กระดานสุขภาพ
| กินยาคุมกับการมีเพศสัมพันธ์ | |
|---|---|
|
24 มกราคม 2560 06:13:17 #1 สวัสดีค่ะ หนูมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ถุงยางอนามัยค่ะ เวลาใส่หนูบีบที่กระเปาะแล้วสวมใส่ตามปกติค่ะ เวลาแฟนหลั่งแล้วสังเกตุได้ว่า น้ำที่แฟนหลั่งก็อยู่ในกระเปาะดีแต่ก็มีบางส่วนที่อยู่ตรงข้างๆของลำตัวอวัยวะเพศแค่ช่วงบนหัวแต่ไม่ได้ล้นจนจะหกออกมานะคะ คำถามของหนูคือ 1.น้ำที่หลั่งแล้วอยู่ในกระเปาะเป็นปกติ แต่ที่อยู่ตรงข้างๆอวัยวะเพศ(อยู่ในถุงยาง)นี่เกิดจากอะไรคะ เพราะใช้ถุงยางขนาดนี้ตลอดและคิดว่าไม่หลวม แล้วการที่น้ำที่หลั่งมาอยู่ข้างๆแบบนี้แล้วถอดถุงยางขณะแข็งตัวอยู่จะทำให้ท้องได้มั้ยคะ ผิดปกติหรือไม่ 2.อีกกรณีคือหนูกินยาคุมยาสมิน21เม็ดมาจะหมดแผง3แล้ว ไม่เคยลืมกินยากินตรงเวลาค่ะ แล้วถ้าวันเสาร์ที่ผ่านมามีเพศสัมพันธ์ไม่ใส่ถุงยางหลั่งนอก จะทำให้ท้องได้หรือไม่คะ ปกติใช้ถุงยางควบด้วยทุกครั้งค่ะ 3.กินยาเม็ดสุดท้ายวันที่ 23มค จะเริ่มเม็ดแรกแผง4 วันที่31มคถูกต้องไหมคะ สุดท้ายนี้หนูกับแฟนยังมีความกังวลเกี่ยวกับยาคุมค่ะ จึงต้องใช้ถุงยางควบคู่ด้วยทุกครั้ง อยากขอความรู้จากคุณหมอค่ะ ว่าหากกินยาคุมตลอด ไม่ลืมจะสามารถป้องกันท้องได้มั้ยคะ แล้วการใช้ถุงยางมีความจำมั้ยคะ แล้วที่เจอกระทู้ทั่วไปว่ากินยาคุมแต่ยังท้องได้ เกิดจากอะไร ขอบพระคุณค่ะ |
|
| อายุ: 21 ปี เพศ: F น้ำหนัก: 101 กก. ส่วนสูง: 165ซม. ดัชนีมวลกาย : 37.10 (ค่ามาตรฐานคนเอเชีย=18.5-22.9) | |
นพ.เกียรติศักดิ์ คงวัฒนกุล(สูติ-นรีแพทย์) |
28 มกราคม 2560 18:33:02 #2 หากในการมีเพศสัมพันธ์นั้น มีการใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธี สวมใส่ถุงยางอนามัยก่อนสอดใส่อวัยวะเพศ ถือว่า เป็นการป้องกันการตั้งครรภ์ที่มีประสิทธิภาพครับ ไม่ทำให้ตั้งครรภ์ครับ ส่วนสารคัดหลั่งที่เห็นนั้นอาจมีได้เล็กน้อยจากช่วงที่หลั่งไปแล้วและอวัยวะเพศหดตัวลงครับซึ่งเป็นภาวะปกติที่พบได้ หมอขอแนะนำการคุมกำเนิดสักนิดนะครับ การคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพ คือ การป้องกันก่อนการมีเพศสัมพันธ์นะครับ เช่น ถุงยางอนามัย และ ยาเม็ดคุมกำเนิดแบบแผงรายเดือน เป็นต้นครับ ซึ่งยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินนั้นควรใช้เมื่อกรณีฉุกเฉินเท่านั้นครับ ไม่ควรมาใช้บ่อยๆ เพราะ นอกจากจะทำให้ประสิทธิภาพลดต่ำลงแล้ว ยังทำให้เลือดประจำเดือนผิดปกติได้อีกครับเรื่องถุงยางอนามัยที่มีปัญหานั้น