Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

หลอดลม  ระบบทางเดินหายใจ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

หอบ  หายใจลำบาก 

บทนำ

โรคหืด (Asthma) เป็นโรคพบบ่อยในประเทศไทย โดยพบโรคหืดในเด็กมีมากถึง 10 -12% ของเด็กทั้งหมด ส่วนผู้ใหญ่พบน้อยกว่าคือประมาณ 6.9% ซึ่งในประเทศไทยคาดว่าน่า จะมีผู้ป่วยโรคหืดไม่น้อยกว่า 3 ล้านคน

โรคหืดยังเป็นโรคที่มีผลกระทบต่อผู้ป่วยและระบบสาธารณสุขของประเทศค่อนข้างสูง เพราะเป็นโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคหืดจะมีอาการหอบเหนื่อยเป็นๆหายๆ สมรรถภาพในการทำงานของปอดลดลง ทำให้เหนื่อยง่ายกว่าคนปกติ บางครั้งจะมีอาการหอบรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉินหรือต้องเข้านอนรับการรักษาในโรงพยาบาล ทำให้คุณภาพชีวิตผู้ป่วยลดลง บางครั้งอาจถึงกับต้องหยุดการทำงาน ส่งผลให้สูญเสียรายได้และลดผลผลิตของประเทศ

จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า มีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่อง จากโรคหืดเพิ่มขึ้นทุกปีนับตั้งแต่ 66,679 คนในปี พ.ศ. 2538 เป็น 102,273 คนในปี พ.ศ.2552 และที่สำคัญคือ มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหืด 806 คนในปี พ.ศ. 2540 เพิ่มเป็น 1,697 คนในปี พ.ศ. 2546

โรคหืดเกิดขึ้นได้อย่างไร? มีปัจจัยเสี่ยงไหม?

โรคหืด

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคหืดได้แก่ กรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม เช่นถ้าพ่อแม่เป็นโรคหืด ลูกจะ มีโอกาสเป็นโรคหืดเพิ่มขึ้น ส่วนสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดโรคหืดที่สำคัญได้แก่ สารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น ขนสุนัข ขนแมว เป็นต้น มีการศึกษาพบว่า บ้านที่พ่อและ/หรือแม่สูบบุหรี่ ลูกมีโอ กาสเป็นโรคหืดมากกว่าบ้านที่พ่อแม่ไม่สูบบุหรี่

โรคหืดมีอาการอย่างไร?

อาการสำคัญของผู้ป่วยโรคหืดคือ อาการไอ อาการหอบ และหายใจมีเสียงหวีด อาการไอมักจะไอแห้งๆหรืออาจมีเสมหะเล็กน้อย สีขาวใส ผู้ป่วยจะมีอาการเป็นๆหายๆ อาการมักเป็น มากในเวลากลางคืนหรือเวลาที่สัมผัสสิ่งกระตุ้น (สารก่อภูมิแพ้) เนื่องจากหลอดลมผู้ป่วยโรคหืดไวต่อสิ่งกระตุ้นผิดปกติ ดังนั้นเวลาสัมผัสสิ่งกระตุ้นหลอดลมจะหดตัวทำให้หลอดลมตีบ ทำให้ผู้ป่วยโรคหืดมีอาการไอ หอบ หายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีด ซึ่งเราเรียกว่า การจับหืด

ถ้าหลอดลมไม่ตีบมากนัก ผู้ป่วยอาจมีแต่อาการไอเพียงอย่างเดียวและไม่รู้สึกเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก หรือมีเสียงหวีด

อาการหอบหายใจลำบากและมีเสียงหวีดนี้ บางทีก็อาจทุเลาหายไปได้เองหรือดีขึ้นเมื่อกินยาหรือพ่นยาขยายหลอดลม แต่ถ้าหลอดลมตีบมากผู้ป่วยก็จะมีอาการมากจนทำงานปกติไม่ไหว ต้องหยุดงานและต้องมารับการรักษาที่โรงพยาบาลหรือห้องฉุกเฉิน

บางครั้งหลอดลมตีบมาก ผู้ป่วยอาจหายใจไม่ได้เลย ส่งผลให้ขาดอากาศหายใจ ทำให้เสียชีวิตได้ ซึ่งเรามักจะไม่ทราบว่าโรคหืดทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ เพราะส่วนมากผู้ป่วยจะไม่เสีย ชีวิตเพราะได้รับการรักษาก่อน

