ไตวาย ไตล้มเหลว (Renal failure) – Update
- โดย อรนาท เอกัตตานนท์ และ รศ. ดร. พญ. วารุณี พรรณพานิช วานเดอร์พิทท์
- 3 มกราคม 2569
- Tweet
สารบัญ
เกริ่นนำ
การจำแนกประเภท
- ไตวายเฉียบพลัน
- ภาวะไตวายเรื้อรัง
- ภาวะไตวายเฉียบพลันซ้อนทับบนไตวายเรื้อรัง
สัญญาณและอาการ
- ระดับยูเรียในเลือดสูง
- การสะสมของฟอสเฟตในเลือดที่ไต
- การสะสมของโพแทสเซียมในเลือด
- ไตที่ล้มเหลวไม่สามารถกำจัดของเหลวส่วนเกิน
- โรคไตมีถุงน้ำหลายถุง
- อาการอื่นๆ
สาเหตุ
- ภาวะไตวายเฉียบพลัน
- ภาวะไตวายเรื้อรัง
- ความโน้มเอียงทางพันธุกรรม
แนวทางการวินิจฉัย
- การวัดภาวะไตวายเรื้อรัง
- ระยะของภาวะไตล้มเหลว
- อัตราการกรองของไต
ภาวะแทรกซ้อน
การรักษา
- การบำบัดทดแทน
- อาหาร
- ชะลอการดำเนินของโรค
เกริ่นนำ
ไตล้มเหลว หรือที่เรียกว่า โรคไตวาย หรือโรคไตวายระยะสุดท้าย (End-Stage Renal Disease: ESRD) เป็นภาวะทางการแพทย์ที่ไตไม่สามารถกรองของเสียออกจากเลือดได้อย่างเพียงพอ โดยทำงานได้เพียงไม่ถึง 15% เมื่อเทียบกับไตปกติ ไตวายแบ่งออกเป็น ไตวายเฉียบพลัน ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและอาจหายได้ และไตวายเรื้อรัง ซึ่งค่อยๆ เกิดขึ้นและมักไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพปกติได้ อาการอาจรวมถึง ขาบวม อ่อนเพลีย อาเจียน เบื่ออาหาร และสับสน ภาวะแทรกซ้อนของไตวายเฉียบพลันและเรื้อรังได้แก่ยูรีเมีย ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงและภาวะน้ำคั่ง ส่วนภาวะแทรกซ้อนของไตวายเรื้อรังยังรวมถึงโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และโรคโลหิตจางด้วย
สาเหตุของภาวะไตวายเฉียบพลัน ได้แก่ความดันโลหิตต่ำ การอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ, ยาบางชนิด การสลายตัวของกล้ามเนื้อและกลุ่มอาการฮีโมไลติกยูรีมิกซินโดรม สาเหตุของภาวะไตวายเรื้อรังได้แก่โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงกลุ่มอาการเนโฟรติกและโรคไตมีถุงน้ำหลายถุง
การวินิจฉัยภาวะไตวายเฉียบพลันมักพิจารณาจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น การลดลงของปริมาณปัสสาวะหรือการเพิ่มขึ้นของซีรัมครีอะตินีน การวินิจฉัยภาวะไตวายเรื้อรังอาศัยอัตราการกรองของไต (Glomerular filtration rate: GFR) ที่น้อยกว่า 15 หรือความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต ซึ่งเทียบเท่ากับโรคไตเรื้อรังระยะที่ 5
การรักษาภาวะไตวายเฉียบพลันขึ้นอยู่กับสาเหตุพื้นฐาน ส่วนการรักษาภาวะไตวายเรื้อรังอาจรวมถึงการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis) การล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal dialysis) หรือการปลูกถ่ายไต การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเป็นการใช้เครื่องจักรกรองเลือดนอกร่างกาย ในการล้างไตทางช่องท้องจะมีการใส่น้ำยาพิเศษเข้าไปในช่องท้องเพื่อดูดของเสียออก แล้วปล่อยน้ำยานั้นออกมา โดยทำซ้ำหลายครั้งต่อวัน การปลูกถ่ายไตคือการผ่าตัดใส่ไตจากผู้บริจาคและต้องกินยากดภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันการต่อต้านไตใหม่ มาตรการอื่นที่แนะนำสำหรับโรคไตเรื้อรังได้แก่การมีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอและการปรับเปลี่ยนอาหารเฉพาะทาง ภาวะซึมเศร้าเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยไตวาย และเกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ที่ไม่ดี เช่น ความเสี่ยงที่ไตเสื่อมมากขึ้น การเข้ารักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิต งานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ที่ได้รับทุนจากองค์กรวิจัยผลลัพธ์การรักษาผู้ป่วย(Patient-Centered Outcomes Research Institute: PCORI) ซึ่งศึกษาในผู้ป่วยไตวายที่ได้รับการฟอกเลือดผู้ป่วยนอก พบว่า การรักษาภาวะซึมเศร้าทั้งแบบไม่ใช้ยาและแบบใช้ยามีประสิทธิผลใกล้เคียงกัน
ในสหรัฐอเมริกา ภาวะไตวายเฉียบพลันพบได้ในประมาณ 3 คนในประชากร 1,000 คนต่อปี ส่วนภาวะไตวายเรื้อรังพบได้ในประมาณ 1 ใน 1,000 คน และพบผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 3 คนในประชากร 10,000 คนต่อปี ในแคนาดา มีการประเมินว่า โอกาสที่จะเป็นโรคไตวายหรือโรคไตระยะสุดท้าย (ESRD) ตลอดชีวิตอยู่ที่ประมาณ 2.66% ในผู้ชาย และ 1.76% ในผู้หญิง ภาวะไตวายเฉียบพลันมักหายได้ในขณะที่ภาวะไตวายเรื้อรังมักไม่สามารถหายได้ ด้วยการรักษาที่เหมาะสม ผู้ป่วยหลายรายที่มีโรคไตเรื้อรังยังสามารถทำงานต่อไปได้

การจำแนกประเภท
ภาวะไตวายสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ ภาวะไตวายเฉียบพลัน หรือภาวะไตวายเรื้อรัง การแยกความแตกต่างของประเภทภาวะไตวายอาศัยการเปลี่ยนแปลงของระดับครีอะตินีนในเลือด นอกจากนี้ปัจจัยอื่นที่อาจช่วยแยกความแตกต่างระหว่างภาวะไตวายเฉียบพลันกับภาวะไตวายเรื้อรังได้แก่ภาวะโลหิตจาง และขนาดของไตจากการตรวจอัลตราซาวด์ เนื่องจากโรคไตเรื้อรังมักทำให้เกิดภาวะโลหิตจางและทำให้ไตมีขนาดเล็กลง
- ภาวะไตวายเฉียบพลัน
การบาดเจ็บของไตเฉียบพลัน (Acute kidney injury: AKI) ซึ่งเดิมเรียกว่าไตวายเฉียบพลัน (Acute renal failure: ARF) คือการสูญเสียการทำงานของไตอย่างรวดเร็ว โดยทั่วไปมีลักษณะเด่นคือภาวะปัสสาวะน้อย (Oliguria) — การสร้างปัสสาวะลดลง ซึ่งกำหนดว่า น้อยกว่า 400 มิลลิลิตรต่อวันในผู้ใหญ่ น้อยกว่า 0.5 มิลลิลิตร/กก./ชม. ในเด็ก หรือ น้อยกว่า 1 มิลลิลิตร/กก./ชม. ในทารก — และมีความผิดปกติของสมดุลน้ำและอิเล็กโทรไลต์ AKI สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุโดยทั่วไปแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ สาเหตุจากก่อนถึงไต (Prerenal - เลือดไปเลี้ยงไตไม่พอ), สาเหตุภายในไต (Intrinsic - ไตเองเสียหาย) และสาเหตุหลังไต (Postrenal - ทางเดินปัสสาวะอุดตัน) ผู้ป่วยจำนวนมากที่วินิจฉัยว่ามีภาวะพิษจากพาราควอตมักเกิด AKI และบางครั้งจำเป็นต้องรับการฟอกไต (Hemodialysis) จำเป็นต้องหาและรักษาสาเหตุหลักของโรคเพื่อหยุดการลุกลามของโรค และอาจต้องใช้การฟอกไตเป็นการรักษาเสริมในช่วงที่ต้องรอการแก้ไขสาเหตุหลักของโรค
- ภาวะไตวายเรื้อรัง
