Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

เส้นประสาท  ระบบประสาทวิทยา  ระบบโรคติดเชื้อ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

กล้ามเนื้ออ่อนแรง  คลื่นไส้  อาเจียน 

โรคโบทูลลิซึมคืออะไร?

โรคโบทูลิซึม (Botulism) คือ โรคผิดปกติทางระบบประสาทที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน ซึ่งเกิดจากการได้รับพิษ ชื่อ Botulinum toxin ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Clostridium botulinum โดยพิษชนิดนี้ถือเป็นพิษที่มีความรุนแรงมากที่สุดชนิดหนึ่ง เนื่องจากหากเทียบปริมาณโดยน้ำ หนักกับพิษชนิดอื่นๆ พิษชนิดนี้ใช้ปริมาณน้อยที่สุด ในการทำให้ร่างกายเกิดอาการ (คือใช้น้อยกว่า 1 นาโนกรัมต่อน้ำหนักตัวคน 1 กิโลกรัม)

อะไรเป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงของโรคโบทูลิซึม?

โรคโบทูลิซึม

โรคโบทูลิซึม เกิดจากร่างกายติดเชื้อแบคทีเรีย ชื่อ Clostridium botulinum ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่พบอยู่ได้ทั่วไป ตามพื้นดิน ในน้ำจืด และในน้ำทะเล เมื่อมีสภาวะที่เหมาะสม คือในสภาพอากาศที่ไม่มีออกซิเจน แบคทีเรียจะแบ่งตัวสร้างสปอร์ (Spore) และปล่อยพิษออกมา เรียกพิษว่า Botulinum toxin

สารพิษชนิดนี้ ปัจจุบันพบว่ามีอยู่ 8 ชนิดย่อย

  • โดยชื่อชนิดย่อยคือ A, B, C-1, C-2, D, E, F, และ G
  • โดยที่ชนิดย่อย A, B, E, และ F ทำให้เกิดโรคในคน
  • ส่วนชนิด C และ D ทำให้เกิดโรคในสัตว์ต่างๆ

นอกจากนี้พบว่า มีแบคทีเรียชนิด Clostridium butyricum และ Clostridium baratii ที่สามารถสร้างพิษ Botulinum toxin ได้เช่นกัน

การที่เราจะได้รับพิษจากแบคทีเรียชนิดนี้เกิดขึ้นได้หลายทาง แบ่งออกเป็น

  • จากการกินอาหารที่ปนเปื้อนพิษเข้าไป (Food-borne botulism) เนื่องจากแบคทีเรียมีอยู่ทั่วๆไปตาม พื้นดิน พื้นน้ำ และน้ำทะเล การปนเปื้อนแบคทีเรียจึงเกิดได้ไม่ยากนัก แต่แบคทีเรียจะไม่แบ่งตัว หากอยู่ในสภาวะที่มีออกซิเจน หรือในสภาวะที่เป็นกรดที่ค่า pH (ภาวะความเป็นกรด ด่าง) ต่ำกว่า 4.6 หรือมีค่าความเข้มข้นของเกลือแกง/เกลือโซเดียม (Sodium) มากกว่า 3 % เมื่อแบคทีเรียไม่แบ่งตัวสร้างสปอร์ พิษก็จะไม่เกิด ดังนั้นการเกิดพิษ จึงมักเกิดในอาหารที่ถูกทำให้อยู่ในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจน และมีค่าความเป็นกรด ด่าง มาก กว่า 4.6 เช่น ในอาหารหมัก อาหารดองต่างๆ โดยเฉพาะหน่อไม้ดองในปี๊บ อาหารกระป๋อง เป็นต้น แล้วคนได้รับพิษ โดยที่พิษปนอยู่ในอาหารที่บริโภค ซึ่งกรณีนี้พบได้บ่อยในบ้านเรา ตามที่เป็นข่าวอยู่เป็นระยะๆ

    เมื่ออาหารปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย และมีสภาวะที่เหมาะสมให้แบคทีเรียแบ่งตัวสร้างสปอร์ได้แล้ว หากนำอาหารไปผ่านความร้อนที่อุณหภูมิมากกว่า 116 องศาเซลเซียส (Celsius) ร่วมกับการเพิ่มความกดอากาศ (ประมาณ 10-15 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) เป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาที สปอร์จะถูกทำลายและไม่ผลิตพิษออกมา