สิ่งกระตุ้นที่จะทำให้ผู้ป่วยโรคหืดหอบได้มีหลายอย่างเช่น

แพทย์วินิจฉัยโรคหืดได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคหืดได้โดยอาศัยการซักประวัติที่มีอาการที่เข้าได้กับโรคหืด เช่น มีอาการไอ หอบ หายใจมีเสียงหวีดเป็นๆหายๆหรือมีอาการไอเรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไอมากในเวลากลางคืน หรือคนที่ไอเรื้อรังหลังจากเป็นไข้หวัด

แพทย์จะอาศัยการตรวจร่างกาย ตรวจฟังการหายใจจากหูฟัง เพื่อดูว่ามีหลอดลมตีบหรือไม่ ถ้ามีหลอดลมตีบแพทย์จะตรวจได้เสียงดังหวีดที่ทรวงอกทั้งสองข้าง แต่ส่วนมากอาจตรวจไม่พบความผิดปกติ เพราะจะได้ยินเสียงหวีดก็ต่อเมื่อหลอดลมตีบมากเท่านั้น

การจะยืนยันได้แน่นอนว่าเป็นโรคหืดจริง ต้องอาศัยการตรวจสมรรถภาพปอดซึ่งอาจทำได้โดย

  • การตรวจสมรรถภาพปอดโดยการใช้เครื่องตรวจสมรรถภาพปอด (Spirometry) การตรวจสมรรถภาพปอดเป็นการตรวจที่ทำได้ไม่ยากและไม่เจ็บตัว โดยการให้ผู้ป่วยเป่าลมแรงๆเข้าไปในเครื่องตรวจสมรรถภาพปอด เครื่องจะวัดปริมาตรและความเร็วลมที่เป่าออกมา ถ้าหลอดลมตีบ ความเร็วลมที่เป่าออกมาจะลดลง ซึ่งถ้าพบว่ามีการอุดกั้นทางเดินหายใจ (หลอดลมตีบ) แล้วให้ผู้ป่วยพ่นยาขยายหลอดลม หลังจากนั้นตรวจความเร็วลมที่เป่าออกมาซ้ำ ค่าการตรวจความเร็วลมดีขึ้นมากกว่าเดิม 12% ก็สามารถ ให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคหืดได้ ซึ่งการตรวจสมรรถภาพปอดยังสามารถบอกได้ว่าผู้ป่วยมีหลอดลมตีบมากน้อยเพียงใด

    คนไข้โรคหืดควรได้รับการตรวจสมรรถภาพปอดทุกคน เพื่อวินิจฉัยว่าเป็นโรคหืดจริงหรือไม่ ถ้าเป็นโรค เป็นรุนแรงระดับไหน นอกจากนี้การตรวจสมรรถภาพปอดยังใช้ในการติดตามดูผลของการรักษาว่าดีขึ้นมากน้อยเพียงไหน หลังการรักษาแล้วสมรรถภาพปอดจะกลับมาเป็นปกติหรือยัง

  • นอกจากนี้ มีวิธีตรวจสมรรถภาพปอดแบบง่ายๆที่ผู้ป่วยสามารถทำเองได้ที่บ้านหรือที่โรงพยาบาลขนาดเล็ก โดยการใช้เครื่องวัดความเร็วสูงสุดของลมหรือพีคโฟลว์มิเตอร์(Peak Flow Meter) ซึ่งมีราคาไม่แพงมากประมาณ 800 บาท ซึ่งจะช่วยผู้ป่วยในการประเมินความรุนแรงของโรคหืดได้

    วิธีการใช้พีคโฟลว์มิเตอร์ก็ไม่ยาก เพียงแต่ผู้ป่วยสูดลมให้เต็มปอดแล้วเป่าออก ให้แรงที่สุด ค่าที่วัดได้จะเป็นค่าความเร็วสูงสุดของลมที่เป่าออกได้ (peak expiratory flow rate หรือ PEFR/พีอีเอฟอาร์) หน่วยเป็นลิตร/นาที ถ้าหลอดลมตีบค่าที่เป่าได้จะต่ำ ถ้าหลอดลมไม่ตีบค่าที่เป่าได้จะได้สูง และเมื่อพ่นยาขยายหลอดลมแล้วค่าพีอีเอฟอาร์ดีขึ้นมากกว่า 20% ก็วินิจฉัยว่าเป็นโรคหืดได้

