รักษ์สุขภาพ - ตอนที่ 84 การจัดการความเครียดในชีวิต (9)
- โดย ดร. วิทยา มานะวาณิชเจริญ
- 2 กันยายน 2569
- Tweet

เมื่อความเครียดไม่ใช่แค่ความเครียด: รู้จักโรควิตกกังวลและโรคซึมเศร้า
ตลอดหลายตอนที่ผ่านมา เราได้เรียนรู้ว่า ความเครียดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และในหลายสถานการณ์ ความเครียดก็มีประโยชน์ เพราะช่วยให้เราตื่นตัว แก้ปัญหา และปรับตัวต่อความท้าทายต่าง ๆ เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ร่างกายและจิตใจก็มักจะค่อย ๆ กลับสู่ภาวะปกติ
อย่างไรก็ตาม บางครั้งความเครียดไม่ได้จบลงง่าย ๆ หากความกดดันดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือรุนแรงเกินกว่าที่เราจะรับมือได้ ความเครียดอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต เช่น โรควิตกกังวล หรือ โรคซึมเศร้า การรู้จักแยกแยะภาวะเหล่านี้จากความเครียดทั่วไปมีความสำคัญ เพราะการได้รับการดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมักให้ผลการรักษาที่ดีกว่า
การรู้สึกกังวลก่อนการสอบ การสัมภาษณ์งาน หรือการผ่าตัด เป็นเรื่องปกติ แต่หากความกังวลเกิดขึ้นต่อเนื่อง แม้ไม่มีอันตรายอยู่ตรงหน้า ควบคุมได้ยาก และเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน อาจเป็นสัญญาณของ โรควิตกกังวล ผู้ป่วยอาจรู้สึกกังวลอยู่ตลอดเวลา คิดว่าเหตุการณ์เลวร้ายกำลังจะเกิดขึ้น หลีกเลี่ยงบางสถานการณ์ รู้สึกกระสับกระส่าย ผ่อนคลายได้ยาก หรือมีอาการทางร่างกาย เช่น ใจสั่น เหงื่อออก มือสั่น เวียนศีรษะ หรือหายใจไม่อิ่ม
ส่วน โรคซึมเศร้า ไม่ได้หมายถึงการรู้สึกเศร้าเพียงชั่วคราว ทุกคนต่างเคยผิดหวัง สูญเสีย หรือเสียใจ ซึ่งเป็นอารมณ์ปกติของชีวิต แต่โรคซึมเศร้าเป็นภาวะที่ความรู้สึกเศร้า ว่างเปล่า หรือหมดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบ ดำเนินต่อเนื่องอย่างน้อยหลายสัปดาห์ และส่งผลกระทบต่อการทำงาน การเรียน การดูแลตนเอง หรือการใช้ชีวิตประจำวัน
ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าอาจรู้สึกเหนื่อยแทบทุกวัน ไม่สนุกกับกิจกรรมที่เคยชอบ รับประทานอาหารมากหรือน้อยกว่าปกติ น้ำหนักเปลี่ยนแปลง นอนมากหรือนอนไม่หลับ สมาธิลดลง รู้สึกว่าตนเองไร้ค่า หรือสิ้นหวัง บางคนไม่ได้แสดงออกด้วยความเศร้า แต่กลับหงุดหงิดง่ายกว่าปกติ ในรายที่รุนแรง อาจมีความคิดว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่
สิ่งสำคัญที่ควรเข้าใจคือ โรควิตกกังวลและโรคซึมเศร้า ไม่ใช่ความอ่อนแอของจิตใจ ไม่ใช่ความขี้แพ้ และไม่ใช่การขาดความพยายาม แต่เป็นโรคที่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งด้านชีวภาพ จิตใจ และสังคม เช่นเดียวกับโรคความดันโลหิตสูงหรือโรคเบาหวาน ทุกคนมีโอกาสเป็นได้ ไม่ว่าจะมีอายุ อาชีพ หรือระดับการศึกษาใด
แต่ก็มีข่าวดีคือ โรคเหล่านี้สามารถรักษาได้ วิธีรักษาอาจประกอบด้วยการให้ความรู้ การปรับพฤติกรรมสุขภาพ การจัดการความเครียด การทำจิตบำบัด เช่น การบำบัดพฤติกรรมและความคิด (Cognitive Behavioral Therapy: CBT) การใช้ยาเมื่อมีข้อบ่งชี้ หรือการรักษาหลายวิธีร่วมกัน ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ หากได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างเหมาะสม
แหล่งข้อมูล -