กลิ่นปัสสาวะ (Urine odor) - Update
- โดย พรธีรา การเกษม และ นพ. ธัชชัย วิจารณ์
- 21 กรกฎาคม 2569
- Tweet
สารบัญ
- บทนำ (Introduction)
- สรีรวิทยา (Physiology)
- ระยะเวลาในการถ่ายปัสสาวะ (Duration of ีurination)
- ลักษณะของปัสสาวะ (Characteristics)
- ส่วนประกอบปัสสาวะ (Constituents)
- สีของปัสสาวะ (Color)
- กลิ่นของปัสสาวะ (Odor)
- ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH)
- ความหนาแน่น (Density)
- แบคทีเรียและเชื้อโรคในปัสสาวะ (Bacteria and pathogens)
- การตรวจปัสสาวะเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ (Examination for medical purposes)
- การนำปัสสาวะมาใช้ประโยชน์ (Uses)
- แหล่งที่มาของยา (Source of medications)
- การทำความสะอาด (Cleaning)
- ดินปืน (Gunpowder)
- สิ่งทอ (Textiles)
- การสื่อสารด้วยกลิ่น (Olfactory communication)
บทนำ (Introduction)
ปัสสาวะ คือผลิตผลพลอยได้ที่เป็นของเหลวจากกระบวนการเมแทบอลิซึม ในร่างกายมนุษย์และสัตว์หลายชนิด ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีรก ปัสสาวะจะไหลจากไต ผ่านท่อไต ไปยังกระเพาะปัสสาวะ และถูกขับออกทางท่อปัสสาวะ ในระหว่างการถ่ายปัสสาวะ ส่วนในสัตว์มีกระดูกสันหลังชนิดอื่นปัสสาวะจะถูกขับออกทางช่องระบาย (Cloaca)
ปัสสาวะประกอบด้วยของเสียที่ละลายน้ำได้จากกระบวนการเมแทบอลิซึมของเซลล์ ซึ่งมีไนโตรเจนสูงและจำเป็นต้องถูกกำจัดออกจากกระแสเลือด สารเหล่านี้ ได้แก่ ยูเรีย (Urea), กรดยูริก (Uric acid) และครีเอตินีน (Creatinine) การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) สามารถตรวจพบของเสียที่มีไนโตรเจนในร่างกายสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้
ปัสสาวะมีบทบาทสำคัญในวัฏจักรไนโตรเจนของโลก (Nitrogen cycle) ในระบบนิเวศที่สมดุล ปัสสาวะจะบำรุงดินและช่วยให้พืชเจริญเติบโต จึงสามารถนำมาใช้เป็นปุ๋ยได้ สัตว์บางชนิดใช้ปัสสาวะในการทำเครื่องหมายอาณาเขต นอกจากนี้ในอดีต ปัสสาวะที่หมักบ่มแล้ว (เรียกว่า Lant) ยังถูกนำมาใช้ในการผลิตดินปืน ทำความสะอาดบ้าน ฟอกหนัง และย้อมสิ่งทอด้วย

สรีรวิทยา (Physiology)
สัตว์ส่วนใหญ่มีระบบขับถ่าย (Excretory system) เพื่อกำจัดของเสียที่ละลายน้ำได้และเป็นพิษ ในมนุษย์ ของเสียที่ละลายน้ำได้จะถูกขับออกทางระบบทางเดินปัสสาวะเป็นหลัก และบางส่วนถูกกำจัดออกทางเหงื่อ
ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีรก ระบบทางเดินปัสสาวะประกอบด้วย ไต (Kidneys), ท่อไต (Ureters), กระเพาะปัสสาวะ (Urinary bladder) และท่อปัสสาวะ (Urethra) ระบบนี้ผลิตปัสสาวะโดยกระบวนการ 3 ขั้นตอน ได้แก่