    สำหรับตัวพิษ Botulinum toxin เองนั้น หากโดนความร้อนมากกว่า 85 องศาเซลเซียสเป็นเวลานานมากกว่า 5 นาที พิษก็จะไม่ออกฤทธิ์ต่อร่างกาย ดังนั้นอาหารที่เสี่ยงต่อการปน เปื้อนเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวข้างต้น ก็จะปลอดภัย หากนำไปผ่านความร้อนสูงๆ

  • จากมีแผลที่ติดเชื้อแบคทีเรียนี้ แล้วแบคทีเรียนี้สร้างพิษออกมา (Wound botulism) ทั้งนี้บาดแผลตาผิวหนังมีโอกาสที่เชื้อแบคทีเรียนี้จะเข้าไปได้ง่าย หากบาดแผลมีสภาวะที่เหมาะสม ได้แก่ บาดแผลที่ลึกแต่ปากของบาดแผลแคบ ทำให้อากาศเข้าไปไม่ถึง แบคทีเรียก็จะสามารถแบ่งตัวสร้างสปอร์และผลิตพิษออกมาได้ นอกจากนี้พบมีรายงานว่าเกิดจากแผลผ่าตัดคลอดได้ด้วย รวมถึงในสมัยก่อน มักพบจากแผลรูเข็มแทงในผู้ที่ฉีดสารเสพติดเฮโรอีนชนิดผสม (Black-tar heroin)
  • การกินเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้เข้าไป แล้วแบคทีเรียปล่อยพิษออกมา (Intes tinal botulism) โดยปกติ หากคนกินอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียซึ่งยังไม่ผลิตสปอร์เข้าไป กรดและน้ำย่อยชนิดต่างๆ รวมทั้งเชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่เป็นปกติในลำไส้ของเราสามารถทำ ลายเชื้อแบคทีเรีย Clostridium botulinum ได้ แต่ในเด็กทารก โดยเฉพาะที่อายุน้อยกว่า 6 เดือน พัฒนาการของระบบย่อยอาหารยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ แบคทีเรียซึ่งเข้าสู่ทางเดินอาหารได้แล้ว จึงสามารถแบ่งตัวสร้างสปอร์ และปล่อยพิษออกมาได้ เพราะในลำไส้ของคนเราอยู่ในสภา วะที่ไม่มีออกซิเจน โดยส่วนใหญ่แล้ว อาหารที่เป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อแบบนี้ มาจากน้ำผึ้ง ดังนั้นจึงมีข้อแนะนำว่าไม่ควรให้เด็กที่อายุน้อยกว่า 1 ปีกินน้ำผึ้ง เว้นแต่จะนำไปปรุงและผ่านความร้อน นอกจากนี้ในผู้ใหญ่ที่มีโรคของระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคลำไส้แปรปรวน ลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือได้รับการผ่าตัดกระเพาะอาหารและลำไส้ หรือได้รับยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน ๆ ก็จะมีโอกาสได้รับพิษ หากกินอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ได้เช่นเดียวกับในเด็กทารก
  • การสูดหายใจเอาพิษเข้าไป โดยปกติธรรมดาแล้ว เราจะไม่ได้รับพิษมาจากธรรมชาติโดยวิธีนี้ ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อมีบุคคลจงใจปล่อยพิษสู่อากาศ ซึ่งถือเป็นอาวุธเชื้อโรค (Bioterrorism and biologic warfare) ชนิดหนึ่ง ปริมาณของพิษที่จะสูดหายใจเข้าไปแล้วทำให้เกิดอาการ จะมากกว่าปริมาณที่ได้รับจากอาหารประมาณ 3 เท่า

โรคโบทูลิซึมมีพยาธิสภาพการเกิดโรคอย่างไร?

โรคโบทูลิซึม มีพยาธิสภาพเกิดโรคได้โดย เมื่อกินอาหารที่ปนเปื้อนพิษ หรือทารกที่กินแบคทีเรีย แล้วแบคทีเรียปล่อยพิษออกมาในลำไส้ หรือพิษที่ผลิตอยู่ในบาดแผลก็ตาม พิษเหล่านี้ก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดในที่สุด และเดินทางต่อไปยังปลายเส้นประสาทชนิดที่ผลิตสารสื่อประสาทชื่อ Acetylcholine ซึ่งได้แก่ ปลายเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ, ปลายเส้นประสาทของระบบประสาทอัตโนมัติ, รวมถึงปมประสาทส่วนปลายด้วย พิษก็จะออกฤทธิ์ต่อปลายเส้นประสาทเหล่านี้ โดยการไปยับยั้งการหลั่งของสารสื่อประสาท Acetylcholine ผู้ป่วยจึงเกิดอาการจากการที่เส้นประสาทเหล่านี้ไม่ทำงาน และอาการจะหายได้ก็ต่อเมื่อเส้นประสาทมีการสร้างปลายประสาทขึ้นมาใหม่ และเนื่องจากพิษชนิดนี้ไม่เข้าสู่สมองและไขสันหลัง ผู้ป่วยจึงไม่มีอาการของระบบประสาทส่วนกลางเกิดขึ้น

โรคโบทูลิซึมมีอาการอย่างไร?

