แอลกอฮอล์และระบบประสาท (Alcohol and nervous system) - Update
- โดย พรชัย สุรทานนท์ และ ศ. นพ. สมศักดิ์ เทียมเก่า
- 22 สิงหาคม 2569
- Tweet
สารบัญ
- เกริ่นนำ (Introduction)
- การนำไปใช้ (Uses)
- เพื่อความบันเทิง (Recreational)
- พลังงานจากอาหาร (Food energy)
- ทางการแพทย์ (Medical)
- ทางการสงคราม (Warfare)
- การเยียวยาตัวเอง (Self-medication)
- ข้อห้ามใช้ (Contraindications)
- สตรีมีครรภ์ (Pregnancy)
- โรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น (Peptic ulcer disease)
- ปฏิกิริยาคล้ายแพ้ (Allergic-like reactions)
- โรคเบาหวาน (Diabetes)
- ผลกระทบเชิงลบ (Adverse effects)
- ผลกระทบเฉียบพลัน (Short-term effects)
- อาการเมาค้างHangover
- ผลกระทบระยะยาว (Long-term effects)
- ภัยอันตรายต่อสังคม (Social harms)
- การดื่มแบบเมาหัวราน้ำ (Binge drinking)
- โรคพิษสุราเรื้อรัง (Alcohol use disorder)
- อาการถอนแอลกอฮอล์ (Withdrawal)
- ภาวะเพ้อคลั่งสั่นเทิ้ม (Delirium tremens)
- การเสพเกินขนาด (Overdose)
- อันตรกิริยา (Interactions)
- ภาวะยาหลุดทะลักจากการดื่มแอลกอฮอล์ (Alcohol-induced dose dumping)
- ยากลุ่มช่วยนอนหลับและยาทำให้สงบระงับ (Hypnotics and sedatives)
- ไดซัลฟิแรม (Disulfiram)
- เมโทรนิดาโซล (Metronidazole)
- ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)
- เมทิลเฟนิเดต (Methylphenidate)
- นิโคติน (Nicotine)
- คาเฟอิน (Caffeine)
- โคเคน (Cocaine)
- กัญชา (Cannabis)
- วาร์ฟาริน (Warfarin)
- ยาไอโซไนอะซิด (Isoniazid)
- วิทยาการเภสัช (Pharmacology)
- ในทางเคมี (Chemistry)
- สารที่มีโครงสร้างคล้ายกัน (Analogues)
- กระบวนการผลิต (Manufacturing)
- ความเป็นมา (History)
- ยุคต้นสมัยใหม่ (Early modern period)
- ยุคปัจจุบัน (Modern period)
- สังคมและวัฒนธรรม (Society and culture)
- สถานะทางกฎหมาย (Legal status)
- ศาสนา (Religion)
- ผลกระทบ (Impact)
- ปริมาณมาตรฐานในการดื่ม (Standard drink)
เกริ่นนำ (Introduction)
แอลกอฮอล์ หรือบางครั้งเรียกด้วยชื่อทางเคมีว่า เอทานอล (Ethanol) เป็นส่วนประกอบที่ออกฤทธิ์ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น เบียร์, ไวน์และสุรากลั่น (สุราดีกรีสูง) แอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง (CNS) โดยจะไปลดการทำงานของกระแสไฟฟ้าในเซลล์สมอง ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการเนื่องจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์อันเป็นลักษณะเฉพาะของการดื่มสุรา ( อาการเมา) ในบรรดาผลกระทบด้านต่างๆ เนื่องจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์นอกจากอาการเมาแล้ว แอลกอฮอล์ยังมีฤทธิ์ทำให้ผู้เสพเกิดความรู้สึกเคลิ้มสุข ลดความวิตกกังวล ช่วยให้เข้าสังคมได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังมีฤทธิ์ทำให้ผู้เสพเกิดอาการเซื่องซึมและยังทำให้ความสามารถด้านการรับรู้ ความจำ การเคลื่อนไหว รวมถึงการรับความรู้สึกบกพร่องลงอีกด้วย
แอลกอฮอล์ส่งผลกระทบด้านลบของต่อร่างกายหลายอย่าง ดังนี้ ผลกระทบเฉียบพลัน (Short-term adverse effects) ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์มีผลทำให้การทำงานของสมองและระบบประสาทโดยรวมแย่ลง ทำให้ผู้เสพมีอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนและเมาค้าง แอลกอฮอล์เป็นสารเสพติด ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดโรคติดสุรา, การพึ่งพาแอลกอฮอล์และมีอาการถอนแอลกอฮอล์เมื่อหยุดดื่ม ผลกระทบระยะยาวของแอลกอฮอล์ถูกจัดว่าเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลกที่สำคัญได้แก่โรคตับ, ตับอักเสบ, โรคหัวใจและหลอดเลือด (เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ) โรคเส้นประสาทส่วนปลายเสื่อม, อาการประสาทหลอนจากสุรา, ผลกระทบระยะยาวต่อสมอง (เช่น สมองเสียหาย สมองเสื่อมและโรคมาร์เคียฟาวา-บิกนามิ) และโรคมะเร็ง โดยแอลกอฮอล์และสารบางชนิดที่เกิดจากการย่อยสลายของแอลกอฮอล์ (เช่น อะเซทาลดีไฮด์) จัดเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1 ตามข้อกำหนดของสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) ผลเสียของแอลกอฮอล์ต่อสุขภาพจะรุนแรงและเห็นได้ชัดที่สุด เมื่อมีการดื่มในปริมาณที่มากเกินไปหรือดื่มบ่อยเกินไป อย่างไรก็ตาม ในปี 2023 องค์การอนามัยโลกได้เผยแพร่แถลงการณ์ในวารสารทางการแพทย์ เดอะ แลนเซ็ต พับลิก เฮลต์ โดยสรุปว่า "ไม่มีปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ที่ปลอดภัยต่อโรคมะเร็งและสุขภาพ" หากดื่มในปริมาณที่สูงมาก แอลกอฮอล์อาจทำให้หมดสติหรือในรายที่มีอาการรุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานและองค์กรของรัฐหลายแห่งจึงได้ออกคำแนะนำเกี่ยวกับปริมาณแอลกอฮอล์ที่ควรดื่ม
มนุษย์ผลิตและบริโภคแอลกอฮอล์เที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทมาเป็นเวลาอย่างน้อย 13,000 ปีแล้ว โดยเบียร์ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีการค้นพบถูกหมักขึ้นโดยวัฒนธรรมนาตูเฟียน (Natufian) ในตะวันออกกลาง แอลกอฮอล์เป็นสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่มีการบริโภคมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลกรองจากคาเฟอีน โดยในปี 2017 ยอดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วโลกมีมูลค่าทะลุ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ การดื่มแอลกอฮอล์เป็นเรื่องที่สังคมยอมรับโดยทั่วไปและถูกกฎหมายในประเทศส่วนใหญ่ ซึ่งแตกต่างจากสารเพื่อความบันเทิงชนิดอื่นๆ หลายชนิด อย่างไรก็ตาม มักจะมีข้อจำกัดในการขายและการใช้แอลกอฮอล์ เช่น การกำหนดอายุขั้นต่ำในการดื่ม กฎหมายห้ามดื่มในที่สาธารณะและกฎหมายห้ามเมาแล้วขับ แอลกอฮอล์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมและวัฒนธรรม รวมถึงมีบทบาทสำคัญทางสังคมในหลายพื้นที่ทั่วโลก สถานบันเทิงสำหรับการดื่ม เช่น บาร์และไนท์คลับ ส่วนใหญ่จะเน้นการขายและการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นหลัก นอกจากนี้ งานปาร์ตี้ เทศกาล และการพบปะสังสรรค์ทางสังคมทั่วไปก็มักจะมีการดื่มแอลกอฮอล์ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม แอลกอฮอล์ก็เชื่อมโยงกับปัญหาสังคมต่าง ๆ มากมาย ซึ่งรวมถึงการเมาแล้วขับ, การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ, การล่วงละเมิดทางเพศ, ความรุนแรงในครอบครัวและอาชญากรรมที่รุนแรง แอลกอฮอล์ยังคงเป็นสิ่งผิดกฎหมายในการขายและการบริโภคในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบตะวันออกกลาง ในขณะที่บางศาสนา รวมถึงศาสนาอิสลาม จะห้ามการบริโภคแอลกอฮอล์ แต่ศาสนาอื่น ๆ เช่น ศาสนาคริสต์ และลัทธิชินโต กลับใช้แอลกอฮอล์ในพิธีศีลศักดิ์สิทธิ์และการเทเหล้าเพื่อเซ่นไหว้

การนำไปใช้ (Uses)
- เพื่อความบันเทิง (Recreational)