- การกรอง (Filtration) — กรองของเสียออกจากเลือด
- การดูดซึมกลับ (Reabsorption) — ดูดสารที่มีประโยชน์กลับเข้าสู่ร่างกาย
- การหลั่งสารในท่อไต (Tubular secretion) — หลั่งสารที่ต้องการขับออกเพิ่มเติม
ไตจะกรองของเสียที่ละลายน้ำได้ออกจากกระแสเลือด รวมถึงน้ำส่วนเกิน น้ำตาล และสารประกอบอื่นๆ อีกหลายชนิด ปัสสาวะที่ได้จะมีความเข้มข้นของยูเรียและสารอื่นๆ รวมถึงสารพิษในระดับสูง
- ระยะเวลาในการถ่ายปัสสาวะ (Duration of urination)
จากการศึกษาระยะเวลาการถ่ายปัสสาวะในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิดพบว่า สัตว์ขนาดใหญ่ 9 ชนิดถ่ายปัสสาวะนานประมาณ 21 ± 13 วินาที โดยไม่ขึ้นอยู่กับขนาดร่างกาย ส่วนสัตว์ขนาดเล็ก เช่น สัตว์ฟันแทะ (Rodents) และค้างคาว (Bats) ไม่สามารถสร้างกระแสปัสสาวะต่อเนื่องได้ จึงถ่ายปัสสาวะเป็นหยดๆ แทน
ลักษณะของปัสสาวะ (Characteristics)
- ปริมาณปัสสาวะ (Quantity)
กระเพาะปัสสาวะของผู้ใหญ่มีปริมาตรประมาณ 300-500 มิลลิลิตร แต่อาจจะเก็บกักได้มากกว่านั้น
ในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพปกติ ร่างกายจะผลิตปัสสาวะโดยเฉลี่ยประมาณ 1.4 ลิตร/คน/วัน โดยมีช่วงปกติอยู่ระหว่าง 0.6–2.6 ลิตร/คน/วัน และถ่ายปัสสาวะประมาณ 6–8 ครั้งต่อวัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความชุ่มชื้นของร่างกาย ระดับกิจกรรม สภาพแวดล้อม น้ำหนักตัว และสุขภาพของแต่ละบุคคล
การผลิตปัสสาวะที่ผิดปกติต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์ จำแนกได้ดังนี้:
|
ภาวะ |
คำศัพท์ทางการแพทย์ |
ปริมาณปัสสาวะ |
|
ปัสสาวะมากเกินปกติ |
ภาวะปัสสาวะมาก (Polyuria) |
มากกว่า 2.5 ลิตร/วัน |
|
ปัสสาวะน้อยกว่าปกติ |
ภาวะปัสสาวะน้อย (Oliguria) |
น้อยกว่า 400 มล./วัน |
|
ไม่มีปัสสาวะ |
ภาวะไม่มีปัสสาวะ (Anuria) |
น้อยกว่า 100 มล./วัน |
- ส่วนประกอบของปัสสาวะ (Constituents)
ปัสสาวะประกอบด้วยน้ำ 91–96% และที่เหลือสามารถจำแนกได้เป็น เกลืออนินทรีย์ (Inorganic salts), ยูเรีย (Urea), สารประกอบอินทรีย์ (Organic compounds) และเกลือแอมโมเนียมอินทรีย์ (Organic ammonium salts) นอกจากนี้ยังพบโปรตีน, ฮอร์โมน และสารเมแทบอไลต์ (Metabolites) หลากหลายชนิด
ปริมาณของแข็งทั้งหมดในปัสสาวะโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 59 กรัม/คน/วัน โดยยูเรียเป็นองค์ประกอบหลัก คิดเป็นมากกว่า 50% ของของแข็งทั้งหมด ในบุคคลที่มีสุขภาพดี ปัสสาวะจะมีโปรตีนและน้ำตาลในปริมาณน้อยมาก หากพบในปริมาณสูงอาจเป็นสัญญาณของโรค