โรคไตเรื้อรัง (Chronic kidney disease: CKD) อาจค่อยๆ เกิดขึ้นอย่างช้าๆ และในระยะแรกมีอาการเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่มีอาการ โรคไตเรื้อรังอาจเป็นผลลัพธ์ระยะยาวจากภาวะไตวายเฉียบพลันที่ไม่สามารถฟื้นคืนได้หรือเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินโรค โรคไตเรื้อรังแบ่งออกเป็น 5 ระยะ (1–5) ตามค่าประมาณอัตราการกรองของไต (Estimated glomerular filtration rate – eGFR) โดยในระยะ CKD1 ค่าการกรองของไต (ความสามารถในการกรองเลือดของไต) ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ และในระยะ CKD5 ค่าการกรองของไตลดลงเหลือน้อยกว่า 15 มล./นาที (ไตทำงานได้น้อยมาก)
- ภาวะไตวายเฉียบพลันซ้อนทับบนไตวายเรื้อรัง
ภาวะบาดเจ็บของไตแบบเฉียบพลัน (AKI) อาจเกิดขึ้นซ้อนทับบนโรคไตเรื้อรังได้ ซึ่งเรียกว่า ภาวะไตวายเฉียบพลันซ้อนทับบนไตวายเรื้อรัง (Acute-on-chronic renal failure: AoCRF) ส่วนที่เป็นอาการเฉียบพลันใน AoCRF อาจหายได้ และเป้าหมายของการรักษา เช่นเดียวกับใน AKI คือทำให้ไตทำงานได้กลับมาใกล้เคียงกับระดับเดิมของผู้ป่วย ซึ่งมักประเมินจากระดับครีอะตินีนในเลือด การแยกแยะ AoCRF จากโรคไตเรื้อรังเพียงอย่างเดียวอาจเป็นเรื่องยาก หากผู้ป่วยไม่ได้รับการติดตามโดยแพทย์และไม่มีผลเลือดเดิม (ผลเลือดก่อนหน้านี้) เพื่อใช้เปรียบเทียบ
สัญญาณและอาการ
อาการอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ผู้ที่เป็นโรคไตระยะแรกอาจไม่รู้สึกป่วยหรือไม่มีอาการผิดปกติ เมื่อไตไม่สามารถกรองของเสียได้อย่างเหมาะสม ของเสียจะสะสมในเลือดและร่างกาย ภาวะนี้เรียกว่าอะโซทีเมีย (Azotemia) หรือภาวะยูเรียในเลือดสูง ระดับอะโซทีเมียที่ต่ำมากอาจทำให้มีอาการเพียงเล็กน้อยหรืออาจไม่มีอาการเลย หากโรคดำเนินต่อไป อาการจะเริ่มชัดเจนขึ้น (หากไตทำงานผิดปกติมากพอที่จะทำให้เกิดอาการ) ภาวะไตวายที่มีอาการชัดเจนเรียกว่ายูรีเมีย (Uraemia)
อาการของภาวะไตวายมีดังต่อไปนี้:
- ระดับยูเรียในเลือดสูง ซึ่งอาจทำให้เกิด:
-
- อาเจียนหรือท้องเสีย (หรือทั้งสองอย่าง) ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำ
- คลื่นไส้
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ปัสสาวะตอนกลางคืน (Nocturia)
- ปัสสาวะบ่อยขึ้น หรือปริมาณมากกว่าปกติโดยมีปัสสาวะสีจางกว่าปกติ
- ปัสสาวะน้อยลง หรือปริมาณน้อยกว่าปกติ โดยมีปัสสาวะสีเข้มกว่าปกติ
- มีเลือดปนในปัสสาวะ
- มีแรงดันหรือถ่ายปัสสาวะลำบาก
- ปัสสาวะออกมากผิดปกติ
- การสะสมของฟอสเฟตในเลือดที่ไต ซึ่งเสียหายไม่สามารถกรองออกได้ อาจทำให้เกิด:
- อาการคัน
- กระดูกถูกทำลาย
- กระดูกหักที่ไม่สามารถเชื่อมติดกันได้ (Non-union)
- ตะคริวในกล้ามเนื้อ (เกิดจากระดับแคลเซียมต่ำ ซึ่งสัมพันธ์กับภาวะฟอสเฟตในเลือดสูง)
- การสะสมของโพแทสเซียมในเลือด (ภาวะโพแทสเซียมสูงในเลือด หรือ Hyperkalemia) ที่ไตเสียหายไม่สามารถกรองออกได้ อาจทำให้เกิด:
- จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ
- กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรืออัมพาต
- ไตที่ล้มเหลวไม่สามารถกำจัดของเหลวส่วนเกิน อาจทำให้เกิด:
- บวมที่มือ ขา ข้อเท้า เท้า หรือใบหน้า
- หายใจลำบากเนื่องจากมีน้ำคั่งในปอด (อาจเกิดจากภาวะโลหิตจางได้เช่นกัน)
- โรคไตมีถุงน้ำหลายถุง (Polycystic kidney disease) ซึ่งทำให้เกิดถุงน้ำขนาดใหญ่ในไตและบางครั้งในตับ อาจทำให้เกิด:
- ปวดหลังหรือปวดบริเวณสีข้าง
- โดยปกติ ไตที่แข็งแรงจะสร้างฮอร์โมนเอรีโทรโพอิติน (Erythropoietin) เพื่อกระตุ้นให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งทำหน้าที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกาย แต่เมื่อไตทำงานผิดปกติ ไตจะสร้างฮอร์โมนนี้ได้น้อยลง ทำให้เม็ดเลือดแดงลดลง ส่งผลให้เลือดมีฮีโมโกลบินน้อยลง เกิดภาวะโลหิตจางหรือเลือดจาง (Anemia) ซึ่งอาจทำให้เกิด:
- อ่อนเพลียหรือรู้สึกอ่อนแรง
- มีปัญหาด้านความจำ
- สมาธิลดลง
- เวียนศีรษะ
- ความดันโลหิตต่ำ
- โปรตีนโดยปกติจะมีโมเลกุลใหญ่เกินกว่าจะผ่านไตได้ แต่เมื่อตะแกรงกรองของไต (Glomeruli) ถูกทำลาย โปรตีนสามารถรั่วออกมาได้ โดยจะยังไม่มีอาการจนกว่าไตจะเสียหายอย่างมาก จากนั้นอาการที่อาจพบได้แก่:
- ปัสสาวะมีฟองมาก
- บวมที่มือ เท้า ช่องท้อง และใบหน้า
- อาการอื่นๆ ได้แก่:
- เบื่ออาหาร ซึ่งอาจรวมถึงรู้สึกว่ามีรสชาติแปลกๆ ในปาก
- นอนหลับยาก
- ผิวคล้ำขึ้น (จากการสะสมของเสีย)
- โปรตีนในเลือดสูงผิดปกติ
- ผู้ป่วยไตวายที่ได้รับยาปฏิชีวนะเพนิซิลลินในขนาดสูงอาจเกิดอาการชักได้
สาเหตุ
- ภาวะไตวายเฉียบพลัน
ภาวะไตวายเฉียบพลัน (AKI) มักเกิดขึ้นเมื่อเลือดไปเลี้ยงไตลดลงอย่างกะทันหัน หรือเมื่อไตได้รับสารพิษในปริมาณที่มากเกินไป สาเหตุของภาวะไตวายเฉียบพลันได้แก่อุบัติเหตุการบาดเจ็บ หรือภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดที่ทำให้ไตขาดเลือดไปเลี้ยงเป็นเวลานาน การผ่าตัดบายพาสหัวใจ (Heart-bypass surgery) เป็นตัวอย่างหนึ่งของหัตถการดังกล่าว
การได้รับยาในปริมาณที่มากเกินไป ไม่ว่าจะโดยอุบัติเหตุหรือจากการสั่งยาผิด เช่น ยาปฏิชีวนะหรือเคมีบำบัด รวมถึงพิษจากการถูกผึ้งต่อย ก็อาจทำให้เกิดภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลันได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม แตกต่างจากโรคไตเรื้อรัง ไตมักสามารถฟื้นตัวจากภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลันได้ ทำให้ผู้ที่เป็น AKI สามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ ผู้ป่วยที่มีภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลันต้องได้รับการรักษาพยุงอาการจนกว่าไตจะฟื้นตัว และมักยังคงมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการเกิดภาวะไตวายในอนาคต
สาเหตุจากอุบัติเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือกลุ่มอาการกดทับ (Crush syndrome) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีสารพิษจำนวนมากถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดอย่างกะทันหัน หลังจากที่แขนหรือขาที่ถูกกดทับเป็นเวลานานได้รับการปลดปล่อย ทำให้เลือดไหลเวียนกลับมาได้อีกครั้ง ทำให้เกิดภาวะขาดเลือด (Ischemia) ภาระเกินที่เกิดขึ้นอาจนำไปสู่การอุดตันและทำลายไต นี่คือภาวะบาดเจ็บจากการที่เลือดไหลเวียนกลับมาอย่างกะทันหัน (Reperfusion injury) ที่ปรากฏหลังจากการปล่อยแรงกดทับ กลไกของภาวะนี้เชื่อว่าเกิดจากการปล่อยผลิตภัณฑ์จากการสลายของกล้ามเนื้อเข้าสู่กระแสเลือด โดยเฉพาะไมโอโกลบิน (Myoglobin), โพแทสเซียม (Potassium), และฟอสฟอรัส (Phosphorus) ซึ่งเป็นผลจากแรบโดมัยโอไลซิส (Rhabdomyolysis - การสลายตัวของกล้ามเนื้อ) หรือการสลายของกล้ามเนื้อโครงร่างที่ถูกทำลายจากภาวะขาดเลือด ผลกระทบเฉพาะต่อไตยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างชัดเจน แต่ส่วนหนึ่งอาจเกิดจาก สารที่เกิดจากการสลายตัวของไมโอโกลบินที่เป็นพิษต่อไต
- ภาวะไตวายเรื้อรัง
ภาวะไตวายเรื้อรังมีสาเหตุหลายประการ สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือโรคเบาหวาน และ ความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการรักษาหรือควบคุม โรคไตมีถุงน้ำหลายถุง (Polycystic kidney disease) เป็นอีกสาเหตุที่ทราบกันดีของภาวะไตวายเรื้อรัง โดยส่วนใหญ่ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีประวัติทางพันธุกรรมในครอบครัว โรคลูปัส (Systemic lupus erythematosus: SLE) ก็เป็นสาเหตุที่ทราบของภาวะไตวายเรื้อรังเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีโรคทางพันธุกรรมอื่นๆ ที่สามารถทำให้เกิดภาวะไตวายได้
การใช้ยาทั่วไปมากเกินไป เช่น ไอบูโพรเฟน (ยาแก้ปวด) และพาราเซตามอล (Acetaminophen) ก็สามารถทำให้เกิดภาวะไตวายเรื้อรังได้
เชื้อไวรัสบางชนิด เช่น ไวรัสจากหนู (Hantavirus) สามารถโจมตีไต ทำให้เกิดภาวะไตวายได้
- ความโน้มเอียงทางพันธุกรรม
ยีน APOL1 (=Apolipoprotein L1) เป็นตำแหน่งความเสี่ยงทางพันธุกรรมหลักสำหรับโรคไตวายที่ไม่ได้เกิดจากเบาหวานในบุคคลเชื้อสายแอฟริกัน ซึ่งรวมถึง โรคไตจากเอชไอวี (HIV-associated nephropathy: HIVAN), โรคไตที่ตะแกรงกรองบางส่วนแข็งตัว (Focal segmental glomerulosclerosis: FSGS), และโรคไตเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับความดันโลหิตสูง ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ด้วยสาเหตุอื่นๆ
การศึกษาพบว่าการกลายพันธุ์สองชนิดในยีน APOL1 ที่พบในชาวแอฟริกาตะวันตกมีความสัมพันธ์กับ ภาวะไตวายระยะสุดท้าย (ESKD) ในชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันและชาวอเมริกันเชื้อสายฮิสแปนิก
แนวทางการวินิจฉัย
- การวัดภาวะไตวายเรื้อรัง
- ระยะของภาวะไตล้มเหลว
ภาวะไตวายเรื้อรังแบ่งออกเป็น 5 ระยะ โดยคำนวณจากอัตราการกรองของไต (GFR)
-
-
- ระยะที่ 1: การทำงานของไตลดลงเล็กน้อย มีอาการน้อยหรือแทบไม่มีอาการชัดเจน
-
-
-
- ระยะที่ 2 และ 3: จำเป็นต้องได้รับการดูแลสนับสนุนจากแพทย์มากขึ้น เพื่อชะลอและรักษาการทำงานของไตที่ลดลง
- ระยะที่ 4 และ 5: ผู้ป่วยต้องเตรียมพร้อมสำหรับการรักษาด้วยการฟอกไตหรือปลูกถ่ายไต