ระยะเวลาโดยเฉลี่ยนับตั้งแต่ได้รับพิษจากอาหารจนกระทั่งแสดงอาการคือ ประมาณ 12 - 36 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นกับปริมาณพิษที่ได้รับ โดยอาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ 4 ชั่วโมงหรืออาจนานถึง 8 วัน สำหรับพิษที่เกิดขึ้นในบาดแผล ระยะเวลากว่าที่จะแสดงอาการจะนานกว่า โดยเฉลี่ยคือ 10 วัน สำหรับพิษที่ได้รับจากการหายใจ มักแสดงอาการภายใน 1-3 วัน

อาการและอาการแสดงจะเริ่มจากความผิดปกติที่เกิดจากปมประสาทส่วนปลายไม่ทำ งานก่อน ได้แก่ ตาพร่า/ตามัว มองเห็นภาพซ้อน พูดไม่ชัด กลืนอาหารลำบาก ม่านตาขยาย หนังตาตก ต่อมาปลายเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อจะเริ่มไม่ทำงาน ทำให้เกิดกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งอาจเล็กน้อย หรือถึงขั้นเป็นอัมพาตก็ได้ โดยจะเริ่มจากส่วนบนของร่างกายไปสู่ส่วนปลาย คือมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อคอ ตามด้วยกล้ามเนื้อส่วนอกและแขน แล้วกล้าม เนื้อขา จึงอ่อนแรงตามลำดับ อาการอ่อนแรงจะเป็นเหมือนๆกันทั้งร่างกายซีกซ้ายและซีกขวา การที่กล้ามเนื้อส่วนอกและกล้ามเนื้อกะบังลม ซึ่งใช้ในการหายใจเกิดอ่อนแรงนั้น หากรุนแรง ก็จะทำให้เกิดภาวะหายใจล้มเหลวได้ ส่วนอาการที่เกิดจากปลายเส้นประสาทของระบบประสาทอัตโนมัติไม่ทำงาน ได้แก่ กระเพาะอาหารและลำไส้หยุดเคลื่อนไหว เกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง ท้องผูก กระเพาะปัสสาวะยายตัว ปัสสาวะไม่ออก เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ หน้ามืดเมื่อลุกขึ้นยืนได้

สำหรับอาการอื่นๆ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ปากแห้ง คอแห้ง เจ็บคอ ซึ่งอาจเป็นอาการนำก่อนที่จะเกิดอาการต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น หรือเกิดตามภายหลังก็ได้ เนื่องจากพิษชนิดนี้ไม่เข้าสู่สมอง ผู้ป่วยจึงยังมีประสาทรับรู้ที่ปกติ ไม่ซึม และไม่สับสน ไม่มีอาการชัก และประสาทรับสัมผัสอื่นๆ เช่น ความเจ็บปวด ร้อนหนาว ก็ยังคงเป็นปกติ

เนื่องจากโรคนี้เกิดจากพิษของเชื้อ ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อเข้ากระแสเลือด ผู้ป่วยจึงไม่มีไข้ ยกเว้นผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากบาดแผล อาจมีไข้ได้จากการที่ติดเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่นๆ ที่เข้าสู่บาดแผลร่วมกัน

แพทย์วินิจฉัยโรคโบทูลิซึมได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคโบทูลิซึม โดยอาศัยจากอาการ และอาการแสดงในเบื้องต้นเมื่อสงสัยว่าผู้ป่วยน่าจะได้รับพิษ และการพิสูจน์เพื่อยืนยันสาเหตุ ได้แก่ การตรวจหาสารพิษ Botulinum toxin จากเลือดของผู้ป่วย หรือในผู้ป่วยที่มีประวัติกินอาหารที่น่าสงสัยว่าจะปนเปื้อนพิษ อาจใช้การตรวจหาสารพิษ ในอุจจาระ น้ำล้างจากกระเพาะอาหาร รวมทั้งในอาหารเอง ก็ช่วยในการยืนยันการวินิจฉัยได้ ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรเก็บอาหารมาให้แพทย์ตรวจพิสูจน์ด้วย และหากเป็นอา หารที่วางขายตามท้องตลาด จะได้เป็นการป้องกันไม่ให้ผู้อื่นบริโภคต่อไป