โดยปกติแล้วกระบวนการผลิตถุงยางอนามัยนั้น ค่อนข้างรัดกุมมากนะครับ การที่จะขาด รั่ว หรือ ปริแตกนั้นเกิดได้น้อยมากแต่หากเกิดมักเกิดจากการใช้ที่ผิดวิธีครับ ซึ่งการใช้ถุงยางอนามัยที่ถูกต้องนั้น มีหลักการง่ายๆ ดังนี้ คือ ดูวันเดือนปีที่หมดอายุ เลือกขนาดให้เหมาะสม ไม่หลวมหรือแน่นเกินไป การฉีกออกจากซองควรดันให้ถุงยางไปอีกด้านหนึ่งเสียก่อน และ ไม่ใช้กรรไกรหรือของมีคมตัด ใส่ถุงยางในขณะที่อวัยวะเพศแข็งตัวเต็มที่ โดยบีบปลายถุงเพื่อไล่ลมออกก่อน ซึ่งการไล่ลมจะช่วยไม่ให้ถุงยางแตกและหลุดง่ายขณะทำการสอดใส่อวัยวะเพศ ไม่จำเป็นต้องใช้สารหล่อลื่น และ ไม่ควรใช้วาสลีนมาหล่อลื่น เพราะจะทำให้ถุงยางแตกได้ง่ายขึ้น และการใช้ถุงยางอนามัยซ้อนกันมากกว่า 1 ชั้นชึ้นไปนั้น นอกจากจะไม่ช่วยให้ป้องกันมากขึ้นแล้ว ยังทำให้ถุงยางมีโอกาสที่จะขาดและปริแตกง่ายขึ้นด้วยจากการเสียดสีกันเองของถุงยางอนามัยครับ เมื่อต้องการจะถอดถุงยางออก ควรรูดถุงยางจากส่วนโคนลงมาในช่วงที่อวัยวะเพศแข็งตัวอยู่ โดยอาจใช้ทิชชูพันรอบ และ ทำความสะอาดตามปกติครับ หากปฎิบัติตามนี้ ก็สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ โดยจะหลั่งในหรือนอกก็ได้นะครับ ส่วนในฝ่ายหญิงหากต้องการคุมกำเนิดด้วย หมอแนะนำให้ทานยาเม็ดคุมกำเนิดแบบแผงรายเดือนนะครับ ซึ่งในเรื่องของยาเม็ดคุมกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นแบบ 21 เม็ด หรือ 28 เม็ด ก็มีวิธีการใช้เหมือนกันครับ คือ เร่ิมทานเม็ดแรกของแผงภายใน 5 วัน นับจากประจำเดือนมาวันแรก ทานช่วงเวลาไหนก็ได้ ขอให้เป็นเวลาเดิม และ เป็นเวลาที่คาดว่าจะไม่ลืมทาน ซึ่งหากเริ่มทานได้ดังนี้ ก็สามารถมีเพศสัมพันธ์ช่วงใดก็ได้ จะหลั่งด้านในหรือนอกก็ได้ครับ หากทานแบบ 28 เม็ด ก็ให้ทานต่อแผงไปเรื่อยๆ ซึ่งประจำเดือนจะมาช่วง 7 เม็ดสุดท้ายของแต่ละแผง ส่วนหากทานแบบ 21 เม็ด ก็ให้เว้น 7 วัน และเริ่มแผงใหม่ได้เลย โดยระหว่างที่เว้นนี้ จะเป็นช่วงที่ประจำเดือนมาครับ หากมีการลืมทาน หากลืมเพียง 1 เม็ดก็ไห้ทานเมื่อนึกขึ้นได้ และหากลืมทาน 2 เม็ด ก็ไห้ทานวันที่นึกขึ้นได้พร้อมกับเม็ดที่ต้องทานในว้นนั้นๆไปรวมเป็นสองวันติดกัน แต่หากลืมทาน 2 เม็ด ในช่วงที่เลยกลางรอบเดือนไปแล้ว หรือ มากกว่า 3 เม็ดขึ้นไป ก็ให้คุมกำเนิดวิธีอื่นๆด้วย เช่น ใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วยครับ ดังนั้น หากใช้การคุมกำเนิดที่กล่าวมาอย่างถูกวิธี ก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีทั้งสองครับ |
Pipi*****a