เอทานอลมักจะถูกบริโภคในฐานะสารออกฤทธิ์เพื่อความบันเทิงในเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เบียร์, ไวน์ และเหล้า การดื่มในแวดวงสังคมอาจช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าสังคม แม้ว่างานวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของแอลกอฮอล์ต่อสังคมจะมีน้อยมาก แต่ผลการศึกษาชิ้นหนึ่งจากสหราชอาณาจักรพบว่า การดื่มเป็นประจำในปริมาณที่พอเหมาะมีความเชื่อมโยงกับความสุข ความรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่าและความพึงพอใจในชีวิต ผับในชุมชนมักมีขนาดกลุ่มผู้ใช้บริการที่ค่อนข้างคงที่ อีกทั้งบทสนทนายังมีความต่อเนื่องและจดจ่อเป็นเรื่องเป็นราวมากกว่าบาร์ในใจกลางเมือง การดื่มเป็นประจำที่ผับในชุมชนจึงเป็นการช่วยสร้างความไว้วางใจต่อผู้อื่นและช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายความสัมพันธ์กับคนในท้องถิ่นได้ดีกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือผู้ที่ดื่มในบาร์ใจกลางเมือง อย่างไรก็ตาม ผลจากวิธีการทางสถิติที่ใช้เพื่อดูว่าอะไรเป็นสาเหตุที่แท้จริงพบว่า การบริโภคแอลกอฮอล์ไม่ได้เป็นสาเหตุของสิ่งเหล่านั้น แต่ในทางกลับกัน ความพึงพอใจในชีวิตต่างหากที่ส่งผลให้คนเรามีความสุขมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะไปเที่ยวผับรวมถึงพัฒนาจนกลายเป็นร้านดื่มประจำ
- พลังงานจากอาหาร (Food energy)
กระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา (USDA) ใช้ตัวเลข 6.93 กิโลแคลอรี (29.0 กิโลจูล) ต่อแอลกอฮอล์หนึ่งกรัม (5.47 กิโลแคลอรี หรือ 22.9 กิโลจูล ต่อมิลลิลิตร) ในการคำนวณพลังงานจากอาหาร สำหรับสุรากลั่น ปริมาณการเสิร์ฟมาตรฐานในสหรัฐอเมริกาคือ 44 มิลลิลิตร (1.5 ออนซ์เหลวสหรัฐ) ซึ่งเมื่อคำนวณที่ปริมาณเอทานอล 40% (80 พรูฟ) จะคิดเป็นน้ำหนักแอลกอฮอล์ 14 กรัมและให้พลังงาน 98 แคลอรี เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกจัดว่าเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูญเปล่า (Empty calorie foods) เพราะนอกจากพลังงานแล้ว เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้ให้สารอาหารที่จำเป็นอื่น ๆ เลย อย่างไรก็ตาม แอลกอฮอล์ถือเป็นแหล่งพลังงานหลักที่สำคัญสำหรับผู้ที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรังและผู้ที่ชอบดื่มหนักเป็นช่วง ๆ (Binge drinking) ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยโรคคลั่งผอมร่วมกับพิษสุราเรื้อรัง (Drunkorexia) จะมีพฤติกรรมอดอาหารจนขาดสารอาหารควบคู่ไปกับการดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก สำหรับผู้ติดสุราเรื้อรังที่ได้รับพลังงานในแต่ละวันส่วนใหญ่มาจากแอลกอฮอล์ การขาดวิตามินบี 1 (Thiamine) อาจทำให้เกิดกลุ่มอาการคอร์ซาคอฟ (Korsakoff syndrome) ซึ่งส่งผลให้สมองถูกทำลายอย่างรุนแรง
- ทางการแพทย์ (Medical)
ในกรณีที่ไม่มีโฟเมพิโซล (Fomepizole) ในทางการแพทย์เราสามารถใช้เอทานอลเพื่อรักษาหรือป้องกันพิษจากเมทานอลหรือเอทิลีนไกลคอลได้ เนื่องจากขั้นตอนที่จำกัดอัตราความเร็ว (Rate-limiting steps) ในการขับเอทานอลออกจากร่างกายนั้นเป็นขั้นตอนเดียวกันกับสารเหล่านี้ เอทานอลจึงเข้าไปแย่งกับแอลกอฮอล์ชนิดอื่น ๆ ในการจับกับเอนไซม์แอลกอฮอล์ดีไฮโดรจีเนส (Alcohol dehydrogenase enzyme) ลำพังตัวเมทานอลเองไม่ได้มีพิษร้ายแรงมากนัก แต่สารที่เกิดจากกระบวนการเผาผลาญ (Metabolites) ของมันอย่างเช่นฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) และกรดฟอร์มิก (Formic acid) ต่างหากที่มีพิษ ดังนั้น เพื่อลดอัตราการผลิตและความเข้มข้นของสารเผาผลาญที่เป็นอันตรายเหล่านี้ จึงสามารถใช้วิธีให้ผู้ป่วยดื่มหรือฉีดเอทานอลเข้าสู่ร่างกาย การทำเช่นนี้จะช่วยหลีกเลี่ยงการผลิตสารอนุพันธ์ของอัลดีไฮด์และกรดคาร์บอกซิลิกที่มีพิษ และช่วยลดผลกระทบจากพิษที่รุนแรงกว่าของไกลคอลเมื่อมันตกผลึกในไต สำหรับภาวะพิษจากเอทิลีนไกลคอลก็สามารถรักษาด้วยวิธีเดียวกันนี้ได้
- ทางการสงคราม (Warfare)
แอลกอฮอล์มีความผูกพันกับการใช้งานในกองทัพมาอย่างยาวนาน และได้รับฉายาว่า "ความกล้าหาญในขวดเหล้า" (Liquid Courage) จากบทบาทในการเตรียมความพร้อมให้แก่ทหารก่อนเข้าสู่สนามรบ การใช้เป็นยาสลบหรือยาชาสำหรับทหารที่ได้รับบาดเจ็บและการใช้เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะในการรบ นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ยังทำหน้าที่เป็นกลไกในการรับมือกับภาวะเครียดจากการสู้รบและเป็นเครื่องมือในการปรับลดความตึงเครียดเพื่อกลับคืนสู่การใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ
- การเยียวยาตัวเอง (Self-medication)
แอลกอฮอล์มีฤทธิ์บรรเทาอาการปวดได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรังบางคนจึงหันมาพึ่งแอลกอฮอล์เพื่อรักษาตัวเองและเพื่อบรรเทาความรู้สึกไม่สบายตัว
ผู้ที่มีภาวะวิตกกังวลต่อการเข้าสังคม มักจะใช้แอลกอฮอล์เยียวยาตัวเองเพื่อทลายกำแพงความประหม่าและความกลัวในใจที่มีอยู่อย่างมาก อย่างไรก็ตาม การใช้แอลกอฮอล์เพื่อเยียวยาตัวเองมากเกินไปเป็นเวลานาน มักจะทำให้อาการของความวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้าแย่ลง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมองจากการใช้ติดต่อกันในระยะยาว ทั้งนี้ งานทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบในปี 2023 ได้เน้นย้ำถึงการใช้แอลกอฮอล์แบบไม่เสพติด เพื่อจัดการกับปัญหาด้านพัฒนาการ ลักษณะบุคลิกภาพ และอาการทางจิตเวช โดยเน้นถึงความจำเป็นในการใช้แนวทางที่ให้ความรู้และควบคุมอันตรายจากการบริโภคแอลกอฮอล์ ภายใต้กรอบนโยบายสุขภาพส่วนบุคคล
ข้อห้ามใช้ (Contraindications)
- สตรีมีครรภ์ (Pregnancy)
เอทานอล (แอลกอฮอล์) จัดเป็นสารก่อความพิการแต่กำเนิดง (Teratogen) ซึ่งเป็นสารที่ทราบกันดีว่าเป็นสาเหตุทำให้ทารกพิการแต่กำเนิด โดยข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ระบุว่า การบริโภคแอลกอฮอล์ในสตรีที่ไม่ได้คุมกำเนิด จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการทารกในครรภ์ได้รับผลกระทบจากแอลกอฮอล์ (FASDs) กลุ่มอาการเหล่านี้ครอบคลุมถึง กลุ่มอาการทารกในครรภ์ได้รับแอลกอฮอล์ กลุ่มอาการทารกในครรภ์ได้รับแอลกอฮอล์แบบบางส่วน ความผิดปกติของระบบประสาทและการเจริญเติบโตที่สัมพันธ์กับแอลกอฮอล์ ภาวะสมองเสียหายอย่างถาวรชนิดไม่ลุกลามและความพิการแต่กำเนิดที่สัมพันธ์กับแอลกอฮอล์ ในปัจจุบัน CDC จึงแนะนำให้สตรีวัยเจริญพันธุ์ที่กำลังตั้งครรภ์หรือตั้งใจที่จะตั้งครรภ์ให้งดเว้นการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด - โรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น (Peptic ulcer disease)
ในผู้ป่วยโรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น (PUD) ชั้นเยื่อบุกระเพาะอาหารจะถูกเอทานอล (แอลกอฮอล์) ทำลาย โรค PUD นี้มักมีความเกี่ยวพันกับเชื้อแบคทีเรีย เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori) ซึ่งจะหลั่งสารพิษที่ทำให้ผนังเยื่อบุอ่อนแอลง ส่งผลให้กรดและเอนไซม์ย่อยโปรตีนสามารถทะลุผ่านปราการที่อ่อนแอนี้เข้าไปได้ เนื่องจากแอลกอฮอล์มีฤทธิ์กระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรด ผู้ป่วยโรค PUD จึงควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ในขณะท้องว่าง การดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้มีการหลั่งกรดมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งเป็นการทำลายผนังกระเพาะอาหารที่อ่อนแออยู่แล้วให้เสียหายหนักขึ้น ภาวะแทรกซ้อนของโรคนี้อาจรวมถึง อาการปวดแสบในช่องท้อง, ท้องอืดและในรายที่มีอาการรุนแรง การมีอุจจาระสีดำสนิทจะบ่งชี้ถึงภาวะเลือดออกภายใน ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจึงได้รับคำแนะนำอย่างจริงจังให้ลดปริมาณการดื่มลง เพื่อป้องกันไม่ให้อาการของโรค PUD รุนแรงขึ้น
