กระดานสุขภาพ

คันช่องคลอดมากคะ
Anonymous

25 มิถุนายน 2560 21:29:09 #1

สวัสดีคะ คุณหมอ พอดีว่ามีอาการคันช่องคลอดมากคะ มาหลายเดือนเเล้ว เป็นๆหายๆ จะคันมากขึ้นช่วงก่อนและหลังประจำเดือนมาคะ ช่วงมีประจำเดือนไม่คันคะ สังเกต พบอาการผิดปกติ รอบๆ ปากช่องคลอด แดงคะ ตรงผนังหมดลูก มีจุดขาวๆ (เหมือนร้อนในในช่องปากคะ) มีจุดสีน้ำตาลอ่อนๆ 1 จุด ที่บริเวณมดลูก มีตกขาวออกมา เป็นสีค่อนข้างเหลือง บ้างวันขาว ไม่มีกลิ่น แต่รู้สึกคันมาก ยิ่งเกา รอบๆ ยิ่งแดงคะ รู้สึกกังวลมากคะ ไม่สะดวกไปพบหมอ ช่วงนี้ทำงานอยุ่ต่างประเทศคะ เครียดมากอ่ะ ส่วนตัวเคยมีเพศสัมพันธ มาแล้วคะ รบกวนคุณหมอช่วยแนะนำ ยาทาบรรเทาอาการในช่วงนี้ก่อนได้ไหมคะ ขอบพระคุณคะ
อายุ: 27 ปี เพศ: F น้ำหนัก: 56 กก. ส่วนสูง: 172ซม. ดัชนีมวลกาย : 18.93 (ค่ามาตรฐานคนเอเชีย=18.5-22.9)
นพ.เกียรติศักดิ์ คงวัฒนกุล

(สูติ-นรีแพทย์)

27 มิถุนายน 2560 15:49:05 #2

ปกติแล้ว ในช่วงหลังกลางรอบเดือนจนถึงก่อนจะมีประจำเดือนรอบถัดไป หรือหลัง มีเพศสัมพันธ์อาจมีสารคัดหลั่งที่มากขึ้นได้นะครับ หากไม่มีอาการผิดปกติใด เช่น ตกขาวสีเขียวหรือเหลือง กลิ่นเหม็น หรือปวดท้องน้อย ก็ไม่ต้องกังวลครับ สังเกตุอาการไปได้ก่อนครับ ส่วนหากตกขาวนั้น หากตกขาวผิดปกติที่เป็นลักษณะสีขาวเหลือง คล้ายทิชชูเปียกหรือ นมโยเกิตร่วมด้วย และ มีอาการคันเป็นหลักนั้น จะเป็นอาการของการติดเชื้อราในช่องคลอดครับ และในบางท่านอาจมีอาการคันบริเวณปากช่องคลอดร่วมด้วย ซึ่งลักษณะรอยโรคอาจเป็นผื่นสีออกชมพูหรือแดงๆ ขอบเขตชัดเจน มักเป็นสองข้างของปากช่องคลอดและผิวหนังระหว่างขาก็ได้ การรักษาหลักนั้น หากมีอาการภายในช่องคลอด ยาที่ใช้โดยทั่วไปเป็นมาตรฐานจะเป็นยาในช่ือสามัญ clotrimazole ครับ เป็นลักษณะเม็ด ใช้เหน็บช่องคลอด เป็นเวลา 7 วันนะครับ หากมีอาการภายนอกด้วย ก็อาจลองใช้ยาที่มีช่ือสามัญ clotrimazole ชนิดทา ทาก็ได้ครับ ที่สำคัญ ต้องทาบริเวณที่เป็นรอยโรค โดยเฉพาะอย่างย่ิง ที่ขอบ เพราะเชื้อราจะอยู่บริเวณนี้มากๆ และ เป็นบริเวณที่แบ่งตัว ลามต่อไปครับ ทาจนอาการดีชึ้นจนหาย และ ทาต่อประมาณ 1-2 สัปดาห์ด้วยนะครับ ไม่เช่นนั้น จะเป็นซ้ำได้ง่าย และในช่วงที่มีประจำเดือน อาจเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยขึ้นเพื่อลดความอับชื้นนะครับ ส่วนหากมีลักษณะกลิ่นเหม็น หรือ คันมาก ตกขาวเป็นสีเขียวเหลืองจะเป็นอาการแสดงของการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอดนะครับ ดังนั้น หมอแนะนำหากตกขาวยังคงผิดปกติอยู่ ควรมาพบสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจภายใน หาสาเหตุและรักษาอย่างถูกวิธีนะครับ