Blood disease โรคเลือด โรคในระบบโลหิตวิทยา - หาหมอ.com
Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ไขกระดูก  ระบบโลหิตวิทยา 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ซีด  เหนื่อยง่าย  เลือดออกง่าย 

โรคเลือดหมายถึงอะไร?

โรคเลือด (Blood disease) หมายถึงโรคที่มีความผิดปกติของเม็ดเลือดต่างๆ มีความผิด ปกติของสารหรือความผิดปกติของปัจจัยต่อการแข็งตัวของเลือด และรวมถึงโรคมะเร็งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเม็ดเลือด

เนื่องจากเม็ดเลือดมีทั้ง เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ซึ่งเกิดความผิดปกติได้ทั้งนั้น ทั้งความผิดปกติในปริมาณ คือ ทั้งจำนวนมาก หรือจำนวนน้อยเกินไป และความผิดปกติในด้านคุณภาพ คือ การทำงานผิดปกติซึ่งล้วนทำให้เกิดปัญหาได้ทั้งสิ้น

สาร หรือ ปัจจัยต่อการแข็งตัวของเลือดก็เช่นกัน มีความผิดปกติได้ทั้งปริมาณและการทำงาน ซึ่งก็ทำให้เกิดปัญหาโรคเลือด

เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆทั่วร่างกาย ความผิดปกติของระบบเลือด (ระบบโลหิตวิทยา ระบบโรคเลือด) จึงทำให้มีผลต่อร่างกายโดยรวม ในทางกลับกันความผิดปกติจากโรคต่างๆ เช่น โรคติดเชื้อ โรคไต โรคตับ ต่างมีผลทำให้เกิดความผิดปกติของระบบเลือดได้เช่น กัน

โรคเลือด

เซลล์เม็ดเลือดต่างๆมีหน้าที่อย่างไร?

หน้าที่ของเซลล์เม็ดเลือด คือ

เม็ดเลือดแดง (Red blood cells) มีหน้าที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อต่างๆทั่วร่างกาย และรับคาร์บอนไดออกไซด์กลับคืนไปขับออกที่ปอด

เม็ดเลือดขาว (White blood cells) มีหน้าที่เก็บกินเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ และมีหน้าที่สร้างสารคุ้มกันโรค/สารภูมิต้านทาน (Antibody) ให้แก่ร่างกาย

เกล็ดเลือด (Platelets) มีหน้าที่ช่วยให้เลือดแข็งตัว ป้องกันเลือดออกไม่หยุด หรือหยุดยาก โดยทำหน้าที่ร่วมกับสารที่ทำให้เลือดแข็งตัว (Coagulation factor)

เม็ดเลือดมาจากไหน?

เม็ดเลือดต่างๆ มีต้นกำเนิดร่วมกัน โดยมาจากเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (Hematopoie tic stem cells) ซึ่งการที่เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจะมีการแบ่งตัวและมีการเจริญเติบโตจนทำหน้าที่ต่างๆได้สมบูรณ์ ต้องมีการกระตุ้นจากปัจจัยเสริมซึ่งเรียกว่า Growth factors หรือ Cyto kines ที่มีมากมายหลายชนิดทำงานประสานกัน ทำให้มีการเจริญไปเป็นเซลล์ต่างๆ ในสายของเม็ดเลือดแดง ของเม็ดเลือดขาว และของเกล็ดเลือด (เปรียบเทียบได้ว่า เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดเป็นข้าวเปลือก, Growth factors หรือ Cytokines ก็เป็นปุ๋ย)

เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดอยู่ที่ใด?

เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดในคนปกติอยู่ที่ไขกระดูก (เนื้อเยื่อที่อยู่ในโพรงในกระดูก) ที่เราอาจเห็นเปรียบเทียบกับกระดูกไก่หรือกระดูกหมู ข้างนอกเป็นกระดูกแข็ง ภายในเป็นเนื้อเยื่อสร้างเม็ดเลือด ทั้งเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด

ขณะที่ทารกอยู่ในครรภ์มารดาในระยะแรกเริ่ม เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด จะอยู่ที่ตับ และม้าม ต่อจากนั้นเมื่อทารกในครรภ์เจริญขึ้น เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจึงย้ายมาอยู่ที่ไขกระดูกเป็นส่วนใหญ่

ความผิดปกติของระบบเลือดมีอาการและสาเหตุอย่งไร?

สรุปอาการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับโรคเลือด ได้แก่ ภาวะโลหิตจาง เวียนศีรษะ หน้ามืด/เป็นลมง่าย ปวดศีรษะ ในเด็กจะมีอาการหงุดหงิด ไม่รับประทานอาหาร

อาจมีปัสสาวะสีโคล่า แสดงถึงการแตกของเม็ดเลือดแดงในหลอดเลือด

อาจมีอาการเลือดออกตามที่ต่างๆ หรือมีจุดเลือดออกตามตัว มีจ้ำเลือด/ห้อเลือดตาผิวหนังง่ายทั้งๆที่ไม่ได้ถูกกระแทก อาการอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีภาวะหลอดเลือดอุดตันจากลิ่มเลือด หรืออาจมีเลือดออกในสมอง (โรคหลอดเลือดสมอง)

นอกจากนี้ คือ คลำได้ก้อนในท้อง หรือมีต่อมน้ำเหลืองโต มีไข้ไม่ทราบสาเหตุ และ/หรือร่วมกับปวดกระดูก

เมื่อไรควรไปพบแพทย์?

เมื่อมีอาการสำคัญ ดังได้กล่าวแล้วในหัวข้ออาการ ควรรีบพบแพทย์เสมอ เพื่อการวินิจฉัยหาสาเหตุ เพื่อการรักษาที่เหมาะสมแต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

แพทย์วินิจฉัยโรคเลือดอย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคเลือดจาก การสอบถามประวัติอาการ ตรวจร่างกาย และเจาะเลือดตรวจว่าส่วนประกอบของเลือดส่วนใดผิดปกติ เช่น การตรวจเบื้องต้นด้วยการตรวจซีบีซี (CBC) ซึ่งจากประวัติอาการ การตรวจร่างกาย และการตรวจซีบีซี จะเป็นแนวทางให้แพทย์ตรวจเพิ่ม เติมในสิ่งที่จำเป็นในการวินิจฉัย

แพทย์ มักจะตรวจดูสเมียร์ (Smear) เลือด คือ ใช้เลือดหยดใส่แผ่นสไลด์ (Slide/ แผ่นแก้วบางๆ) เกลี่ยให้เลือดบาง แล้วย้อมสีพิเศษ ส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งจากลักษณะที่เห็น ทั้งเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด จะช่วยแพทย์วินิจฉัยได้เพิ่มขึ้น

จากนั้น แพทย์อาจเจาะตรวจไขกระดูก หากสงสัยว่าความผิดปกตินั้นเกิดจากการสร้างเม็ดเลือดต่างๆของไขกระดูก หรือหากมีการทำลายเม็ดเลือดต่างๆมาก ไขกระดูกจะสร้างเซลล์ต่างๆมากขึ้นมาทดแทน การตรวจซีบีซี การตรวจสเมียร์เลือดและตรวจไขกระดูก จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ถูกต้องขึ้น และจากการตรวจไขกระดูกแพทย์อาจพบเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว และ/หรือเซลล์ผิดปกติอื่นๆในไขกระดูก ซึ่งทำให้เกิดอาการต่างๆได้

แพทย์ อาจตรวจเลือดอื่นๆเพิ่มเติมตามความจำเป็น เพื่อช่วยวินิจฉัยโรค เช่นตรวจชนิดของฮีโมโกลบิน หรือตรวจดีเอ็นเอ (DNA) ในกรณีที่สงสัยโรคธาลัสซีเมีย ตรวจเอนไซม์จีซิกพีดี หากสงสัยว่า ภาวะขาดเอนไซม์จีซิกพีดี หรือแพทย์อาจตรวจดูระบบการแข็งตัวของเลือด และสาร/ปัจจัยการแข็งตัวของเลือดหากมีปัญหาเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด เป็นต้น

แพทย์รักษาโรคเลือดอย่างไร?

เนื่องจากโรคเลือดมีมากมายหลายโรค ดังนั้นหลังจากแพทย์วินิจฉัยได้หรืออาจก่อนที่แพทย์จะวินิจฉัยได้ แพทย์อาจให้การรักษาประคับประคองตามอาการล่วงหน้าไปก่อน เช่น หากมีภาวะโลหิตจาง แพทย์จะให้เลือด หากเกล็ดเลือดต่ำมากและมีเลือดออก แพทย์จะให้เกล็ดเลือด หรือหากมีความผิดปกติของสาร/ปัจจัยที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด แพทย์อาจให้สาร/ปัจจัยช่วยให้เลือดแข็งตัวที่ได้จากน้ำเหลืองของเลือด (Plasma) หรือที่ทำสำเร็จรูป เป็นต้น

และหากพบสาเหตุ แพทย์จะให้การรักษาตามสาเหตุ เช่น การรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือหลีกเลี่ยงสาเหตุต่างๆที่ทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น การหยุดยาต่างๆที่เป็นสาเหตุให้เกล็ดเลือดต่ำ เป็นต้น

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคเลือด?