- ปฏิกิริยาคล้ายแพ้ (Allergic-like reactions)
เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของเอทานอล สามารถทำให้เกิดอาการหน้าแดงตัวแดง มีอาการเยื่อบุจมูกอักเสบที่รุนแรงขึ้นและที่อาการรุนแรงกว่านั้นซึ่งถึงพบได้บ่อยกว่านั้น คือ อาการหลอดลมหดตัวในผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคหอบหืด นอกจากนี้แอลกอฮอล์อาจทำให้เกิดผื่นลมพิษและผิวหนังอักเสบทั่วร่างกายในผู้ที่มีอาการแพ้บางราย ซึ่งปฏิกิริยาเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้ภายในเวลา 1-60 นาทีหลังจากดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของเอทานอลและอาจมีสาเหตุมาจาก:- ความผิดปกติทางพันธุกรรมในกระบวนการเผาผลาญเอทานอล ซึ่งอาจส่งผลให้สารอะเซทาลดีไฮด์ (ซึ่งเป็นสารที่เกิดจากการย่อยสลายเอทานอล) เกิดการสะสมในเนื้อเยื่อและกระตุ้นให้เกิดการหลั่งสารฮิสตามีนหรือ
- ปฏิกิริยาการแพ้ที่แท้จริงต่อสารก่อภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือสารที่ปนเปื้อนอยู่ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (โดยเฉพาะในไวน์และเบียร์) และ
- สาเหตุอื่น ๆ ที่ยังไม่ทราบแน่ชัด
- โรคเบาหวาน (Diabetes)
การดื่มแอลกอฮอล์สามารถทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้ยาบางชนิด เช่น อินซูลิน หรือยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย โดยแอลกอฮอล์จะไปขัดขวางกระบวนการสร้างกลูโคสใหม่ แอลกอฮอล์ช่วยเพิ่มการตอบสนองของอินซูลินต่อกลูโคสซึ่งส่งเสริมให้เกิดการสะสมไขมันและขัดขวางกระบวนการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตและไขมัน กระบวนการจัดการที่มากเกินไปนี้ในตับทำให้เกิดสารอะเซทิลโคเอนไซม์ เอ (acetyl CoA) ซึ่งอาจนำไปสู่การเป็นโรคไขมันพอกตับและกลายเป็นโรคตับเนื่องจากแอลกอฮอล์ในที่สุด โดยที่การลุกลามนี้สามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนเพิ่มเติม โรคตับจากแอลกอฮอล์อาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะตับอ่อนทำงานบกพร่อง (Exocrine pancreatic insufficiency) คือ การที่ร่างกายไม่สามารถย่อยอาหารได้อย่างเหมาะสมเนื่องจากการขาดหรือการลดลงของเอนไซม์ช่วยย่อยที่สร้างโดยตับอ่อน
ผลกระทบเชิงลบ (Adverse effects)
แอลกอฮอล์มีผลกระทบเชิงลบที่หลากหลายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยแอลกอฮอล์ส่งผลกระทบต่อทั้งความจำและการนอนหลับทั้งในระยะสั้นและระยะยาวด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ยังมีผลกระทบเชิงลบที่เกี่ยวข้องกับการเสริมแรง (ทำให้เกิดพฤติกรรมทำซ้ำ)ได้แก่ โรคพิษสุราเรื้อรัง, การพึ่งพาแอลกอฮอล์ และอาการลงแดงเมื่อหยุดดื่ม การดื่มแอลกอฮอล์มีความสัมพันธ์โดยตรงกับอัตราการเจ็บป่วยและอัตราการเสียชีวิตที่สูงมาก ตัวอย่างเช่น ปัญหาจากการเกิดภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษและปัญหาสุขภาพต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับแอลกอฮอล์ โดยองค์การอนามัยโลกชี้แจงว่า ไม่มีระดับการดื่มแอลกอฮอล์ที่ปลอดภัย ผลกระทบที่เป็นพิษและไม่พึงประสงค์หลายประการของแอลกอฮอล์ในร่างกาย มีสาเหตุมาจากอะเซทาลดีไฮด์ (Acetaldehyde) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่เป็นผลพลอยได้จากการย่อยสลายแอลกอฮอล์
- ผลกระทบเฉียบพลัน (Short-term effects)
ปริมาณของเอทานอลในร่างกายโดยทั่วไปจะวัดปริมาณด้วยค่าระดับแอลกอฮอล์ในเลือด (Blood alcohol content หรือ BAC) โดยทั่วไป การดื่มเอทานอลในปริมาณน้อยจะมีฤทธิ์คล้ายสารกระตุ้น ทำให้เกิดความรู้สึกเคลิ้มสุขและผ่อนคลาย ผู้ที่มีอาการเหล่านี้มักจะพูดเก่งขึ้นและกล้าแสดงออกมากขึ้นแต่อาจแสดงถึงการตัดสินใจที่แย่ลง การดื่มเอทานอลในปริมาณที่สูงขึ้น (เมื่อระดับแอลกอฮอล์ในเลือด หรือ BAC มากกว่า 1 กรัมต่อลิตร) เอทานอลจะออกฤทธิ์เป็นสารกดประสาทส่วนกลาง (CNS) ซึ่งเมื่อปริมาณของสารนี้สูงขึ้นเรื่อยๆ จะส่งผลให้การทำงานของระบบรับความรู้สึกและการเคลื่อนไหวบกพร่อง การรับรู้และความคิดช้าลง เกิดภาวะมึนงงหมดสภาพ หมดสติและอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้
- อาการเมาค้าง (Hangover)
อาการเมาค้าง คือ ประสบการณ์ที่ร่างกายและจิตใจได้รับผลกระทบเชิงลบที่ไม่พึงประสงค์หลากหลายประการ ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังจากการดื่มแอลกอฮอล์ เช่น ไวน์, เบียร์และสุรา อาการเมาค้างสามารถคงอยู่ได้นานหลายชั่วโมงหรืออาจยาวนานกว่า 24 ชั่วโมง (ข้ามวันข้ามคืน) เลยทีเดียว อาการทั่วไปของอาการเมาค้างได้แก่ อาการปวดศีรษะ, ง่วงซึม, มีปัญหาด้านสมาธิ} ปากแห้ง, เวียนศีรษะ, อ่อนเพลีย} ระบบทางเดินอาหารแปรปรวน (เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย), ไม่อยากอาหาร, ไวต่อแสง, ซึมเศร้า, เหงื่อออก, ตื่นตระหนกหรือไวต่อสิ่งกระตุ้นง่ายเกินไป} หงุดหงิดง่ายและวิตกกังวล (ซึ่งมักเรียกกันว่า อาการวิตกกังวลอย่างรุนแรงหลังตื่นนอนจากการดื่มแอลกอฮอล์ - Hangxiety ")
- ผลกระทบระยะยาว (Long-term effects)
มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวของแอลกอฮอล์อย่างกว้างขวาง โดยผลกระทบต่อสุขภาพจากการดื่มแอลกอฮอล์ในระยะยาวนั้นจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ดื่มเข้าไป แม้ว่าการดื่มเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพ แต่ในทางกลับกัน การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่น้อยมากเป็นพิเศษก็อาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพได้เช่นกัน โรคพิษสุราเรื้อรังทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพอย่างรุนแรงซึ่งนับว่าไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่อาจจะได้รับจากการดื่มแอลกอฮอล์
การดื่มแอลกอฮอล์ในระยะยาวสามารถทำลายอวัยวะและระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้เกือบทุกส่วน โดยความเสี่ยงจากโรคภัยต่างๆ ของร่างกายรวมไปถึงภาวะทุพโภชนาการ, โรคตับแข็ง, โรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง, อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ, โรคความดันโลหิตสูง, โรคหัวใจขาดเลือด, โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน, ภาวะหัวใจล้มเหลว, ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว, โรคกระเพาะอาหารอักเสบ, การเกิดแผลในกระเพาะอาหาร, โรคตับเนื่องจากแอลกอฮอล์, โรคสมองเสื่อมบางชนิดและโรคมะเร็งหลายชนิด ซึ่งรวมถึง มะเร็งช่องปากและลำคอ, มะเร็งหลอดอาหาร, มะเร็งตับ, มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักและมะเร็งเต้านมในผู้หญิง นอกจากนี้ การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นประจำยังสามารถทำลายระบบประสาทส่วนกลางและระบบประสาทส่วนปลายได้ (เช่น โรคเส้นประสาทส่วนปลายเสื่อมที่มีอาการเจ็บปวด) อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ตัวอย่างเช่น อุบัติเหตุทางจราจรและการพลัดตกหกล้ม ยิ่งไปกว่านั้น การดื่มแอลกอฮอล์ที่มากเกินไปสามารถส่งผลกระทบเชิงลบต่อกระบวนการชราภาพ (ร่างกายถูกเร่งให้แก่เร็วขึ้น) อีกด้วย