- ระยะที่ 5: ถือเป็นโรครุนแรง จำเป็นต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต เช่น การฟอกไต (dialysis) หรือการปลูกถ่ายไต
- อัตราการกรองของไต
-
GFR ปกติแตกต่างกันไปตามหลายปัจจัย เช่น เพศ, อายุ, ขนาดร่างกาย, และเชื้อชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านไตถือว่าค่า GFR เป็นตัวบอกการทำงานของไตที่ดีที่สุด มูลนิธิไตแห่งชาติ (National Kidney Foundation) มีเครื่องมือคำนวณ GFR ออนไลน์ที่ใช้งานง่ายสำหรับผู้ที่สนใจทราบอัตราการกรองของไตของตนเอง (ต้องใช้ผลตรวจระดับครีอะตินีนในเลือด ซึ่งตรวจได้จากการเจาะเลือดทั่วไป)
ภาวะแทรกซ้อน
ผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายระยะสุดท้ายและได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis) มีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อการเลือดออกในช่องท้องเอง (21.2%) และภาวะลำไส้ขาดเลือดแบบไม่มีหลอดเลือดอุดตัน (Non-occlusive mesenteric ischemia) (18.1%) ในขณะที่ผู้ที่ได้รับการล้างไตช่องท้อง (Peritoneal dialysis) มีโอกาสสูงขึ้นในการเกิดเยื่อบุช่องท้องอักเสบหรือติดเชื้อ (Peritonitis) และการทะลุของทางเดินอาหาร (Gastrointestinal perforation) อย่างไรก็ตาม อัตราการเกิดตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน (Acute pancreatitis) ไม่แตกต่างจากประชากรทั่วไป
การรักษา
การรักษาอาการไตวายเฉียบพลันขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรค
- การบำบัดทดแทน (Replacement therapy)
การรักษาไตวายเรื้อรังอาจรวมถึงการบำบัดทดแทนไต เช่น การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, การล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal dialysis), หรือการปลูกถ่ายไต
- อาหาร (Diet)
ในผู้ที่ไม่ได้เป็นเบาหวานและผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 การรับประทานอาหารโปรตีนต่ำพบว่าช่วยชะลอการดำเนินของโรคไตวายเรื้อรัง อย่างไรก็ตาม ผลนี้ไม่พบในผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2
การรับประทานอาหารจากพืชที่ยังไม่ผ่านการแปรรูป (Whole food, plant-based diet) อาจช่วยผู้ป่วยบางรายที่มีปัญหาไต อาหารที่มีโปรตีนสูงเกินไป ไม่ว่าจะมาจากสัตว์หรือพืช อาจมีผลเสียต่อการทำงานของไตอย่างน้อยในระยะสั้น
- ชะลอการดำเนินของโรค (Slowing progression)
ผู้ที่ได้รับการส่งต่อไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไตตั้งแต่เนินๆ จะมีระยะเวลานอนโรงพยาบาลครั้งแรกสั้นลงและมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหลังเริ่มฟอกไตลดลง วิธีอื่นๆ ในการชะลอโรคได้แก่การหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นพิษต่อไต เช่น ยาแก้ปวดกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs: NSAIDs) เช่น Ibuprofen และสารทึบรังสีที่ใช้ฉีดตรวจเอกซเรย์
แปลและเรียบเรียงจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Kidney_failure [2026, January 3] โดย อรนาท เอกัตตานนท์
อ่านตรวจทานโดย รศ. ดร. พญ. วารุณี พรรณพานิช วานเดอร์พิทท์