เมื่อมีอาการที่สงสัยว่า เป็นโรคเลือด ควรรีบพบแพทย์ และหากแพทย์แนะนำการรักษา ควรปฏิบัติตาม หากมีข้อสงสัย ควรซักถามแพทย์ให้เข้าใจ และพบแพทย์ตามนัดเสมอ

หากมีความผิดปกติเกิดขึ้นก่อนวันนัด ควรไปพบแพทย์ก่อนนัดเสมอ อย่าเกรงใจหรือกลัวว่าจะถูกดุ เพราะหากมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น การรักษาอย่างเหมาะสมทันท่วงทีเป็นสิ่งสำคัญ

หากมีเลือดออกง่าย ต้องระวังเลือดออกมากขึ้น เช่น การใช้มีด หรืออุบัติเหตุต่างๆ และต้องระวังการทำหัตถการต่างๆที่เสี่ยงต่อเลือดออก เช่น อุบัติเหตุจากการเล่นกีฬาบางชนิด ควรปรึกษาแพทย์ก่อน และต้องมีการเตรียมตัวก่อนทำหัตถการนั้นๆเสมอ

โรคเลือดพบได้บ่อยไหม? ใครเป็นโรคเลือดได้บ้าง?

เนื่องจากโรคเลือดมีหลายชนิด และมีสาเหตุแตกต่างกัน ทั้งที่เป็นสาเหตุทางพันธุกรรม หรือเป็นโรคที่เกิดภายหลัง ทุกคนจึงมีโอกาสจะเป็นโรคเลือดได้

โรคเลือดบางอย่างพบบ่อย เช่น โรคธาลัสซีเมีย พบผู้ที่เป็นโรคประมาณ 1% ของประชา กรทั่วโลก แต่บางโรคพบนานๆครั้ง เช่น โรคฮีโมฟิเลีย

ส่วนภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก เป็นปัญหาของโลก โดยเฉพาะในประเทศยาก จนที่มีคนขาดอาหารมาก ในประเทศไทยพบน้อยลงมากแต่ยังพบในคนที่เลือกกินอาหาร ไม่กินอาหารที่มีธาตุเหล็ก

ใครมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นโรคเลือด?

ในโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม หากมีคนในครอบครัวเป็นโรคเลือด หรืออาจไม่เป็นโรคแต่มีความผิดปกติแฝงอยู่ที่เรียกว่าพาหะโรค จะมีโอกาสเป็นโรคเลือดได้มากกว่าคนที่ไม่มีประวัติครอบครัวเป็นโรค หรือเป็นพาหะ เช่น

โรคเลือดที่พบบ่อยมีโรคอะไรบ้าง?

โรคเลือดที่พบบ่อยในกลุ่มโลหิตจาง ได้แก่ ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก โรค ธาลัสซีเมีย ภาวะขาดเอนไซม์จีซิกพีดี

โรคเลือดรุนแรงไหม? รักษาหายไหม?

โรคเลือด มีอาการแตกต่างกันตามชนิดของโรคเลือด ตั้งแต่อาการน้อยจนถึงอาการมาก แต่ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์มีมาก ผลการรักษาในปัจจุบันดีกว่าในอดีตมาก เช่น

ภาวะขาดธาตุเหล็ก รักษาไม่ยาก เช่น สาเหตุจากไม่ได้สารอาหารครบถ้วน ก็ให้ยาธาตุเหล็กเสริม แนะนำการรับประทานอาหารให้ถูกต้อง สาเหตุจากการเสียเลือดเรื้อรัง หรือจากพยาธิ ก็รักษาสาเหตุ และให้ยาธาตุเหล็กเสริม เป็นต้น

โรคธาลัสซีเมีย ปัจจุบันการให้เลือดทำได้ดีขึ้น มีการพัฒนายาขับธาตุเหล็กดีขึ้นมากเนื่องจากภาวะธาตุเหล็กเกินทำให้อวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ตับ ต่อมไร้ท่อผิดปกติ ในโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง

  • มีการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดซึ่งมีการพัฒนาได้ผลดีขึ้นมาก
  • และการรักษาโดยการเปลี่ยนยีน/จีน (Gene therapy) ในธาลัสซีเมียทำสำเร็จตั้งแต่ ค.ศ. 2007 (พ.ศ. 2550) ขณะนี้ทำไป 2 รายแล้ว และกำลังมีการวิจัยพัฒนาให้ได้ผลดีขึ้น

ขณะที่การควบคุมป้องกันโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง ก็มีการพัฒนาเทคนิคให้การวินิจฉัยได้แม่นยำ และเป็นชนิดที่ไม่ทำให้ผู้ถูกตรวจเจ็บปวดมาก (Non invasive technique)

โรคเลือดออกผิดปกติต่างๆ ก็มีการพัฒนาการรักษาดีขึ้นมาก

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว และโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ในปัจจุบันมีโอกาสรักษาหายสูงขึ้นโดยการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด อาจร่วมกับรังสีรักษา และยังมีการรักษาที่เรียก Targeted the rapy (ยารักษาตรงเป้า) ในมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด

นอกจากนี้การรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดในการรักษาโรคเลือดบางชนิด เช่น โรคมะเร็งเม็ดขาวเอแอลแอล ก็มีการพัฒนาได้ผลดีขึ้นมาก

เมื่อเป็นโรคเลือดควรกินอาหารอะไร? มีข้อห้ามอาหารอะไรไหม?

โดยปกติโรคเลือดทั่วไป กินอาหารได้ปกติ ไม่มีข้อห้าม ยกเว้นโรคธาลัสซีเมียซึ่งมีธาตุเหล็กเกินจากการที่ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กจากทางเดินอาหารมากขึ้นและจากการรักษาด้วยการให้เลือด ควรงดอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ เลือดสัตว์ แต่คนที่ขาดธาตุเหล็กให้กินอาหารที่มีธาตุเหล็กให้เพียงพอ

ผู้ที่มีเลือดออกง่ายหยุดยาก เมื่อมีเลือดออกตามไรฟัน หรือเยื่อบุในปาก ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่แข็งมาก ที่จะทำให้เกิดการบาดเจ็บ และมีเลือดออกง่าย

โรคเลือดมีผลต่อ การงาน การออกกำลังกาย การเรียน ไหม?

ในโรคที่มี ภาวะซีดมาก ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อย ทำให้ทำงานหรือออกกำลังไม่ได้เท่าคนปกติ เช่น ในโรคธาลัสซีเมีย แต่การรักษาโรคธาลัสซีเมียในปัจจุบันการให้เลือดทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดี ทำงานได้เหมือนคนปกติ อาจต้องไปให้เลือดเดือนละครั้ง หากผู้จ้างงานอ่านพบเรื่องนี้กรุณาให้ความอนุเคราะห์ผู้ป่วยและบอกเพื่อนๆของท่านให้อนุเคราะห์ผู้ป่วยด้วย ท่านจะได้คนดีมาทำงานเพราะผู้ป่วยเขาจะซาบซึ้งในความกรุณาของท่านและตั้งใจทำงานมาก ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียที่ผู้เขียนรักษาอยู่ปัจจุบันมีทั้ง เรียนแพทย์ วิศวกรรม เภสัชกรรม นิติศาสตร์ บัญชี วิทยาศาสตร์ ผลการเรียนก็อยู่ในเกณฑ์ดี

ส่วนผู้ที่มีปัญหาเลือดออกง่าย ก็ทำงาน หรือออกกำลังที่ไม่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่น ไม่เล่นกีฬาพวกฟุตบอล รักบี้ หรือวิ่งแข่ง แต่ไปเล่นกีฬาว่ายน้ำแทน เครื่องเล่นตั้งแต่เล็กๆก็เลือกที่ไม่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ โต๊ะ ตู้ เฟอร์นิเจอร์ ควรลบเหลี่ยมคมออก เพราะช่วงเด็กหัดเดินอาจเดินชน

คุณครูที่โรงเรียนควรเข้าใจเรื่องโรคที่เด็กเป็น ให้กำลังใจเขา อย่าให้เพื่อนล้อ หากิจกรรมที่เหมาะสมให้เด็กทำขณะที่เพื่อนคนอื่นไปเล่นกีฬาที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ สำหรับเขา ให้เขามีจุดยืนในสังคม ไม่แปลกแยก เขาจะเป็นคนที่มีคุณภาพมากคนหนึ่ง