ตารางค่าความเข้มข้นเฉลี่ยของส่วนประกอบในปัสสาวะสด
|
พารามิเตอร์ |
ค่า |
|
ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) |
6.2 |
|
ไนโตรเจนรวม (Total ntrogen) |
8,830 มก./ล. |
|
แอมโมเนียม/แอมโมเนีย-N |
460 มก./ล. |
|
ไนเตรตและไนไตรต์ |
0.06 มก./ล. |
|
ความต้องการออกซิเจนทางเคมี (COD) |
6,000 มก./ล. |
|
ฟอสฟอรัสรวม (Total phosphorus) |
800–2,000 มก./ล. |
|
โพแทสเซียม (Potassium) |
2,740 มก./ล. |
|
ซัลเฟต (Sulphate) |
1,500 มก./ล. |
|
โซเดียม (Sodium) |
3,450 มก./ล. |
|
แมกนีเซียม (Magnesium) |
120 มก./ล. |
|
คลอไรด์ (Chloride) |
4,970 มก./ล. |
|
แคลเซียม (Calcium) |
230 มก./ล. |
- สีของปัสสาวะ (Color)
ปัสสาวะมีลักษณะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับระดับความชุ่มชื้นของร่างกาย ยาที่รับประทาน สารประกอบหรือสีย้อมในอาหาร และโรคต่างๆ โดยปกติปัสสาวะจะเป็นสารละลายใส มีสีตั้งแต่ไม่มีสีจนถึงสีเหลืองอำพัน แต่โดยทั่วไปจะมีสีเหลืองอ่อน ซึ่งสีมาจากสารยูโรบิลิน (Urobilin) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ปลายทางของการสลายตัวของฮีม (Heme) จากฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ในระหว่างการทำลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ
|
สีปัสสาวะ |
สาเหตุและความหมายทางการแพทย์ |
|
ไม่มีสี |
บ่งชี้ภาวะที่ร่างกายได้รับน้ำมากเกินไป (Over-hydration) |
|
สีแดงเลือด |
ภาวะมีเลือดในปัสสาวะ (Hematuria) — เป็นอาการของโรคหลายชนิด |
|
สีแดงอมน้ำตาล |
อาจเกิดจากโรคพอร์ฟีเรีย (Porphyria) |
|
สีชมพู |
อาจเกิดจากการรับประทานหัวบีท (Beeturia) |
|
สีเหลืองเข้ม |
มักบ่งชี้ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) |
|
สีส้ม |
เกิดจากยา เช่น ไรแฟมปิซิน (Rifampicin) หรือ ฟีนาโซไพริดีน (Phenazopyridine) |
|
สีส้มเข้มถึงน้ำตาล |
อาจเป็นอาการของโรคดีซ่าน (Jaundice), กล้ามเนื้อสลาย (Rhabdomyolysis) หรือกลุ่มอาการกิลเบิร์ต (Gilbert's syndrome) |
|
สีเขียว |
อาจเกิดจากการรับประทานหน่อไม้ฝรั่ง หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (UTI) |
|
สีน้ำเงิน |
เกิดจากเมทิลีนบลู (Methylene blue) หรืออาจเกิดจากกลุ่มอาการผ้าอ้อมสีน้ำเงิน (Blue Diaper syndrome) |
|
สีม่วง |
อาจเกิดจากกลุ่มอาการถุงปัสสาวะสีม่วง (Purple urine bag syndrome) |
|
สีดำหรือเข้มมาก |
เรียกว่าเมลานูเรีย (Melanuria) อาจเกิดจากมะเร็งเมลาโนมา (Melanoma) หรือภาวะพอร์ฟีเรียเฉียบพลัน (Acute intermittent porphyria) |
- กลิ่นของปัสสาวะ (Odor)