ในทางกลับกัน การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณน้อยก็อาจส่งผลดีบางประการ โดยมีการตั้งข้อสังเกตมาตั้งแต่ปี 1904 แล้วว่า การดื่มแอลกอฮอล์มีความเชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดและข้อสรุปนี้ยังคงเป็นจริงแม้จะมีการปรับค่าเพื่อควบคุมตัวแปรควบคุมอื่น ๆ ที่ทราบแล้วก็ตาม การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณน้อยยังมีความเชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคกระเพาะอาหารอักเสบและโรคนิ่วในถุงน้ำดี อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงการศึกษาวิจัยเชิงสังเกตเท่านั้นและยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีคุณภาพสูงมารองรับผลดีของการดื่มแอลกอฮอล์แต่อย่างใด
- ภัยอันตรายต่อสังคม (Social harms)
แอลกอฮอล์ส่งผลเสียต่อสังคมอย่างมากมายมหาศาล จากการร่วมกันระดมสมองและวิเคราะห์แบบเดลฟาย (Delphi analysis) เกี่ยวกับสารนันทนาการยอดนิยม 20 ชนิดของผู้เชี่ยวชาญด้านการเสพติดจากหลากหลายสาขา ทั้งจิตเวชศาสตร์ เคมี เภสัชวิทยา นิติวิทยาศาสตร์ ระบาดวิทยา รวมถึงหน่วยงานตำรวจและบริการทางกฎหมาย พบว่าแอลกอฮอล์ถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 6 ในด้านการทำให้เกิดการเสพติด อันดับที่ 11 ในด้านการสร้างความเสียหายต่อร่างกายและอันดับที่ 2 ในด้านการสร้างความเสียหายต่อสังคม ตามภาพจำทั่วไปแล้ว การดื่มแอลกอฮอล์มักจะถูกเชื่อมโยงกับการก่ออาชญากรรมมากกว่าสารเสพติดชนิดอื่นอย่างกัญชา ผู้ป่วยที่เข้าห้องฉุกเฉินจำนวนมากมีสาเหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์ และมีพนักงานมากถึง 15% ที่แสดงพฤติกรรมที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ในที่ทำงาน เช่น การดื่มก่อนไปทำงานหรือแม้กระทั่งการดื่มระหว่างทำงาน ส่วนคำว่า "Drunk dialing" (เมาแล้วโทร) หมายถึง การที่คนที่กำลังเมาโทรศัพท์ไปหาคนอื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาคงจะไม่ทำในขณะที่ยังมีสติสัมปชัญญะดีอยู่ นอกจากนี้ การหาซื้อแอลกอฮอล์ได้ง่าย อัตราการบริโภค และอัตราการเมาสุรา ล้วนมีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับการสร้างความเดือดร้อนรำคาญ การมั่วสุม การขอเงินจากคนแปลกหน้าตามที่สาธารณะและการประพฤติตนวุ่นวายในพื้นที่สาธารณะ - การดื่มแบบเมาหัวราน้ำ (Binge drinking)
การดื่มแบบเมาหัวราน้ำหรือเรียกอีกอย่างว่าการดื่มหนักเป็นช่วงๆ (Heavy episodic drinking) คือ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยที่มีความตั้งใจที่จะทำให้ตนเองมึนเมาด้วยการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากในระยะเวลาอันสั้น ส่วนคำนิยามแบบเฉพาะเจาะจงของคำว่า “การดื่มแบบเมาหัวราน้ำ” นั้นมีความแตกต่างกันอย่างมากแล้วแต่กรณี ซึ่งการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากในช่วงเวลาสั้นๆ นั้นมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่างๆ หลายประการอาทิ การฆ่าตัวตาย, การล่วงละเมิดทางเพศ, ความผิดปกติของระบบหัวใจและหลอดเลือดรวมถึงความเสียหายต่อสมอง โดยจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและเฉียบพลันมากกว่าการบริโภคแอลกอฮอล์โดยทั่วไป - โรคพิษสุราเรื้อรัง (Alcohol use disorder)
โรคติดสุราหรือโรคที่คำวินิจฉัยทางการแพทย์เรียกว่า โรคพิษสุราเรื้อรัง (Alcohol use disorder) หมายถึง การเสพติดแอลกอฮอล์ การพึ่งพาสารแอลกอฮอล์ โรคชอบดื่มสุราอย่างหมกมุ่นและ/หรือการใช้แอลกอฮอล์ในทางที่ผิด ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สามารถนำไปสู่ปัญหาสุขภาพมากมาย รวมถึงการเสียชีวิตจากการบริโภคแอลกอฮอล์ที่มากเกินไป ภาวะพึ่งพาสารแอลกอฮอล์มีความเชื่อมโยงกับอายุขัยที่ลดลงประมาณ 12 ปี เมื่อเปรียบเทียบกับประชากรทั่วไป โดยในปี 2004 มีการประมาณการว่าร้อยละ 4 ของผู้เสียชีวิตทั่วโลกมีสาเหตุมาจากการบริโภคแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ อัตราการเสียชีวิตจากแอลกอฮอล์ถูกแบ่งเป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันระหว่างสาเหตุของการเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันอื่นๆ (เช่น การเสพยาเกินขนาด หรืออุบัติเหตุ) และภาวะเรื้อรัง โดยโรคตับจากแอลกอฮอล์ถือเป็นภาวะเรื้อรังที่เกี่ยวเนื่องกับแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิต นอกจากนี้ ภาวะพึ่งพาสารแอลกอฮอล์ยังมีความสัมพันธ์กับภาวะสมองเสื่อมและความเสียหายทางกายภาพของเนื้อสมอง ซึ่งนักวิจัยบางส่วนพบว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียงวันละ 1 แก้ว ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพของบุคคลนั้นได้ถึงร้อยละ 0.4
มีคำแนะนำให้งดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2 วันติดต่อกันต่อสัปดาห์เพื่อฟื้นฟูสุขภาพและทำลายวงจรการเสพติดแอลกอฮอล์
- อาการถอนแอลกอฮอล์ (Withdrawal)
การหยุดบริโภคแอลกอฮอล์หลังจากดื่มหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน ร่วมกับการมีภาวะดื้อเหล้า (Tolerance development - ซึ่งนำไปสู่การเสพติด) สามารถส่งผลให้เกิดอาการถอนแอลกอฮอล์ได้ แอลกอฮอล์เป็นหนึ่งในสารเสพติดที่อันตรายที่สุดเมื่อเข้าสู่กระบวนการถอนแอลกอฮอล์ โดยภาวะการถอนแอลกอฮอล์สามารถก่อให้เกิดอาการสับสน, อาการระแวง, วิตกกังวล, นอนไม่หลับ, กระสับกระส่าย, มือเท้าสั่น, มีไข้, คลื่นไส้ อาเจียน, การเกิดความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ, อาการชักและอาการประสาทหลอน ซึ่งในรายที่มีอาการรุนแรงอาจส่งผลถึงขั้นเสียชีวิตได้
ภาวะเพ้อคลั่งสั่นเทิ้ม (Delirium tremens) เป็นภาวะที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการถอนแอลกอฮอล์อย่างรุนแรง โดยทั่วไปมักจะเริ่มแสดงอาการภายใน 48–72 ชั่วโมงหลังจากการหยุดดื่ม ภาวะนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ซึ่งผู้ป่วยควรได้รับการรักษาในหอผู้ป่วยในหรือหออภิบาลผู้ป่วยหนัก (ICU)
การเสพเกินขนาด (Overdose)
อาการของการได้รับเอทานอลเกินขนาดอาจประกอบไปด้วยอาการคลื่นไส้ อาเจียน ภาวะกดระบบประสาทส่วนกลาง อาการหมดสติขั้นรุนแรง (Coma) ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลันหรือเสียชีวิต โดยระดับแอลกอฮอล์ในเลือดที่ต่ำกว่าร้อยละ 0.1 ก็สามารถทำให้เกิดอาการมึนเมาได้แล้วและผู้ป่วยมักจะเริ่มหมดสติเมื่อระดับแอลกอฮอล์สูงถึงร้อยละ 0.3–0.4 การบริโภคเอทานอลอาจส่งผลอันตรายถึงแก่ชีวิตได้เมื่อระดับแอลกอฮอล์สูงเกินขีดจำกัดที่ร่างกายจะรับไหว ซึ่งโดยทั่วไปแล้วระดับแอลกอฮอล์ในเลือดตั้งแต่ 0.5% ขึ้นไปก็เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ค่ากึ่งหนึ่งของปริมาณสารพิษที่ทำให้สัตว์ทดลองตาย (LD50) ของเอทานอลที่หนูทดลองรับประทาน คือ 5,628 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งหากเปรียบเทียบเชิงตัวเลขกับมนุษย์โดยตรง จะ หมายความว่า หากบุคคลที่มีน้ำหนัก 70 กิโลกรัม (150 ปอนด์) ดื่มเอทานอลบริสุทธิ์ในปริมาณ 500 มิลลิลิตร (17 ออนซ์) เข้าไป 1 แก้วเต็มและบุคคลนั้นจะมีอัตราความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตโดยประมาณอยู่ที่ร้อยละ 50
