กระดานสุขภาพ

สอบถามเรื่องการกินยาฉุกเฉินค่ะ
Anonymous

24 มกราคม 2563 14:48:09 #1

ยาคุมฉุกเฉิน *** 0.75 mg - ยาคุมฉุกเฉิน สามารถรับประทานได้กี่ครั้งต่อเดือน ถึงจะไม่เกืดอันตรายและ ไม่เกิดท้องนอกมดลูก - ยาคุมฉุกเฉิน *** ทำให้อ้วนหรือเปล่าคะ

อายุ: 24 ปี เพศ: F น้ำหนัก: 55 กก. ส่วนสูง: 164ซม. ดัชนีมวลกาย : 20.45 (ค่ามาตรฐานคนเอเชีย=18.5-22.9)
ภก.ประดิษฐ์ งามศิริผล

เภสัชกร

18 กันยายน 2565 15:04:05 #2

เรียน คุณ ***

ก่อนอื่น ขออภัยที่ตอบกลับล่าช้านะครับ เนื่องจากคอมพิวเตอร์ขัดข้องครับ

กลับมาที่คำถามของคุณ ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ชื่อย่อมบอกแล้วนะครับ ว่าใช้ต่อเมื่อกรณีฉุกเฉินเท่านั้น ห้ามใช้แทนการคุมกำเนิดปกติ เนื่องจากมีข้อควรระวังหลายข้อ ขออนุญาตให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวยานี้ก่อนนะครับ

  • ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ทางการแพทย์ใช้ต่อเมื่อไม่สามารถวางแผนการคุมกำเนิดได้ตามปกติเท่านั้น เช่น เมื่อถูกข่มขืน หรือเกิดข้อผิดพลาดจากการใช้ถุงยางอนามัยไม่ถูกต้อง (การซื้อหามา ขนาดไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม - เล็กหรือใหญ่เกินไป / การเก็บรักษา - เก็บในที่ร้อน หรือถูกกดทับเป็นเวลานาน / การเปิดซอง โดยการใช้ของมีคม เช่น ฟัน, มีด หรือกรรไกร / การสวม ไม่ได้บีบกระเปาะส่วนปลาย เพื่อป้องกันการเก็บกักอากาศ / การใช้สารหล่อลื่น ไม่มีการใช้ หรือไม่ได้ใช้สารหล่อลื่นที่เป็นสูตรน้ำหรือชนิดที่เข้ากันได้กับการใช้ถุงยางอนามัย / การถอด ไม่ได้ถอดออก ก่อนองคชาติอ่อนตัวลง)
  • ไม่ควรใช้ยานี้แทนการคุมกำเนิดปกติ เนื่องจากมีอัตราความล้มเหลวค่อนข้างสูง คือ 8-15 เปอร์เซ็นต์ (เทียบกับยาคุมกำเนิดรายเดือนที่ น้อยกว่า 0.1 เปอร์เซ็นต์)
  • และมีตัวยาปริมาณค่อนข้างสูง คือ 1,500 ไมโครกรัม (เทียบกับยาคุมกำเนิดรายเดือนที่อยู่ที่ 50-75 ไมโครกรัม)
    ประกอบด้วย ตัวยา levonorgestrel 0.75 MG (750 ไมโครกรัม) จำนวน 2 เม็ดต่อ 1 กล่อง หรือในรุ่นใหม่จะเป็นชนิด 1.5 MG หรือ 1,500 ไมโครกรัมเม็ดเดียว
  • กลไกการออกฤทธิ์ของยา หลัก ๆ มี 3 ส่วน คือ
  1. ทำให้มูกที่ปากมดลูกข้นเหนียวมากขึ้น เพื่อลดโอกาสที่ตัวอสุจิจะเดินทางไปพบกับไข่
  2. ทำให้ท่อนำไข่มีการบีบตัวช้าหรือน้อยลง ลดโอกาสที่ไข่จะเดินทางมาพบกับตัวอสุจิ
  3. ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางลง ลดโอกาสที่ตัวอ่อนจะมาฝังตัวและเติบโตเป็นทารก (หากมีการผสมกันของไข่กับตัวอสุจิ)
  • ข้อห้ามใช้ - ผู้ป่วยโรคตับหรือถุงน้ำดีอุดตัน
  • ข้อควรระวัง - ไม่ควรใช้ยานี้เกินกว่า 2 กล่องต่อเดือน เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูก
  • อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา - ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ มึน งง คัดตึงเต้านม คลื่นไส้ อาเจียน แน่นท้อง ท้องอืด เลือดประจำเดือนผิดปกติ (มามากหรือน้อย หรือ ไม่มาตามกำหนด)
  • วิธีการรับประทานยาที่ถูกต้อง ควรรับประทานยาหลังจากมีเพศสัมพันธ์ไม่เกิน 48 ชั่วโมง มี 2 แบบคือ