ปัสสาวะที่ทิ้งไว้ระยะหนึ่งอาจมีกลิ่นฉุนคล้ายกลิ่นปลา เนื่องจากการปนเปื้อนจากแบคทีเรียที่ย่อยสลายยูเรียให้กลายเป็นแอมโมเนีย (Ammonia) กลิ่นนี้ไม่ปรากฏในปัสสาวะสดของบุคคลที่มีสุขภาพดี และหากพบกลิ่นดังกล่าว อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (Urinary tract infection — UTI)
|
ลักษณะกลิ่น |
สาเหตุ/ความหมายทางการแพทย์ |
|
กลิ่นหวาน |
พบในผู้ป่วยเบาหวาน (Diabetes Mellitus) หรืออาจเกิดจากโรคไต เช่น นิ่วในไต (Kidney stones) |
|
กลิ่นคล้ายน้ำเชื่อมเมเปิล |
เกิดจากการมีกรดอะมิโน (Amino acids) ในปัสสาวะ — เรียกว่าโรคปัสสาวะกลิ่นน้ำเชื่อมเมเปิล (Maple syrup urine disease — MSUD) ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรม |
|
กลิ่นหน่อไม้ฝรั่ง |
เกิดจากการที่ร่างกายสลายกรดแอสพาราจูซิก (Asparagusic acid) จากหน่อไม้ฝรั่ง |
|
กลิ่นจากอาหารอื่นๆ |
การบริโภคหญ้าฝรั่น (Saffron), แอลกอฮอล์, กาแฟ, ปลาทูน่า และหัวหอม ก็สามารถทำให้ปัสสาวะมีกลิ่นเฉพาะได้ |
|
กลิ่นจากอาหารรสจัด |
สารประกอบในอาหารรสจัดผ่านไตโดยไม่ถูกสลายอย่างสมบูรณ์ก่อนออกจากร่างกาย ทำให้ปัสสาวะมีกลิ่นได้ |
- ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH)
ค่า pH ของปัสสาวะปกติอยู่ในช่วง 5.5–7.0 โดยมีค่าเฉลี่ยที่ 6.2 ในผู้ที่มีภาวะกรดยูริกในปัสสาวะสูง (Hyperuricosuria) ปัสสาวะที่เป็นกรดจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วกรดยูริก (Uric acid stones) ในไต ท่อไต หรือกระเพาะปัสสาวะ
ปัจจัยที่ทำให้ pH ลดลง (เป็นกรดมากขึ้น): อาหารที่มีโปรตีนสูงจากเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นม, การบริโภคแอลกอฮอล์, ยา เช่น แอมโมเนียมคลอไรด์ (Ammonium chloride) และคลอโรไทอาไซด์ไดยูเรติก (Chlorothiazide diuretics)
ปัจจัยที่ทำให้ pH เพิ่มขึ้น (เป็นด่างมากขึ้น): อาหารที่มีโพแทสเซียมสูงและกรดอินทรีย์ เช่น ผักและผลไม้
หมายเหตุ: แครนเบอร์รี่ที่เชื่อกันว่าทำให้ปัสสาวะเป็นกรด จากการศึกษาพบว่าไม่สามารถทำให้ pH ของปัสสาวะลดลงได้จริง
- ความหนาแน่นของปัสสาวะ (Density)
ปัสสาวะของมนุษย์มีความถ่วงจำเพาะ (Specific gravity) อยู่ที่ 1.003–1.035
- แบคทีเรียและเชื้อโรคในปัสสาวะ (Bacteria and Pathogens)
ปัสสาวะไม่ได้ปลอดเชื้อ แม้กระทั่งในกระเพาะปัสสาวะ ในท่อปัสสาวะ เซลล์เยื่อบุผิว (Epithelial cells) ที่บุท่อปัสสาวะมีแบคทีเรียแกรมลบชนิดแท่งและโคคัสที่ทนออกซิเจนได้บางส่วน (Facultatively anaerobic gram-negative bacteria) อาศัยอยู่
จากการศึกษาในประเทศไนจีเรีย พบเชื้อแบคทีเรียหลายสายพันธุ์จากเด็กสุขภาพดีอายุ 5–11 ปี ดังนี้:
|
ชนิดแบคทีเรีย |
ร้อยละในมนุษย์ (เด็ก) |
ร้อยละในโค |
|
บาซิลลัส (Bacillus) |
10.4% |
5.1% |
|
สแตฟีโลค็อกคัส (Staphylococcus) |
2.6% |
2.6% |
|
ซิโตรแบคเตอร์ (Citrobacter) |
3.9% |
12.8% |
|
เคลบเซียลลา (Klebsiella) |
7.8% |
12.8% |
|
เอสเชอริเชีย โคไล (Escherichia coli) |
36.4% |
23.1% |
|
โพรทีอัส (Proteus) |
18.2% |
23.1% |
|
ซูโดโมแนส (Pseudomonas) |
9.1% |
2.6% |
|
ซัลโมเนลลา (Salmonella) |
3.9% |
5.1% |
|
ชิเกลลา (Shigella) |
7.8% |
12.8% |
นอกจากนี้ยังพบอัตราการดื้อยาปฏิชีวนะหลายขนาน (Multiple antibiotic resistance — MAR) ในแบคทีเรียจากปัสสาวะเด็กสูงถึง 37.5–100% ในแบคทีเรียแกรมบวก และ 12.5–100% ในแบคทีเรียแกรมลบ
การตรวจปัสสาวะเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ (Examination for medical purposes)
ตลอดประวัติศาสตร์ แพทย์หลายคนใช้การตรวจสอบปัสสาวะของผู้ป่วยเพื่อการวินิจฉัยโรค โดยการตรวจปัสสาวะด้วยสายตาเรียกว่า ยูโรสโคปี (Uroscopy) การตรวจปัสสาวะทางคลินิกในปัจจุบันครอบคลุม
- สี (Color) — บ่งบอกถึงระดับความชุ่มชื้นและภาวะผิดปกติ
- ความขุ่น (Turbidity) — อาจบ่งชี้การติดเชื้อหรือการมีตะกอน
- กลิ่น (Odor) — สะท้อนภาวะทางโรคหรือสิ่งที่บริโภค
- การวิเคราะห์ทางเคมี (Urinalysis) — ตรวจวิเคราะห์และวัดปริมาณส่วนประกอบทางเคมี
- การเพาะเชื้อ (Urine culture) — ทำเมื่อสงสัยการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (UTI)
- การตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ (Microscopic examination) — ช่วยระบุสารอินทรีย์หรืออนินทรีย์และช่วยในการวินิจฉัยโรค
สีและปริมาณปัสสาวะเป็นตัวบ่งชี้ระดับความชุ่มชื้นของร่างกายที่เชื่อถือได้ ปัสสาวะใสและปริมาณมากบ่งบอกว่าร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ ปัสสาวะสีเข้มเป็นสัญญาณของภาวะขาดน้ำ ยกเว้นเมื่อใช้ยาขับปัสสาวะ (Diuretics) ซึ่งปัสสาวะอาจใสและมีปริมาณมาก แต่ร่างกายยังคงขาดน้ำได้
การนำปัสสาวะมาใช้ประโยชน์ (Uses)
- แหล่งที่มาของยา (Source of medications)
ปัสสาวะมีโปรตีนและสารอื่นๆ ที่มีประโยชน์ทางการแพทย์และเป็นส่วนผสมในยาหลายชนิด:
-
- ปัสสาวะของสตรีวัยหมดประจำเดือน (Postmenopausal women) มีสารโกนาโดโทรปิน (Gonadotropins) สูง ซึ่งสามารถสกัดเอาฮอร์โมน FSH และ LH มาใช้ในการบำบัดภาวะมีบุตรยาก (Fertility therapy) ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ชนิดหนึ่ง เรียกว่า เพอร์โกนาล (Pergonal)