ซึ่งระดับที่สูงมากเกินไปโดยทั่วไปแล้วมักจะนำไปสู่ภาวะวิกฤตที่ทำให้เสียชีวิตได้ ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้โดยที่ผู้รับการตรวจยังมีชีวิตรอด คือ ร้อยละ 1.41
อันตรกิริยา (Interactions)
- ภาวะยาหลุดทะลักจากการดื่มแอลกอฮอล์ (Alcohol-induced dose dumping (AIDD)
ภาวะยาหลุดทะลักจากการดื่มแอลกอฮอล์ - AIDD) คือ สภาวะที่ร่างกายได้รับยากลุ่มควบคุมการปลดปล่อย (Modified-release dosage) แล้วเกิดการหลั่งตัวยาปริมาณมากออกมาอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้คาดคิดเมื่อมีการดื่มแอลกอฮอล์ไปด้วยพร้อมๆ กัน ปรากฏการณ์นี้ถือเป็นข้อด้อยของตำรับยา เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดพิษจากยา เพราะร่างกายจะดูดซึมยาและมีความเข้มข้นของยาในกระแสเลือดพุ่งสูงเกินขีดจำกัดที่ปลอดภัยในการรักษา วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันไม่ให้เกิดปฏิกิริยาดังกล่าว คือ การหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์พร้อมกับการทานยาหรือเลือกใช้ตำรับยาที่มีคุณสมบัติทนทานต่อแอลกอฮอล์ ซึ่งกลุ่มยาที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในกรณีนี้ คือ ยารักษาโรคจิต (Antipsychotics) และยารักษาโรคซึมเศร้า (Antidepressants) บางชนิด
- ยากลุ่มช่วยนอนหลับและยาทำให้สงบระงับ (Hypnotics and sedatives)
แอลกอฮอล์สามารถเพิ่มฤทธิ์ง่วงซึม (Sedation) ของยากลุ่มช่วยนอนหลับและยาทำให้สงบระงับให้รุนแรงมากขึ้นได้ เช่น ยากลุ่มบาร์บิตูเรต (Barbiturates) ยากลุ่มเบนโซไดอะซีปีน (Benzodiazepines) ยาแก้แพ้ชนิดที่ทำให้ง่วงนอน (Sedative antihistamines) ยากลุ่มโอปิออยด์หรือยาแก้ปวดอนุพันธ์ฝิ่น (Opioids) และยา
กลุ่มที่ไม่ใช่เบนโซไดอะซีปีนหรือกลุ่มซีดรักส์ (Nonbenzodiazepines/Z-drugs) เช่น โซลพิเดมและโซปิโคลน)
- ไดซัลฟิแรม (Disulfiram)
ยาไดซัลฟิแรมจะไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่มีชื่อว่า อะเซทัลดีไฮด์ ดีไฮโดรจีเนส (Acetaldehyde dehydrogenase) ซึ่งส่งผลให้เกิดการสะสมของสารอะเซทัลดีไฮด์ (Acetaldehyde) ในร่างกาย สารตัวนี้เป็นสารพิษที่เกิดจากการย่อยสลายแอลกอฮอล์ (Ethanol) ซึ่งทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่างๆ ยาชนิดนี้มักใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อรักษาโรคติดสุรา (Alcohol use disorder) และจะทำให้เกิดอาการคล้ายเมาค้างอย่างรุนแรงในทันทีหลังจากที่ดื่มแอลกอฮอล์เข้าไป ซึ่งเอฟเฟกต์นี้เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อว่า "ปฏิกิริยาคล้ายไดซัลฟิแรม" (Disulfiram effect)
- เมโทรนิดาโซล (Metronidazole)
เมโทรนิดาโซล คือ ยาต้านแบคทีเรียที่ฆ่าเชื้อโรคโดยการทำลายดีเอ็นเอ (DNA) ของเซลล์ ส่งผลให้การทำงานของเซลล์เสียไป โดยทั่วไปแล้วแพทย์จะจ่ายยานี้ให้กับผู้ป่วยที่มีอาการท้องเสียจากการติดเชื้อแบคทีเรียคลอสทริ ดิออยเดส ดิฟฟิซิล (Clostridioides difficile) นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่กำลังกินยาเมโทรนิดาโซล มักจะได้รับคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์แม้ว่าจะผ่านไปแล้ว 1 ชั่วโมงหลังจากกินยาเม็ดสุดท้ายก็ตาม แม้ว่าข้อมูลในช่วงเวลาก่อนหน้าจะบ่งชี้ว่ายาเมโทรนิดาโซลอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาคล้ายยาไดซัลฟิแรม (Disulfiram-like effect) แต่ข้อมูลใหม่ ๆ กลับคัดค้านต่อความเชื่อนี้และแสดงให้เห็นว่ายานี้ไม่ได้ทำให้เกิดปฏิกิริยาดังกล่าวจริง ๆ
- ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)
ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์และแอลกอฮอล์ต่างก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร เช่น ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารและแผลในกระเพาะอาหาร การได้รับสารทั้งสองนี้ร่วมกันจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงดังกล่าวให้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
ความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหารจะยิ่งมากขึ้นเมื่อรับประทานยาแอสไพริน (Aspirin) ร่วมกับแอลกอฮอล์หรือร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Warfarin)
- เมทิลเฟนิเดต (Methylphenidate)
เอทานอลจะเพิ่มการดูดซึมยาเมทิลเฟนิเดตเข้าสู่กระแสเลือด (ส่งผลให้ระดับยาเดกซ์เมทิลเฟนิเดตในพลาสมาหรือน้ำเลือดสูงขึ้น) โดยมักจะพบการเกิดสารใหม่ที่ชื่อว่า "เอทิลเฟนิเดต" (Ethylphenidate) ได้บ่อยกว่าเมื่อมีการดื่มแอลกอฮอล์ควบคู่กับการใช้ยาเมทิลเฟนิเดต เช่น ในกรณีของการใช้ยาในทางที่ผิด (ไม่ได้ใช้เพื่อการรักษาโรค) หรือการใช้ยาเกินขนาด อย่างไรก็ตาม ยาเมทิลเฟนิเดตที่กินเข้าไปจะถูกเปลี่ยนเป็นสารเอทิลเฟนิเดตเพียงแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
- นิโคติน (Nicotine)
แม้ว่าชื่อ "นิโคตินี" (Nicotinis) จะตั้งชื่อเลียนแบบชื่อเครื่องดื่มค็อกเทลคลาสสิกอย่าง แอปเปิ้ลตินี (Appletini) ซึ่งมีที่มาจากคำว่า "มาร์ตินี" (Martini) แต่การใช้สารนิโคตินร่วมกับแอลกอฮอล์อาจทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้ เนื่องจากยาสูบและนิโคตินจะไปกระตุ้นให้ร่างกายอยากดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น จึงทำให้การผสมผสานสารทั้งสองนี้เข้าด้วยกันเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยง - คาเฟอีน (Caffeine)
จากการศึกษาในกลุ่มควบคุมทั้งในสัตว์และมนุษย์แสดงให้เห็นว่า เมื่อใช้คาเฟอีน (เช่น ในเครื่องดื่มชูกำลัง) ร่วมกับแอลกอฮอล์ จะเพิ่มความอยากดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้นอย่างรุนแรง เมื่อเทียบกับการดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว ผลการวิจัยเหล่านี้สอดคล้องกับข้อมูลทางระบาดวิทยาที่พบว่า ผู้ที่บริโภคเครื่องดื่มชูกำลังมักจะแนวโน้มในการดื่มแอลกอฮอล์และใช้สารเสพติดอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้นด้วย
- โคเคน (Cocaine)
เมื่อร่างกายได้รับเอทานอลร่วมกับโคเคน สารทั้งสองจะทำปฏิกิริยาต่อกันในร่างกายแล้วสร้างสารเคมีตัวใหม่ชื่อว่า "โคคาเอทิลีน" (Cocaethylene) ซึ่งเป็นสารส่งผลต่อจิตประสาทอีกชนิดหนึ่งที่อาจส่งผลเสียต่อหัวใจรุนแรงกว่าการใช้โคเคนหรือแอลกอฮอล์เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างมาก
- กัญชา (Cannabis)
เมื่อใช้ร่วมกับกัญชา เอทานอลจะทำให้ระดับสารเทตราไฮโดรแคนนาบินอล (THC) ในกระแสเลือดเพิ่มสูงขึ้นซึ่งแสดงว่าเอทานอลอาจมีส่วนในการเพิ่มการดูดซึมของสารเทตราไฮโดรแคนนาบินอลเข้าสู่ร่างกาย
- วาร์ฟาริน (Warfarin)