  • การวัดความผันผวนของค่าพีอีเอฟอาร์ (Peak flow variability) โดยใช้เครื่องวัดความเร็วของลมสูงสุดพีคโฟลว์มิเตอร์ดังกล่าว วิธีการตรวจคือ ให้ผู้ป่วยวัดค่าพีอีเอฟอาร์ เช้าและเย็นเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แล้วจดบันทึกมามอบให้แพทย์ แล้วแพทย์นำมาคำนวณหาค่าความผันผวน ซึ่งมีวิธีคำนวณได้หลายแบบขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์

    ในคนปกติหลอดลมไม่ค่อยจะหดขยายมากนัก ดังนั้นความผันผวนจะน้อยกว่า 20% แต่หลอดลมผู้ป่วยโรคหืดจะหดขยายอยู่เรื่อยๆทำให้ค่าความผันผวนของพีอีเอฟอาร์มากกว่า 20% ดังนั้นถ้าวัดความผันผวนของค่าพีอีเอฟอาร์ได้มากกว่า 20% ก็ถือว่าเป็นโรคหืดได้

  • การวัดความไวของหลอดลมต่อสิ่งกระตุ้น (Bronchial provocation test) บางครั้งผู้ ป่วยไม่มีอาการหอบ การตรวจสมรรถภาพปอดอาจจะอยู่ในเกณฑ์ปกติ ทำให้วินิจฉัย โรคหืดไม่ได้ ในกรณีเช่นนี้แพทย์จะวินิจฉัยโรคหืดได้โดยการวัดความไวของหลอด ลมต่อสิ่งกระตุ้นเพราะผู้ป่วยโรคหืดจะมีหลอดลมที่ไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าคนปกติ

    วิธีการวัดความไวของหลอดลมทำได้ไม่ยาก โดยให้ผู้ป่วยเป่าลมในการตรวจสมรรถภาพปอด แล้วให้สูดดมสารกระตุ้นเช่น สารเมธาโคลีน (Methacholine) หลัง จากนั้น วัดค่าการเป่าลมซ้ำแล้วค่อยๆเพิ่มความเข้มข้นของสารกระตุ้นไปเรื่อยๆ จนกระ ทั่งค่าเป่าลมลดลง 20% ซึ่งแพทย์จะแปลผลและวินิจฉัยโรคหืดได้จากการนำค่าสมรรถ ภาพปอดที่ลดลงและขนาดของสารกระตุ้นมาเขียนเป็นรูปกราฟ

  • นอกจากนี้ แพทย์อาจตรวจอื่นๆเพิ่มเติมเช่น การตรวจเอ็กเรย์ปอดเพื่อดูว่าไม่มีโรคอื่น ที่ให้อาการคล้ายๆโรคหืด ซึ่งการตรวจเอ็กเรย์ปอดของผู้ป่วยโรคหืดจะไม่พบความผิดปกติ

โรคหืดมีความรุนแรงกี่ระดับ?

โรคหืดอาจแบ่งตามความรุนแรงของโรคเป็น 4 ระดับโดยอาศัยจากความถี่ห่างของอาการ หอบในช่วงกลางวัน ความถี่ห่างของอาการหอบในช่วงกลางคืน การวัดสมรรถภาพปอด และค่าความผันผวนของพีอีเอฟอาร์ (ตารางที่ 1) ซึ่งการจำแนกความรุนแรงของโรคหืดเพื่อแพทย์ให้ยารักษาตามความรุนแรง

ตารางที่ 1. การจำแนกความรุนแรงของโรคหืดโดยอาศัยความถี่ของอาการหอบในช่วงกลางวัน ความถี่ของอาการหอบในช่วงกลางคืน การตรวจสมรรถภาพปอดหรือพีอีเอฟอาร์ และค่าความผันผวนของPEFR 4,5

ความรุนแรงของโรคหืด อาการหอบกลางวัน อาการหอบกลางคืน พีอีเอฟ อาร์ ความผันผวนของพีอีเอฟอาร์
1. Intermittent (ระดับเป็นๆหายๆ) มีอาการนานนานครั้ง ช่วงที่มีอาการจะมีอาการ ( <2ครั้ง/เดือน ) (>80%) (<20%)
2. Mild persistent (ระดับรุนแรงน้อย) มีอาการ>1 ครั้ง/สัปดาห์ ( >2/เดือน) (>80%) ( 20-30%)
3. Moderate persistent(ระดับรุนแรงปานกลาง) มีอาการเกือบทุกวัน (>1/สัปดาห์) (60-80%) (>30%)
4. Severe persistent(ระดับรุนแรงมาก) มีอาการตลอดเวลา บ่อยๆ (<60%) (>30%)

โรคหืดมีวิธีรักษาอย่างไร?