- ปัสสาวะของสตรีมีครรภ์มีฮอร์โมน hCG (Human chorionic gonadotropin) ในปริมาณที่สามารถสกัดและทำบริสุทธิ์เพื่อผลิตยา hCG ได้
- ปัสสาวะของม้าตั้งครรภ์เป็นแหล่งของฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ที่ใช้ผลิตยาพรีมารีน (Premarin)
- ปัสสาวะมีแอนติบอดี (Antibodies) ที่ใช้ในชุดทดสอบวินิจฉัยเชื้อโรคต่างๆ รวมถึง HIV-1
- สามารถสกัดยูโรไคเนส (Urokinase) จากปัสสาวะ ซึ่งใช้ทางคลินิกเป็นยาละลายลิ่มเลือด (Thrombolytic agent)
- ปุ๋ย (Fertilizer)
การนำปัสสาวะมาใช้เป็นปุ๋ยถูกเรียกว่าเป็นการ “ปิดวงจรการไหลเวียนของธาตุอาหารทางการเกษตร” หรือเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดสุขาภิบาลเชิงนิเวศ หรือ ecological sanitation (ecosan)
โดยทั่วไป ปัสสาวะที่ใช้เป็นปุ๋ยมักเจือจางด้วยน้ำ เนื่องจากปัสสาวะที่ไม่เจือจางอาจทำให้ใบหรือรากของพืชบางชนิดเกิดการไหม้จากสารเคมีและทำให้พืชเสียหายได้ โดยเฉพาะเมื่อดินมีความชื้นต่ำ การเจือจางยังช่วยลดการเกิดกลิ่นภายหลังการใช้งานอีกด้วย
เมื่อเจือจางด้วยน้ำในอัตราส่วนปัสสาวะต่อน้ำ 1:5 สำหรับพืชล้มลุกที่ปลูกในภาชนะและเปลี่ยนวัสดุปลูกใหม่ทุกฤดูกาล หรือในอัตราส่วน 1:8 สำหรับการใช้งานทั่วไป สามารถนำไปราดลงบนดินโดยตรงเพื่อใช้เป็นปุ๋ยได้ ผลในการให้ธาตุอาหารของปัสสาวะพบว่าใกล้เคียงกับปุ๋ยไนโตรเจนเชิงพาณิชย์
ปัสสาวะอาจมีสารตกค้างจากยา ซึ่งจัดเป็นสารมลพิษทางเภสัชกรรมที่คงอยู่ในสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ความเข้มข้นของโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ปรอท และแคดเมียม ซึ่งมักพบในกากตะกอนน้ำเสีย มีอยู่ในปัสสาวะในระดับต่ำกว่ามาก
ค่ามาตรฐานโดยประมาณของธาตุอาหารที่ขับออกมากับปัสสาวะต่อคนต่อปี ได้แก่
-
- ไนโตรเจน 4 กิโลกรัม
- ฟอสฟอรัส 36 กิโลกรัม
- โพแทสเซียม 0 กิโลกรัม
เมื่อคำนวณจากปริมาณปัสสาวะเฉลี่ย 1.5 ลิตรต่อวัน หรือประมาณ 550 ลิตรต่อปี ความเข้มข้นของธาตุอาหารหลักจะอยู่ที่ประมาณ
-
- ไนโตรเจน 3 กรัมต่อลิตร
- ฟอสฟอรัส 67 กรัมต่อลิตร
- โพแทสเซียม 8 กรัมต่อลิตร
ตัวเลขดังกล่าวเป็นค่าที่ใช้ในการออกแบบหรือประมาณการ โดยค่าจริงอาจแตกต่างกันไปตามอาหารที่บริโภค
เมื่อแสดงปริมาณธาตุอาหารตามระบบมาตรฐานปุ๋ยสากล ปัสสาวะมีสัดส่วนธาตุอาหารประมาณ 7:1.5:2.2
เนื่องจากปัสสาวะเป็นปุ๋ยที่มีความเจือจางค่อนข้างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับปุ๋ยไนโตรเจนชนิดแห้งที่ผลิตในอุตสาหกรรม เช่น ไดแอมโมเนียมฟอสเฟต ต้นทุนการขนส่งปัสสาวะจึงค่อนข้างสูง เพราะต้องขนส่งน้ำในปริมาณมากไปด้วย