นอกจากนี้ การตรวจพบเชื้อแบคทีเรีย Clostridium botulinum จากการเพาะเชื้อจากอุจจาระ หรือจากน้ำล้างจากกระเพาะอาหาร ก็เป็นการพิสูจน์สาเหตุได้เช่นกัน แต่การตรวจพบเฉพาะเชื้อแบคทีเรียในอาหารไม่เพียงพอที่จะบ่งว่า อาหารชนิดนั้นๆเป็นสาเหตุ เพราะเชื้อแบค ทีเรียอาจไม่ได้สร้างสปอร์และผลิตพิษออกมาก็ได้ และในผู้ป่วยที่มีบาดแผล การเพาะเชื้อและตรวจพบเฉพาะเชื้อแบคทีเรียนี้โดยตรวจไม่พบสารพิษก็เช่นกัน คือไม่ได้เป็นการยืนยันว่าอา การที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ เกิดจากพิษของ Botulinum toxin

รักษาโรคโบทูลิซึมอย่างไร?

ผู้ป่วยที่อาการและอาการแสดงน่าสงสัยว่าจะเป็นโรคโบทูลิซึม จะต้องได้รับการรักษาล่วงหน้าไปก่อนได้รับวินิจฉัยยืนยันว่า อาการเกิดจากโรคนี้ เนื่องจากการรอผลการตรวจหาพิษ Botulinum toxin เพื่อยืนยันใช้เวลามากกว่า 1 วัน หากรักษาล่าช้า จะทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเสีย ชีวิตได้ ซึ่งการรักษาแบ่งออกเป็น

อนึ่ง พิษ Botulinum toxin จะไม่ติดต่อจากคนสู่คนโดยตรง ผู้ป่วยจึงไม่จำเป็นต้องแยกห้อง ยกเว้นในกรณีของอาวุธเชื้อโรค ที่จะต้องจำกัดบริเวณของผู้ป่วย จนกว่าจะอาบน้ำสระผมให้สะอาด เพื่อกำจัดพิษที่อาจติดอยู่ตาผิวหนังและเส้นผม ซึ่งบุคคลอื่นที่เข้าใกล้อาจหายใจเอาพิษเข้าไปได้ รวมทั้งเสื้อผ้า สิ่งของ ของใช้ผู้ป่วย ต้องถูกห่อในถุงพลาสติกให้มิดชิด จน กว่าจะนำไปซักด้วยผงซักฟอกให้สะอาดด้วยเช่นกัน

ผลข้างเคียงจากโรค/ความรุนแรงของโรค/การพยากรณ์โรคโบทูลิซึมเป็นอย่างไร?

ผลข้างเคียงจากโรค/ความรุนแรงของโรค/การพยากรณ์โรค ของโรคโบทูลิซึม ได้แก่

  • ระยะเวลาของอาการป่วยจากพิษชนิดนี้ค่อนข้างยาวนาน คือประมาณ 30-100 วัน เนื่องจากพิษที่เข้าไปยังปลายหรือปมประสาทได้แล้วนั้น จะอยู่อย่างถาวร ดังนั้นเส้น ประสาทจึงต้องสร้างปลายประสาทขึ้นมาใหม่ ซึ่งปกติการซ่อมแซมเซลล์ประสาทจะช้ากว่าเซลล์ชนิดอื่นๆ การหายจากอาการจึงต้องใช้เวลา ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการของปลายเส้น ประสาทของระบบประสาทอัตโนมัติไม่ทำงานหลงเหลืออยู่บ้างได้นานถึง 1 ปี อย่างไรก็ตามเมื่อหายสนิทดีแล้ว จะไม่เกิดความพิการหลงเหลืออยู่
  • อัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากอาหารคือ ประมาณ 5-10% โดยผู้สูงอายุมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าผู้ป่วยอายุน้อย, ในผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากการมีบาดแผล อัตราการเสียชีวิตจะมากกว่า คือประมาณ 15-17% และสำหรับในเด็กทารก โอกาสเสียชีวิตจากโรคโบทูลิซึมจะน้อย คือน้อยกว่า 1%

ดูแลตนเอง และป้องกันโรคโบทูลิซึมอย่างไร?

