medical purposes)

ตลอดประวัติศาสตร์ แพทย์หลายคนใช้การตรวจสอบปัสสาวะของผู้ป่วยเพื่อการวินิจฉัยโรค โดยการตรวจปัสสาวะด้วยสายตาเรียกว่า ยูโรสโคปี (Uroscopy) การตรวจปัสสาวะทางคลินิกในปัจจุบันครอบคลุม

  • สี (Color) — บ่งบอกถึงระดับความชุ่มชื้นและภาวะผิดปกติ
  • ความขุ่น (Turbidity) — อาจบ่งชี้การติดเชื้อหรือการมีตะกอน
  • กลิ่น (Odor) — สะท้อนภาวะทางโรคหรือสิ่งที่บริโภค
  • การวิเคราะห์ทางเคมี (Urinalysis) — ตรวจวิเคราะห์และวัดปริมาณส่วนประกอบทางเคมี
  • การเพาะเชื้อ (Urine culture) — ทำเมื่อสงสัยการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (UTI)
  • การตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ (Microscopic examination) — ช่วยระบุสารอินทรีย์หรืออนินทรีย์และช่วยในการวินิจฉัยโรค

สีและปริมาณปัสสาวะเป็นตัวบ่งชี้ระดับความชุ่มชื้นของร่างกายที่เชื่อถือได้ ปัสสาวะใสและปริมาณมากบ่งบอกว่าร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ ปัสสาวะสีเข้มเป็นสัญญาณของภาวะขาดน้ำ ยกเว้นเมื่อใช้ยาขับปัสสาวะ (Diuretics) ซึ่งปัสสาวะอาจใสและมีปริมาณมาก แต่ร่างกายยังคงขาดน้ำได้

การนำปัสสาวะมาใช้ประโยชน์ (Uses)

  • แหล่งที่มาของยา (Source of medications)

ปัสสาวะมีโปรตีนและสารอื่นๆ ที่มีประโยชน์ทางการแพทย์และเป็นส่วนผสมในยาหลายชนิด:

    • ปัสสาวะของสตรีวัยหมดประจำเดือน (Postmenopausal women) มีสารโกนาโดโทรปิน (Gonadotropins) สูง ซึ่งสามารถสกัดเอาฮอร์โมน FSH และ LH มาใช้ในการบำบัดภาวะมีบุตรยาก (Fertility therapy) ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ชนิดหนึ่ง เรียกว่า เพอร์โกนาล (Pergonal)
    • ปัสสาวะของสตรีมีครรภ์มีฮอร์โมน hCG (Human chorionic gonadotropin) ในปริมาณที่สามารถสกัดและทำบริสุทธิ์เพื่อผลิตยา hCG ได้
    • ปัสสาวะของม้าตั้งครรภ์เป็นแหล่งของฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ที่ใช้ผลิตยาพรีมารีน (Premarin)
    • ปัสสาวะมีแอนติบอดี (Antibodies) ที่ใช้ในชุดทดสอบวินิจฉัยเชื้อโรคต่างๆ รวมถึง HIV-1
    • สามารถสกัดยูโรไคเนส (Urokinase) จากปัสสาวะ ซึ่งใช้ทางคลินิกเป็นยาละลายลิ่มเลือด (Thrombolytic agent)
  • ปุ๋ย (Fertilizer)

การนำปัสสาวะมาใช้เป็นปุ๋ยถูกเรียกว่าเป็นการ “ปิดวงจรการไหลเวียนของธาตุอาหารทางการเกษตร” หรือเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดสุขาภิบาลเชิงนิเวศ หรือ ecological sanitation (ecosan)

โดยทั่วไป ปัสสาวะที่ใช้เป็นปุ๋ยมักเจือจางด้วยน้ำ เนื่องจากปัสสาวะที่ไม่เจือจางอาจทำให้ใบหรือรากของพืชบางชนิดเกิดการไหม้จากสารเคมีและทำให้พืชเสียหายได้ โดยเฉพาะเมื่อดินมีความชื้นต่ำ การเจือจางยังช่วยลดการเกิดกลิ่นภายหลังการใช้งานอีกด้วย

เมื่อเจือจางด้วยน้ำในอัตราส่วนปัสสาวะต่อน้ำ 1:5 สำหรับพืชล้มลุกที่ปลูกในภาชนะและเปลี่ยนวัสดุปลูกใหม่ทุกฤดูกาล หรือในอัตราส่วน 1:8 สำหรับการใช้งานทั่วไป สามารถนำไปราดลงบนดินโดยตรงเพื่อใช้เป็นปุ๋ยได้ ผลในการให้ธาตุอาหารของปัสสาวะพบว่าใกล้เคียงกับปุ๋ยไนโตรเจนเชิงพาณิชย์

ปัสสาวะอาจมีสารตกค้างจากยา ซึ่งจัดเป็นสารมลพิษทางเภสัชกรรมที่คงอยู่ในสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ความเข้มข้นของโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ปรอท และแคดเมียม ซึ่งมักพบในกากตะกอนน้ำเสีย มีอยู่ในปัสสาวะในระดับต่ำกว่ามาก

ค่ามาตรฐานโดยประมาณของธาตุอาหารที่ขับออกมากับปัสสาวะต่อคนต่อปี ได้แก่

    • ไนโตรเจน 4 กิโลกรัม
    • ฟอสฟอรัส 36 กิโลกรัม
    • โพแทสเซียม 0 กิโลกรัม

เมื่อคำนวณจากปริมาณปัสสาวะเฉลี่ย 1.5 ลิตรต่อวัน หรือประมาณ 550 ลิตรต่อปี ความเข้มข้นของธาตุอาหารหลักจะอยู่ที่ประมาณ