ข้อจำกัดทั่วไปของการใช้ปัสสาวะเป็นปุ๋ยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อการสะสมของไนโตรเจนมากเกินไป เนื่องจากปัสสาวะมีสัดส่วนของธาตุอาหารชนิดนี้สูง รวมถึงการสะสมของเกลืออนินทรีย์ เช่น โซเดียมคลอไรด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของของเสียที่ขับออกจากระบบไต
การให้ปุ๋ยด้วยปัสสาวะหรือปุ๋ยไนโตรเจนชนิดอื่นในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้เกิดแอมโมเนียมากเกินกว่าที่พืชจะดูดซึมได้ ทำให้ดินมีสภาพเป็นกรด หรือก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อพืชในรูปแบบอื่น
ปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาเมื่อนำปัสสาวะมาใช้เป็นปุ๋ย ได้แก่
-
- ความทนต่อความเค็มของพืช
- องค์ประกอบของดิน
- การเติมปุ๋ยหรือสารบำรุงชนิดอื่นร่วมด้วย
- ปริมาณน้ำฝนหรือการให้น้ำ
มีรายงานในปี ค.ศ. 1995 ว่า ไนโตรเจนในปัสสาวะสูญเสียไปในรูปก๊าซค่อนข้างมาก และพืชดูดซึมได้น้อยกว่าไนโตรเจนจากแอมโมเนียมไนเตรตที่ติดฉลากเพื่อติดตามการดูดซึม ในทางตรงกันข้าม ฟอสฟอรัสจากปัสสาวะถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้ในอัตราที่สูงกว่าฟอสเฟตชนิดละลายน้ำ
นอกจากนี้ ปัสสาวะยังสามารถใช้เป็นแหล่งไนโตรเจนสำหรับการทำปุ๋ยหมักที่มีวัสดุคาร์บอนสูงได้อย่างปลอดภัย
- การทำความสะอาด (Cleaning)
เนื่องจากยูเรียในปัสสาวะสลายตัวเป็นแอมโมเนีย ปัสสาวะจึงถูกนำมาใช้ทำความสะอาดในยุคก่อนอุตสาหกรรม และยังเคยถูกนำมาใช้ฟอกสีฟันในสมัยโรมโบราณ
- ดินปืน (Gunpowder)
ก่อนมีอุตสาหกรรมเคมี ปัสสาวะถูกนำมาใช้เป็นแหล่งไนโตรเจนในการผลิตดินปืน โดยใช้ปัสสาวะชุ่มฟางหรือวัสดุอินทรีย์อื่น แล้วปล่อยให้เปียกและหมักเป็นเวลาหลายเดือน จากนั้นเก็บผลึกดินประสิวดิบไปทำดินปืน
- สิ่งทอ (Textiles)
ปัสสาวะถูกนำมาใช้บ่อยครั้งในฐานะ สารช่วยติดสี (Mordant) เพื่อเตรียมสิ่งทอ โดยเฉพาะขนสัตว์ (Wool) ให้พร้อมสำหรับการย้อมสี ในแถบที่ราบสูงสกอตแลนด์ (Scottish Highlands) และ หมู่เกาะเฮบริดีส (Hebrides) กระบวนการที่เรียกว่า "วอล์กกิง" (Waulking) หรือการฟูลลิงผ้าขนสัตว์ที่ทอแล้ว (Fulling) จะเริ่มต้นด้วยการแช่ผ้าในปัสสาวะก่อน โดยนิยมใช้ ปัสสาวะของทารก (Infantile Urine) เป็นพิเศษ
- การสื่อสารด้วยกลิ่น (Olfactory communication)
ปัสสาวะมีบทบาทสำคัญในการสื่อสารด้วยกลิ่น เนื่องจากมีสารฟีโรโมน (Pheromones) และไคโรโมน (Kairomones) ซึ่งสัตว์ผู้ล่า (Predators) ใช้เป็นสัญญาณเตือนภัยและขับไล่เหยื่อ (Prey)
แปลและเรียบเรียงจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Urine [2026, July 20] โดย พรธีรา การเกษม
อ่านตรวจทานโดย นพ. ธัชชัย วิจารณ์