ส่วนเด็กที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ในขณะที่มีการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด (ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำจากเคมีบำบัด และ/หรือรังสีรักษา:การดูแลตนเอง) อาจมีอาการ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย กินอาหารน้อยลง/เบื่ออาหาร มีเม็ดเลือดขาวต่ำ ก็ให้พักอยู่บ้าน อย่าเพิ่งไปในที่ที่มีคนมาก เพราะมีโอกาสได้รับเชื้อโรคและติดเชื้อง่าย หากอยู่ในช่วงที่ลดชนิดยา ก็ให้ไปโรงเรียนได้ แต่ใส่ผ้าปิดปากปิดจมูก/หน้ากากอนามัยเพื่อระวังการได้รับเชื้อจากคนอื่น คุณพ่อคุณแม่ควรบอกให้ทางโรงเรียนทราบถึงโรคที่ลูกเป็น และอย่าเพิ่งเคี่ยวเข็ญกับเรื่องเรียนมากเกินไป ให้เข้าใจว่าการไปโรงเรียน เพียงเพื่อให้เด็กได้มีเพื่อน มีสังคม ช่วยในด้านจิตใจให้ดีขึ้น

ผู้ป่วยโรคเลือดตั้งครรภ์ได้ไหม?

ปัจจุบัน ผู้ป่วยโรคเลือดหลายโรคมีบุตรได้ เช่น ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย ที่อาการไม่รุนแรง ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่รักษาหายแล้ว

แต่การจะตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์เสียก่อน เพราะมีหลายประเด็นที่จะต้องคำนึงถึงว่าการตั้งครรภ์นั้นจะมีอันตรายต่อทั้งแม่และลูกไหม เช่น แม่ที่มีปัญหาเรื่องเลือดออกง่าย จะต้องวางแผนการอย่างไร แม่ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียที่ได้รับยาขับธาตุเหล็กต้องหยุดยาก่อน แม่อาจมีภาวะโลหิตจางมากขึ้นช่วงตั้งครรภ์ อาจต้องได้รับเลือด แม่ที่ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือดต้องให้ยาชนิดใด เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงที่กำลังได้รับยาเคมีบำบัด ยังไม่ควรตั้งครรภ์

ดังนั้น ผู้ชายที่เป็นโรคเลือด สามารถมีบุตรได้ตามความแข็งแรงของสุขภาพ ส่วนในผู้หญิง เนื่องจากต้องมีการตั้งครรภ์ เมื่อต้องการมีบุตร จึงจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ก่อน เพื่อการวางแผนทางการรักษา ในการดูแลตนเองขณะตั้งครรภ์ และในการดูแลทารกในครรภ์ นอกจากนั้น ขณะตั้งครรภ์ ยังจำเป็นต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามแพทย์ พยาบาลแนะนำอย่างถูกต้อง เคร่งครัดเสมอ

บรรณานุกรม

  1. Shaheen M, Broxmeyer HE. The humoral requlation of hematopoiesis. In: Hoffman R, Benz EJ, Shattil S, et al. esd. Hematology: Basic principles and practice. Philadelphia: Churchill Livingstone Elsevier. 2009. p.253-275.
  2. Papayannopoulou T, Migliaccio AR, Abkowitz JL, D’ Andrea AD. Biology of erytropoiesis, erythroid differentiation, and maturation. In: Hoffman R, Benz EJ, Shattil S, et al. esd. Hematology: Basic principles and practice. Philadelphia: Churchill Livingstone Elsevier. 2009. p.276-294.
  3. Khanna-Gupta A, Berliner N. Granulocytopoiesis and monocytopoiesis. In: Hoffman R, Benz EJ, Shattil S, et al. esds. Hematology: Basic principles and practice. Philadelphia: Churchill Livingstone Elsevier. 2009. p.295-304.
  4. Cantor AB. Thrombocytopoiesis. In: Hoffman R, Benz EJ, Shattil S, et al. esds. Hematology: Basic principles and practice. Philadelphia: Churchill Livingstone Elsevier. 2009. p.305-318.
  5. Common laboratory value http://www.aapd.org/media/Policies_Guidelines/RS_LabValues.pdf [2012,Aug29].


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน suttidaexo88 nongnuchte
Frame Bottom