รับประทานยา levonorgestrel 0.75 MG เม็ดแรกทันที หลังจากมีเพศสัมพันธ์ จากนั้นอีก 12 ชั่วโมง ให้รับประทานยาเม็ดที่สอง

ข้อดี - อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาด้านคลื่นไส้ อาเจียน น้อยกว่าวิธีที่ 2 และหากมีเพศสัมพันธ์ซ้ำอีกก่อนเวลารับประทานยาเม็ดที่สอง ก็ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาเพิ่มเติม

ข้อเสีย - มักลืมรับประทานยาเม็ดที่สอง หรือรับประทานยาเร็ว/ช้ากว่าเวลา 12 ชั่วโมง เพิ่มความเสี่ยงในการตั้งครรภ์2. รับประทานยาพร้อมกัน 2 เม็ด หลังจากมีเพศสัมพันธ์ทันที หรือช้าสุดไม่เกิน 48 ชั่วโมง

ข้อดี - ไม่ต้องกังวลเรื่องการรับประทานยาล่าช้า หรือลืมรับประทานยาเม็ดที่สอง นอกจากนี้ระดับยาในเลือดจะสูงขึ้นเร็วกว่าวิธีแรก

ข้อเสีย - อาการไม่พึงประสงค์ด้านเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน สูงกว่าวิธีแรก และหากมีเพศสัมพันธ์เพิ่มเติมอีกหลังจากรับประทานยาไปแล้ว ต้องใช้วิธีการคุมกำเนิดโดยการสวมถุงยางอนามัยแทน

กลับมาที่คำถามของคุณ

  • ตอบได้ยากนะครับ เนื่องจากตัวยาทุกตัวมีโอกาสก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาได้เกือบทุกตัว แม้กระทั่งพาราเซตามอลที่เป็นยาสามัญประจำบ้าน
  • ดังนั้นควรลดการใช้ยาโดยไม่มีความจำเป็น จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอันตรายจากการใช้ยาได้
  • ไม่ควรใช้ยานี้เกินกว่า 2 กล่อง (ชุด) ต่อเดือน เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูก จนเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากการตกเลือดในช่องท้อง
  • ส่วนภาวะอ้วนนั้นพบได้น้อยนะครับ ส่วนใหญ่จะเกิดจากภาวะบวมน้ำ แต่เมื่อหยุดยา อาการดังกล่าวจะค่อย ๆหายไปเอง
  • ขอแนะนำเพิ่มเติม หากคุณยังไม่ได้แต่งงาน มีเพศสัมพันธ์เป็นครั้งคราว การสวมถุงยางอนามัย น่าจะเป็นทางเลือกที่สะดวกและเหมาะสมที่สุด เพราะนอกจากช่วยคุมกำเนิดแล้ว ยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย เช่น หนองใน ซิฟิลิส แผลริมอ่อน พยาธิในช่องคลอด ไวรัสตับอักเสบชนิด บี/ซี เริม หูดหงอนไก่ ไวรัส HPV ที่เป็นสาเหตุกระตุ้นให้เกิดมะเร็งปากมดลูกในเพศหญิง (มะเร็งองคชาติในเพศชาย) หรือหากโชคร้ายสุด คือไวรัส HIV ที่เป็นสาเหตุของโรคเอดส์ ที่ปัจจุบันยังไม่มียารักษาให้หายขาด
  • หรือหากแต่งงานแล้ว ยังไม่พร้อมที่จะมีบุตร แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ เพื่อร่วมกันพิจารณาเลือกวิธีการคุมกำเนิดที่ถูกต้องและเหมาะสมกับคุณต่อไป
  • หากมีข้อสงสัยเร่งด่วนเกี่ยวกับการใช้ยา/ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สามารถสอบถามทันทีได้จากแพทย์หรือเภสัชกรร้านยาใกล้บ้าน ไม่ควรรอคำตอบจากทางหน้าเว็บ เนื่องจากอาจช้าเกินไป ไม่ทันการ เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายจากปฏิกิริยาระหว่างยา "ยาตีกัน" จนเกิดอันตรายต่อสุขภาพได้


เภสัชกรประดิษฐ์ งามศิริผล


แนะนำบทความดี ๆจากกองบรรณาธิการของเราที่

  • การคุมกำเนิด (Contraception)
  • แพทย์หญิง กีรติ ลีละพงศ์วัฒนา
  • สูตินรีแพทย์
  • ยาเม็ดคุมกำเนิด (Birth control pill)
  • แพทย์หญิง กีรติ ลีละพงศ์วัฒนา
  • สูตินรีแพทย์
  • ถุงยางอนามัยชาย (Male Condom)
  • นพ.วิชัย ชวาลไพบูลย์
  • สูตินรีแพทย์