เป็นที่ทราบกันดีว่าการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปจะส่งผลต่อการย่อยสลายวาร์ฟารินในร่างกายและอาจทำให้ค่าบ่งชี้การแข็งตัวของเลือด (INR) สูงขึ้น ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติ คำแนะนำบนฉลากยากำกับผลิตภัณฑ์วาร์ฟารินของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ระบุว่า ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ ในขณะที่สถาบันคลีฟแลนด์คลินิกแนะนำว่า ในระหว่างที่รับประทานยาวาร์ฟารินไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์เกิน "เบียร์ 1 กระป๋อง/ขวด, ไวน์ 6 ออนซ์ (ประมาณ 1 แก้ว) หรือเหล้า 1 ช็อตต่อวัน"
- ยาไอโซไนอะซิด (Isoniazid)
ควรกำกับดูแลอย่างระมัดระวังในผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำทุกวัน เนื่องจากคนในกลุ่มนี้อาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะตับอักเสบที่เกี่ยวเนื่องกับยาไอโซไนอะซิดได้ง่ายกว่าปกติ
วิทยาการเภสัช (Pharmacology)
ส่วนใหญ่แล้ว แอลกอฮอล์ออกฤทธิ์ในสมองด้วยการเพิ่มผลของกาบา (GABA หรือ แกมมา-แอมิโนบิวทีริก แอซิด) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทส่วนกลางประเภทสั่งยับยั้งตัวหลักในสมอง โดยการเข้าไปช่วยกระตุ้นการทำงานของกาบาที่ตัวรับกาบาชนิดเอ (GABAA receptor) แอลกอฮอล์จึงเข้าไปกดการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง แอลกอฮอล์ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบสารสื่อประสาทอื่น ๆ อีกหลายชนิด ได้แก่ กลูตาเมต (Glutamate) ไกลซีน (Glycine) อะเซทิลโคลีน (Acetylcholine) และเซโรโทนิน (Serotonin) ส่วนความรู้สึกพึงพอใจและเพลิดเพลินจากการดื่มแอลกอฮอล์นั้น เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของระดับโดปามีน (Dopamine) และเอนโดจีนัส โอปิออยด์ (Endogenous opioids) ในวิถีการให้รางวัล (Reward pathways) ของสมอง
หลังจากดื่มเข้าไปทางปาก เอทานอลจะถูกดูดซึมผ่านทางกระเพาะอาหารและลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด เอทานอลสามารถละลายในน้ำได้ดีมากและแพร่แบบไม่ใช้พลังงานไปได้ทั่วทั้งร่างกายรวมถึงสมองด้วย หลังจากที่ดื่มเข้าไปได้ไม่นาน เอทานอลจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการเผาผลาญโดยมากกว่า 90% ของกระบวนการนี้จะเกิดขึ้นที่ตับ การดื่มเครื่องดื่มมาตรฐาน (Standard drink) เพียงแค่ 1 แก้ว ก็เพียงพอที่จะทำให้ความสามารถในการสลายแอลกอฮอล์ของตับทำงานจนเกือบจะอิ่มตัว (เต็มขีดความสามารถ) แล้ว สารหลักที่ได้จากการสลายเอทานอล คือ อะเซทาลดีไฮด์ (Acetaldehyde) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่มีพิษ จากนั้นอะเซทาลดีไฮด์จะถูกเอนไซม์อัลดีไฮด์ดีไฮโดรจีเนส (ALDH) สลายต่อให้กลายเป็นอะซิเตตในรูปไอออน (Ionic acetate) สารอะซิเตตนี้ไม่เป็นสารก่อมะเร็งและมีความเป็นพิษต่ำ แต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำให้เกิดอาการเมาค้าง หลังจากนั้นอะซิเตตจะถูกย่อยสลายต่อไปเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำและถูกขับออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะและลมหายใจในที่สุด ทั้งนี้ เอทานอลประมาณ 5 ถึง 10% จะถูกขับออกโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมีผ่านทางลมหายใจ ปัสสาวะและเหงื่อ
ในทางเคมี (Chemistry)
เอทานอล มีชื่อทางเคมีอื่น ๆ อีกคือ แอลกอฮอล์ (Alcohol), เอทิลแอลกอฮอล์ (Ethyl alcohol) หรือ แอลกอฮอล์สำหรับบริโภค (Drinking alcohol) เอทานอลเป็นแอลกอฮอล์ที่มีโครงสร้างโมเลกุลไม่ซับซ้อนที่มีสูตรโมเลกุลคือ C2H6O และมีน้ำหนักโมเลกุล 46.0684 g/mol นอกจากนี้ สูตรโมเลกุลของเอทานอลยังสามารถเขียนได้เป็น CH3−CH2−OH หรือ C2H5−OH ซึ่งสูตรหลังนี้ทำให้มองได้ว่าเป็นหมู่เอทิล (Ethyl group) ที่เชื่อมต่ออยู่กับหมู่ไฮดรอกซิล (Hydroxyl group หรือหมู่อะโลฮอล์) และสามารถเขียนย่อได้เป็น EtOH ทั้งนี้ เอทานอลเป็นของเหลวที่ระเหยง่าย ไวไฟ ไม่มีสี และมีกลิ่นเฉพาะตัวเล็กน้อย นอกเหนือจากการนำไปใช้เป็นสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทและสารเพื่อสันทนาการแล้ว เอทานอลยังนิยมใช้เป็นสารระงับเชื้อและสารฆ่าเชื้อ, ใช้เป็นตัวทำละลายทางเคมีและทางยา รวมถึงใช้เป็นเชื้อเพลิงอีกด้วย
- สารที่มีโครงสร้างคล้ายกัน (Analogues)
เอทานอลเป็นเพียงหนึ่งในสารเคมีประเภทแอลกอฮอล์หลายชนิดและมีสารที่มีโครงสร้างคล้ายกันหลากหลายรูปแบบ แอลกอฮอล์ชนิดอื่นส่วนใหญ่นั้นถือว่าเป็นพิษ โดยทั่วไปแล้วแอลกอฮอล์ที่มีน้ำหนักโมเลกุลสูงกว่าจะมีความเป็นพิษน้อยกว่า ในบางกรณี เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจมีการปนเปื้อนด้วยแอลกอฮอล์ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
ความเป็นพิษของไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์มีค่าสูงกว่าเอทานอลประมาณสองเท่า การสัมผัสไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ในปริมาณเล็กน้อยและเป็นเวลาสั้นๆ มักไม่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง อย่างไรก็ตาม หากกลืนกินเข้าไปในปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการอาเจียน ปวดท้องและเลือดออกภายในร่างกายได้ เมทานอลเป็นแอลกอฮอล์ที่มีความเป็นพิษสูงมาก การกลืนกินเมทานอลเพียงปริมาณเพียง 3.16 กรัมก็สามารถทำให้เกิดภาวะเส้นประสาทตาเสียหายอย่างถาวร ไม่สามารถรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้และปริมาณของสารเคมีหรือสารพิษจากการกินเข้าปาก ที่ประมาณกันว่าสามารถทำให้คนครึ่งหนึ่ง (LD50) ที่ได้รับสารนั้นเสียชีวิตลงอยู่ที่ประมาณ 56.2 กรัม มีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพิษจากเมทานอลเกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ มีรายงานจากการศึกษาวิจัยว่าสารเอ็น-บิวทาโนล (n-Butanol) ทำให้เกิดอาการมึนเมาคล้ายกับเอทานอล (เหล้าที่เราดื่ม) แต่มีความเป็นพิษค่อนข้างต่ำ โดยจากการศึกษาในหนูทดลองครั้งหนึ่งพบว่ามันมีพิษเพียงแค่ 1 ใน 6 ของเอทานอลเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ไอระเหยของเอ็น-บิวทาโนลสามารถทำให้เกิดการระคายเคืองตาและการสูดดมเข้าไปอาจทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมปอดได้ ส่วนอะซิโตน (โพรพาโนน) นั้นเป็นสารกลุ่มคีโตนไม่ใช่แอลกอฮอล์และมีรายงานว่ามันทำให้เกิดผลกระทบที่เป็นพิษคล้าย ๆ กัน โดยสารนี้สามารถทำอันตรายต่อกระจกตาได้อย่างรุนแรง
แม้ว่าเอทานอลจะเป็นแอลกอฮอล์หลักที่พบมากที่สุดในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ในเครื่องดื่มเหล่านี้ก็ยังมีแอลกอฮอล์ชนิดอื่น ๆ ที่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาทผสมอยู่ด้วย ซึ่งสารเหล่านี้ถูกแบ่งออกเป็นประเภทปฐมภูมิ ทุติยภูมิ หรือตติยภูมิ แอลกอฮอล์ชนิดปฐมภูมิและทุติยภูมิจะออกซิไดซ์กลายเป็นสารกลุ่มอัลดีไฮด์และคีโตนตามลำดับ ในขณะที่แอลกอฮอล์ชนิดตติยภูมิมักจะทนทานต่อการออกซิเดชัน การทดสอบของลูคัส (Lucas test) ใช้สำหรับจำแนกความแตกต่างระหว่างแอลกอฮอล์ชนิดปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ แอลกอฮอล์ชนิดตติยภูมิที่ชื่อว่า แทร์ต-อมิลแอลกอฮอล์ (TAA) หรือที่รู้จักกันในชื่อ 2-เมทิลบิวแทน-2-ออล (2M2B) มีประวัติการนำมาใช้เป็นยาสลบและยานอนหลับ เช่นเดียวกับแอลกอฮอล์ชนิดตติยภูมิอื่น ๆ อย่าง เมทิลเพนไทนอล, เอทคลอร์วินอล และคลอราโลดอล ต่างตากแอลกอฮอล์ชนิดปฐมภูมิอย่างเอทานอล แอลกอฮอล์ชนิดตติยภูมิเหล่านี้ไม่สามารถถูกออกซิไดซ์กลายเป็นสารกลุ่มอัลดีไฮด์หรือกรดคาร์บอกซิลิกได้ ซึ่งสารที่เกิดจากการย่อยสลายเหล่านี้มักจะมีพิษ ด้วยเหตุนี้ สารประกอบกลุ่มตติยภูมิจึงมีความปลอดภัยมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกัน สารกลุ่มอื่นที่มีโครงสร้างใกล้เคียงกับเอทานอลและออกฤทธิ์คล้ายกัน รวมถึง คลอรัลไฮเดรต (Chloral hydrate), พาราดีไฮด์ (Paraldehyde) และยาสลบชนิดระเหยหรือชนิดสูดดมอีกหลายตัว (เช่น คลอโรฟอร์ม, ไดเอทิลอีเทอร์ และไอโซฟลูเรน)