การดูแลตนเอง และการป้องกันโรคโบทูลิซึม คือ

  • ไม่แนะนำให้เด็กทารกที่มีอายุน้อยกว่า 1 ปี บริโภคน้ำผึ้ง ยกเว้นจะนำไปปรุงเป็นอาหารที่ผ่านความร้อนที่อุณหภูมิมากกว่า 116 องศาเซลเซียส ร่วมกับการเพิ่มความกดอากาศขณะปรุง เช่น การตุ๋น หรือการอบ เพื่อทำลายสปอร์ของเชื้อโรคโบทูลิซึมที่อาจปนเปื้อน
  • หลีกเลี่ยงการหมัก การดองทั้งผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ เนื้อปลาต่างๆ ด้วยตน เอง หากต้องการทำ ควรเตรียมอาหารและภาชนะที่จะใส่ ให้สะอาด ใส่กรดมะนาวที่ความเข้ม ข้นมากกว่า 0.65% หรือใส่เกลือแกงให้เข้มข้นมากกว่า 3% และเก็บรักษาอาหารไว้ในตู้เย็น รวมทั้งหลีกเลี่ยงการซื้ออาหารหมักดองที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน หากจะบริโภค จะต้องนำของหมักดองเหล่านั้นไปต้มให้เดือด 100 องศาเซลเซียส นานอย่างน้อย 10 นาที เพื่อทำลายพิษที่อาจมีอยู่
  • สำหรับการซื้ออาหารกระป๋อง รวมถึงนมผง หรืออาหารสำเร็จรูปที่พร้อมทาน ต้องเลือกจากบริษัทผลิตที่เชื่อถือได้ และดูจากฉลากว่ามีเครื่องหมาย อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข) ที่ชัดเจน บริโภคก่อนวันหมดอายุที่ระบุบนฉลาก และไม่เลือกบรรจุภัณฑ์ที่มีรอยบุบ รอยแตก รอยรั่ว บวม โป่ง เป็นสนิม
  • มีวัคซีนสำหรับฉีดป้องกันพิษ Botulinum toxin ซึ่งสามารถป้องกันพิษชนิดย่อย A ถึง E แต่ประสิทธิภาพยังไม่ชัดเจน และอาจเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ (เช่น การแพ้ยา) การให้วัคซีนจึงจำกัดให้เฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคนี้เท่านั้น เช่น ผู้ที่ทำงานในห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับพิษชนิดนี้ หรือในกรณีมีการปล่อยอาวุธเชื้อโรคที่เป็นพิษชนิดนี้

ควรพบแพทย์เมื่อไหร่?

ผู้ที่มีอาการ คลื่นไส้อาเจียน ปากแห้ง คอแห้ง (แม้จะดื่มน้ำเยอะก็ตาม) กลืนอาหารลำ บาก พูดไม่ชัด ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน ต้องรีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลทันที่ โดยเฉพาะเมื่อมีประวัติกินอาหารหมักดอง หรือ อาหารกระป๋อง

อื่นๆ

ปัจจุบันมีการนำพิษ Botulinum toxin มาใช้ประโยชน์ทางด้านการเสริมความงามของร่างกาย เรียกว่าการทำโบทอก (Botox) ได้แก่ การนำพิษมาฉีดเข้าสู่ปลายประสาทของกล้าม เนื้อบนใบหน้า เพื่อให้กล้ามเนื้อที่หนาตัวขึ้นจากการแสดงสีหน้าต่างๆ จนทำให้เกิดเป็นริ้วรอยของผิวหนัง เกิดการอ่อนแรง คลายตัวและมีขนาดเล็กลง ริ้วรอยก็จะหายไป หรือนำไปฉีดเข้าปลายประสาทของกล้ามเนื้อบริเวณมัดกล้ามเนื้อที่ใหญ่ เช่น บริเวณต้นแขน เมื่อกล้ามเนื้ออ่อนแรง คลายตัวแล้วก็จะมีขนาดเล็กลง ทำให้บริเวณนั้นดูเล็กเพรียวลงได้ แต่ผลของการทำโบทอกนี้จะคงอยู่เพียงชั่วคราว คือประมาณ 3-6 เดือน เนื่องจากปลายประสาทมีการสร้างขึ้นมาใหม่ทดแทนได้ ทั้งนี้การทำโบทอกต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการทำ เพราะหากฉีดเกินขนาดก็อาจเกิดผลข้างเคียงคือ กล้ามเนื้ออ่อนแรงจนไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้

บรรณานุกรม

  1. Elias Abrutyn, Botulism, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 15th edition,Braunwald ,Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2001
  2. http://www.who.int/mediacenter/factsheets/fs270/en/# [2013,Nov28].
  3. http://www.thaitox.org/media/upload/file/Journal/2008-2/10%20Symposium%202%20paper%201.pdf [2013,Nov28].


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน admin1 artthat39
Frame Bottom