    • ไนโตรเจน 3 กรัมต่อลิตร
    • ฟอสฟอรัส 67 กรัมต่อลิตร
    • โพแทสเซียม 8 กรัมต่อลิตร

ตัวเลขดังกล่าวเป็นค่าที่ใช้ในการออกแบบหรือประมาณการ โดยค่าจริงอาจแตกต่างกันไปตามอาหารที่บริโภค

เมื่อแสดงปริมาณธาตุอาหารตามระบบมาตรฐานปุ๋ยสากล ปัสสาวะมีสัดส่วนธาตุอาหารประมาณ 7:1.5:2.2

เนื่องจากปัสสาวะเป็นปุ๋ยที่มีความเจือจางค่อนข้างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับปุ๋ยไนโตรเจนชนิดแห้งที่ผลิตในอุตสาหกรรม เช่น ไดแอมโมเนียมฟอสเฟต ต้นทุนการขนส่งปัสสาวะจึงค่อนข้างสูง เพราะต้องขนส่งน้ำในปริมาณมากไปด้วย

ข้อจำกัดทั่วไปของการใช้ปัสสาวะเป็นปุ๋ยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อการสะสมของไนโตรเจนมากเกินไป เนื่องจากปัสสาวะมีสัดส่วนของธาตุอาหารชนิดนี้สูง รวมถึงการสะสมของเกลืออนินทรีย์ เช่น โซเดียมคลอไรด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของของเสียที่ขับออกจากระบบไต

การให้ปุ๋ยด้วยปัสสาวะหรือปุ๋ยไนโตรเจนชนิดอื่นในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้เกิดแอมโมเนียมากเกินกว่าที่พืชจะดูดซึมได้ ทำให้ดินมีสภาพเป็นกรด หรือก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพืชในรูปแบบอื่น

ปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาเมื่อนำปัสสาวะมาใช้เป็นปุ๋ย ได้แก่

    • ความทนต่อความเค็มของพืช
    • องค์ประกอบของดิน
    • การเติมปุ๋ยหรือสารบำรุงชนิดอื่นร่วมด้วย
    • ปริมาณน้ำฝนหรือการให้น้ำ

มีรายงานในปี ค.ศ. 1995 ว่า ไนโตรเจนในปัสสาวะสูญเสียไปในรูปก๊าซค่อนข้างมาก และพืชดูดซึมได้น้อยกว่าไนโตรเจนจากแอมโมเนียมไนเตรตที่ติดฉลากเพื่อติดตามการดูดซึม ในทางตรงกันข้าม ฟอสฟอรัสจากปัสสาวะถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้ในอัตราที่สูงกว่าฟอสเฟตชนิดละลายน้ำ

นอกจากนี้ ปัสสาวะยังสามารถใช้เป็นแหล่งไนโตรเจนสำหรับการทำปุ๋ยหมักที่มีวัสดุคาร์บอนสูงได้อย่างปลอดภัย

  • การทำความสะอาด (Cleaning)

เนื่องจากยูเรียในปัสสาวะสลายตัวเป็นแอมโมเนีย ปัสสาวะจึงถูกนำมาใช้ทำความสะอาดในยุคก่อนอุตสาหกรรม และยังเคยถูกนำมาใช้ฟอกสีฟันในสมัยโรมโบราณ

  • ดินปืน (Gunpowder)

ก่อนมีอุตสาหกรรมเคมี ปัสสาวะถูกนำมาใช้เป็นแหล่งไนโตรเจนในการผลิตดินปืน โดยใช้ปัสสาวะชุ่มฟางหรือวัสดุอินทรีย์อื่น แล้วปล่อยให้เปียกและหมักเป็นเวลาหลายเดือน จากนั้นเก็บผลึกดินประสิวดิบไปทำดินปืน

  • สิ่งทอ (Textiles) 

ปัสสาวะถูกนำมาใช้บ่อยครั้งในฐานะ สารช่วยติดสี (Mordant) เพื่อเตรียมสิ่งทอ โดยเฉพาะขนสัตว์ (Wool) ให้พร้อมสำหรับการย้อมสี ในแถบที่ราบสูงสกอตแลนด์ (Scottish Highlands) และ หมู่เกาะเฮบริดีส (Hebrides) กระบวนการที่เรียกว่า "วอล์กกิง" (Waulking) หรือการฟูลลิงผ้าขนสัตว์ที่ทอแล้ว (Fulling) จะเริ่มต้นด้วยการแช่ผ้าในปัสสาวะก่อน โดยนิยมใช้ ปัสสาวะของทารก (Infantile Urine) เป็นพิเศษ 

  • การสื่อสารด้วยกลิ่น (Olfactory communication)

ปัสสาวะมีบทบาทสำคัญในการสื่อสารด้วยกลิ่น เนื่องจากมีสารฟีโรโมน (Pheromones) และไคโรโมน (Kairomones) ซึ่งสัตว์ผู้ล่า (Predators) ใช้เป็นสัญญาณเตือนภัยและขับไล่เหยื่อ (Prey)

แปลและเรียบเรียงจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Urine [2026, July 20] โดย พรธีรา การเกษม 

อ่านตรวจทานโดย นพ. ธัชชัย วิจารณ์