กระบวนการผลิต (Manufacturing)
เอทานอลเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ โดยเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการเผาผลาญพลังงานของยีสต์ เราจึงสามารถพบเอทานอลได้ในทุกที่ที่ยีสต์อาศัยอยู่ แม้กระทั่งในร่างกายของมนุษย์เราเอง อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้ทำให้ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงขึ้นเหมือนกับที่พบในโรคหายากทางเวชศาสตร์ที่เรียกว่า "ภาวะร่างกายผลิตแอลกอฮอล์เอง" (Auto-Brewery Syndrome หรือ ABS) โดยมันถูกผลิตขึ้นผ่านปฏิกิริยาไฮเดรชันของเอทิลีนหรือผ่านการหมักน้ำตาลด้วยยีสต์ (ซึ่งส่วนใหญ่มักจะใช้ยีสต์ชนิด Saccharomyces cerevisiae) น้ำตาลเหล่านี้มักจะได้มาจากแหล่งต่าง ๆ เช่น เมล็ดธัญพืชที่นำไปแช่น้ำ (เช่น ข้าวบาร์เลย์) น้ำองุ่น และผลิตภัณฑ์จากอ้อย (เช่น กากน้ำตาล, น้ำอ้อย) ซึ่งส่วนผสมของเอทานอลและน้ำที่ได้จากกระบวนการนี้ สามารถนำไปทำให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นได้ด้วยการกลั่น
ความเป็นมา (History)
แอลกอฮอล์จัดเป็นหนึ่งในสารเพื่อนันทนาการที่เก่าแก่ที่สุดในโลก คำว่า "แอลกอฮอล์" (Alcohol) มีต้นกำเนิดมาจากคำในภาษาอาหรับว่า อัล-คูฮูล (Al-kuhul) ซึ่งหมายถึง ผงโลหะเนื้อละเอียดที่ใช้สำหรับทาขอบตาให้เข้มขึ้น ทั้งนี้ มนุษย์มีการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาตั้งแต่ยุคหินใหม่ โดยพบหลักฐานเก่าแก่ที่สุดย้อนไปถึง 7,000 ปีก่อนคริสตกาลในประเทศจีน มนุษย์เริ่มหมักแอลกอฮอล์มาตั้งแต่ช่วง 7,000 ถึง 6,650 ปีก่อนคริสตกาลในทางตอนเหนือของประเทศจีน ในขณะที่หลักฐานการทำไวน์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกถูกค้นพบว่ามีอายุอยู่ในช่วง 6,000 ถึง 5,800 ปีก่อนคริสตกาลในประเทศจอร์เจีย แถบภูมิภาคเทือกเขาคอเคซัสตอนใต้ มีการค้นพบว่ามนุษย์น่าจะเริ่มหมักเบียร์จากข้าวบาร์เลย์มาตั้งแต่ 13,000 ปีก่อนในแถบตะวันออกกลาง ขณะที่ พลินีผู้เฒ่า (Pliny the Elder) นักเขียนชาวโรมันโบราณ ได้บันทึกไว้ถึงยุคทองของการทำไวน์ในกรุงโรม ช่วงศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล (หรือประมาณ 200–100 ปีก่อนคริสตกาล) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการเริ่มปลูกไร่องุ่นกันอย่างแพร่หลาย
- ยุคต้นสมัยใหม่ (Early modern period)
"ยุคคลั่งจิน" (The Gin Craze) คือ ช่วงเวลาในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 18 ที่ยอดการบริโภคเหล้าจินพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะในกรุงลอนดอน ซึ่งภายในปี ค.ศ. 1743 พบว่าชาวอังกฤษโดยเฉลี่ยดื่มเหล้าจินมากถึง 2 แกลลอน (ประมาณ 10 ลิตร) ต่อคนต่อปี กฎหมายว่าด้วยการจำหน่ายสุรากลั่น ค.ศ. 1750 (หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ กฎหมายเหล้าจิน ค.ศ. 1751) เป็นกฎหมายของรัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักร (24 Geo. 2. c. 40) ที่ถูกประกาศใช้เพื่อลดการบริโภคเหล้าจินและสุรากลั่นชนิดอื่น ๆ ซึ่งเป็นกิจกรรมยามว่างที่เป็นที่นิยมอย่างมากในขณะนั้น แต่อีกด้านหนึ่งกลับถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรมในกรุงลอนดอน
- ยุคปัจจุบัน (Modern period)
เหล้ารัมปันส่วน (หรือที่เรียกว่า ท็อต) คือ การแจกเหล้ารัมให้แก่ทหารเรือบนเรือรบของราชนาวีอังกฤษเป็นประจำทุกวัน โดยธรรมเนียมเริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1866 และถูกยกเลิกไปในปี ค.ศ. 1970 เนื่องจากมีความกังวลว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีดีกรีสูงจะทำให้ทหารมือไม้สั่นเมื่อต้องปฏิบัติงานกับเครื่องจักร
ข้อพิพาทเรื่องการติดสุราของแอนดรูว์ จอห์นสัน (The Andrew Johnson alcoholism debate) คือ ประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องที่ว่า แอนดรูว์ จอห์นสัน ประธานาธิบดีคนที่ 17 ของสหรัฐอเมริกา (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี ค.ศ. 1865–1869) ดื่มเหล้าจัดจนเกินขนาดจริงหรือไม่ ซึ่งการโต้เถียงนี้ในยุคแรกเริ่มเกิดขึ้นในกลุ่มสาธารณชนทั่วไป แต่ในปัจจุบันได้กลายมาเป็นประเด็นคำถามสำหรับเหล่านักประวัติศาสตร์แทน
ยุคการห้ามจำหน่ายสุราในสหรัฐอเมริกา (The prohibition in the United States era) คือช่วงเวลาระหว่างปี ค.ศ. 1920 ถึง ค.ศ. 1933 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาประกาศห้ามผลิต, นำเข้า, ขนส่งและขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด โดยมาตรการสั่งห้ามเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วประเทศนี้ ได้ถูกยกเลิกไปหลังจากการผ่านร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาครั้งที่ 21 (Twenty-first Amendment) เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 1933
ระบบแบรตต์ (The Bratt System) คือระบบที่เคยมีการนำมาใช้ในประเทศสวีเดน (ค.ศ. 1919–1955) และในลักษณะที่คล้ายกันในประเทศฟินแลนด์ (ค.ศ. 1944–1970) เพื่อควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยวิธีการจัดสรรโควตาสุรา โดยพลเมืองทุกคนที่ได้รับอนุญาตให้ดื่มแอลกอฮอล์จะได้รับสมุดเล่มเล็กๆ ที่เรียกว่า มุตบุค (Motbok) หรือในฟินแลนด์เรียกว่า วีนากอร์ตติ (Viinakortti) ซึ่งจะมีการประทับตราลงในสมุดทุกครั้งที่มีการซื้อเครื่องดื่มที่ร้านซิสเตมบูลาเก็ต (Systembolaget) ในสวีเดน หรือร้านอัลโค (Alko) ในฟินแลนด์ นอกจากนี้ระบบที่คล้ายกันยังเคยมีอยู่ในประเทศเอสโตเนียระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1920 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 1925 ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ การประทับตราจะขึ้นอยู่กับปริมาณแอลกอฮอล์ที่ซื้อไป และเมื่อซื้อแอลกอฮอล์ครบตามจำนวนที่กำหนดไว้แล้ว เจ้าของสมุดจะต้องรอจนถึงเดือนถัดไปจึงจะสามารถซื้อเพิ่มได้อีก
กฎหมายใบสั่งยาสุราเพื่อการแพทย์ ค.ศ. 1933 (The Medicinal Liquor Prescriptions Act of 1933) คือกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบโดยรัฐสภาสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้และแก้ไขปัญหาการใช้ใบสั่งยาสุราเพื่อการแพทย์ในทางที่ผิด ในช่วงยุคห้ามจำหน่ายสุรา
กิลเบิร์ต พอล จอร์แดนหรือที่รู้จักกันในฉายา "ช่างตัดผมขี้เมา" (The Boozing Barber) คือ ฆาตกรต่อเนื่องชาวแคนาดาซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผู้ก่อคดีฆาตกรรมที่ถูกเรียกว่า "คดีฆาตกรรมด้วยแอลกอฮอล์" (Alcohol murders) ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1965 ถึงประมาณปี ค.ศ. 2004 ในเมืองแวนคูเวอร์ รัฐบริติชโคลัมเบีย
สังคมและวัฒนธรรม (Society and culture)
การบริโภคแอลกอฮอล์นั้นถูกฝังรากลึกอยู่ในวิถีปฏิบัติและพิธีกรรมทางสังคม โดยมักจะถูกยกย่องให้เป็นเสาหลักสำคัญของการรวมตัวกันในชุมชนและความสำเร็จครั้งสำคัญในชีวิตส่วนบุคคล วัฒนธรรมการดื่ม (Drinking culture) คือกลุ่มของประเพณีและพฤติกรรมทางสังคมที่รายล้อมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในฐานะที่เป็นสิ่งเสพติดเพื่อความบันเทิงและเป็นสารช่วยกระชับความสัมพันธ์ทางสังคม (ตัวช่วยทลายกำแพงในการเข้าสังคม)
- สถานะทางกฎหมาย (Legal status)
การบริโภคแอลกอฮอล์นั้นถือเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมายโดยสมบูรณ์และมีจำหน่ายในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก การหมักเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไว้ดื่มเองที่บ้านที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำ เช่น ไวน์และเบียร์ก็เป็นเรื่องที่ถูกกฎหมายในประเทศส่วนใหญ่ด้วยเช่นกัน แต่การต้มหรือกลั่นเหล้าเถื่อน (Moonshine) นอกโรงกลั่นที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมายนั้น ยังคงเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายในประเทศส่วนใหญ่
ในบางประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม เช่น ซาอุดีอาระเบีย, คูเวต, ปากีสถาน, อิหร่านและลิเบีย ประกาศห้ามผลิต, ขายและบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากเครื่องดื่มเหล่านี้เป็นสิ่งต้องห้ามตามหลักศาสนาอิสลาม นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายสั่งห้ามบริโภคแอลกอฮอล์ในบางรัฐของประเทศอินเดีย รวมถึงในเขตสงวนของกลุ่มชนพื้นเมืองอเมริกัน (อินเดียนแดง) บางแห่งในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย
นอกจากนี้ ยังมีข้อบังคับเกี่ยวกับการขายและการใช้แอลกอฮอล์ในหลายๆ ประเทศทั่วโลก ตัวอย่างเช่น ประเทศส่วนใหญ่มีการกำหนดอายุขั้นต่ำตามกฎหมายในการซื้อหรือบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถึงแม้ว่ามักจะมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง เช่น การบริโภคแอลกอฮอล์ในปริมาณเล็กน้อยของผู้ที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ โดยอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ปกครอง นอกจากนี้ บางประเทศยังมีกฎหมายห้ามมึนเมาในที่สาธารณะ การดื่มระว่างขับรถหรือการเมาแล้วขับมักจะถูกกำหนดให้เป็นเรื่องผิดกฎหมายและอาจผิดกฎหมายหากมีการเปิดภาชนะบรรจุแอลกอฮอล์หรือขวดเหล้าทิ้งไว้ในรถยนต์ รถโดยสารประจำทาง หรือเครื่องบิน ทั้งนี้ ความถูกต้องตามกฎหมายของการมีเพศสัมพันธ์ภายใต้ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศและเกณฑ์ความชี้วัดของคำว่า "เมาเกินไป" ที่เกี่ยวกับการยินยอมพร้อมใจทางเพศนั้นก็อาจจะยังมีความคลุมเครืออยู่
- ศาสนา (Religion)
ศาสนาและแอลกอฮอล์มีประวัติศาสตร์ร่วมกันที่ซับซ้อน ศาสนาต่างๆ บนโลกมีความสัมพันธ์กับแอลกอฮอล์ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิถีปฏิบัติทางวัฒนธรรม, สังคมและศาสนาที่หลากหลายในแต่ละประเพณี ในขณะที่บางศาสนาสั่งห้ามบริโภคแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด โดยมองว่าเป็นบาปหรือเป็นอันตรายต่อสุขภาวะทางจิตวิญญาณและร่างกาย แต่ศาสนาอื่นๆ กลับนำแอลกอฮอล์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในพิธีกรรมและงานเฉลิมฉลอง ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา แอลกอฮอล์มีบทบาทสำคัญในพิธีทางศาสนา ตั้งแต่การใช้ไวน์ศักดิ์สิทธิ์ (Sacramental wine) ในพิธีศีลมหาสนิทของศาสนาคริสต์ ไปจนถึงการถวายและการดื่มเหล้าสาเกศักดิ์สิทธิ์ หรือ "โอมิกิ" (Omiki) ในปริมาณที่พอเหมาะในพิธีชำระล้างจิตใจของลัทธิชินโต
- ผลกระทบ (Impact)
ผลการศึกษาในปี ค.ศ. 2015 พบว่าการใช้แอลกอฮอล์ร่วมกับการสูบบุหรี่ส่งผลให้เกิดภาระทางสุขภาพที่รุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ โดยทำให้สูญเสียปีสุขภาวะ (Disability-Adjusted Life Years หรือ DALYs) ไปมากกว่า 250 ล้านปี ขณะที่การใช้สารเสพติดผิดกฎหมายเป็นสาเหตุให้สูญเสียปีสุขภาวะเพิ่มขึ้นอีกหลายสิบล้านปี
รายงานจากวารสารการแพทย์ เดอะ แลนเซต (The Lancet) ระบุว่า 'มี 4 อุตสาหกรรมหลัก (ได้แก่ ยาสูบ, อาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ, เชื้อเพลิงฟอสซิล และแอลกอฮอล์) ที่เป็นต้นเหตุให้เกิดการเสียชีวิตของประชากรโลกอย่างน้อย 1 ใน 3 ต่อปี และในปี ค.ศ. 2024 องค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ได้เผยแพร่รายงานฉบับหนึ่งที่มีการระบุถึงตัวเลขเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
ชาวอเมริกันพื้นเมือง (อินเดียนแดง) จำนวนมากในสหรัฐอเมริกา ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงหรือกลายเป็นผู้ติดสุราเรื้อรังจากการดื่มแอลกอฮอล์
มีการวิเคราะห์เชิงคุณภาพที่เผยให้เห็นว่า อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์น่าจะมีการให้ข้อมูลที่บิดเบือนหรือคลาดเคลื่อนแก่สาธารณชนเกี่ยวกับอันตรายของแอลกอฮอล์ ซึ่งคล้ายคลึงกับพฤติกรรมของอุตสาหกรรมยาสูบ นอกจากนี้ อุตสาหกรรมแอลกอฮอล์ยังส่งอิทธิพลต่อโยบายควบคุมแอลกอฮอล์และข้อความสื่อสารด้านสุขภาพ ซึ่งรวมไปถึงข้อมูลที่ส่งถึงกลุ่มเด็กนักเรียนอีกด้วย
- ปริมาณมาตรฐานในการดื่ม (Standard drink)
คำแนะนำเกี่ยวกับการบริโภคแอลกอฮอล์ (หรือเกณฑ์จำกัดที่ปลอดภัย) นั้นมีความแตกต่างกันไป ตั้งแต่การแนะนำให้งดเว้นโดยเด็ดขาด ไปจนถึงแนวทางปฏิบัติแบบรายวัน แบบรายสัปดาห์ หรือแบบควบคู่กันทั้งรายวันและรายสัปดาห์ ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานด้านสุขภาพของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ตีพิมพ์แถลงการณ์ในวารสารเดอะ แลนเซต ด้านสาธารณสุข (The Lancet Public Health) เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 2023 โดยระบุว่า "ไม่มีแอลกอฮอล์ในปริมาณใดเลยที่ปลอดภัยและไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ"
ปริมาณมาตรฐานในการดื่ม (Standard drink) คือ หน่วยวัดการบริโภคแอลกอฮอล์ที่แทนปริมาณเอทานอลบริสุทธิ์ในจำนวนที่กำหนดไว้คงที่ ซึ่งนำมาใช้ร่วมกับคำแนะนำเกี่ยวกับการบริโภคแอลกอฮอล์และระดับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องต่อสุขภาพ ทั้งนี้ ขนาดของปริมาณมาตรฐานในการดื่มจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ตั้งแต่ 8 กรัมไปจนถึง 20 กรัม แต่ปริมาณแอลกอฮอล์ 10 กรัม (หรือ 12.7 มิลลิลิตร) เป็นเกณฑ์ที่ถูกนำมาใช้ในแบบสอบถามสำหรับประเมินพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ (AUDIT) ขององค์การอนามัยโลก (WHO) และเป็นปริมาณที่ประเทศต่างๆ นำไปใช้มากที่สุดเมื่อเทียบกับปริมาณอื่นๆ
แปลและเรียบเรียงจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Alcohol_(drug) [2026, August 22] โดย พรชัย สุรทานนท์
อ่านตรวจทานโดย ศ. นพ. สมศักดิ์ เทียมเก่า