แต่ก่อนเราจะเข้าใจว่าโรคหืดเป็นโรคที่รักษาไม่ได้ เนื่องจากเราไม่เข้าใจสาเหตุที่หลอด ลมคนไข้โรคหืดไวต่อสิ่งกระตุ้นเลยไม่รู้วิธีรักษา และคิดว่าโรคหืดรักษาไม่ได้ จึงรักษาแต่อา การที่เกิดจากหลอดลมหดโดยการให้ยาคลายกล้ามเนื้อหรือยาขยายหลอดลม ปัจจุบันความรู้เกี่ยวกับโรคหืดพัฒนาไปมาก ทำให้เรามีวิธีการรักษาโรคหืดที่ได้ผล จนทำให้คนไข้โรคหืดมีชีวิตเหมือนคนปกติธรรมดาได้โดยไม่ยาก

หลักการรักษาโรคหืดในปัจจุบัน เราทราบว่าสาเหตุของโรคหืดคือมีหลอดลมอักเสบซึ่งการอักเสบชนิดไม่ได้เกิดจากติดเชื้อ ทำให้หลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้น ดังนั้นเวลาสัมผัสสิ่งกระ ตุ้นหลอดลมจะตีบ ทำให้เกิดการหอบ หายใจมีเสียงหวีด เรียกว่าจับหืด เมื่อเรารักษาหลอดลมอักเสบให้ดีขึ้น หลอดลมก็จะไม่ไวต่อสิ่งกระตุ้น พอสัมผัสสิ่งกระตุ้นก็จะไม่หอบ คนไข้โรคหืดก็จะกลับมาเป็นคนปกติได้

ในอดีตเรามักใช้แต่ยาขยายหลอดลมเวลามีอาการจับหืด ทำให้อาการดีขึ้นชั่วคราว ซึ่งเป็นการรักษาอาการเท่านั้นไม่ได้รักษาการอักเสบของหลอดลม ดังนั้นโรคหืดจึงไม่ดีขึ้นและอา การมักจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆตามระยะเวลาที่เป็นหืด แต่ในปัจจุบันเราทราบว่าการอักเสบเป็นสา เหตุของหลอดลมไว ดังนั้นแพทย์จะให้ยาลดการอักเสบของหลอดลมซึ่งได้แก่ ยาพ่นเสตียรอยด์ เมื่อหลอดลมอักเสบลดลงหรือหายไป หลอดลมก็จะไม่ไวต่อสิ่งกระตุ้นและเวลาเจอสิ่งกระตุ้นก็จะไม่หอบ ดังนั้นยาพ่นเสตียรอยด์จึงเป็นยาหลักในการรักษาโรคหืด และเมื่อเราใช้ยาลดการอักเสบเป็นเวลานาน โรคหืดสามารถรักษาให้สงบลงได้และสามารถหยุดยาได้

ปัจจุบันมีแนวทางการรักษาโรคหืดที่ทำให้การรักษาโรคหืดทั่วโลกเป็นไปในแนวทางเดียวกันเรียกว่า GINA Guideline 4 ในประเทศไทยก็มีแนวทางการรักษาตามแบบของ GINA Guideline ที่เรียกว่า แนวปฏิบัติบริการสาธารณสุข: การดูแลผู้ป่วยโรคหืด พ.ศ. 25515

เป้าหมายการรักษาในปัจจุบันคือ ทำให้ผู้ป่วยโรคหืดมีชีวิตเช่นคนปกตินั่นคือสามารถควบ คุมโรคให้สงบได้ ป้องกันการกำเริบของโรค ยกสมรรถภาพปอดให้เป็นปกติ ทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตเช่นคนปกติ หลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยา และลดการเสียชีวิตจากโรคหืด

แนวทางการรักษาคือ

  1. ผู้ป่วยและญาติต้องมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโรคหืดและยารักษาโรค เพื่อให้เกิดความร่วมมือกับแพทย์ในการรักษา สิ่งสำคัญที่ผู้ป่วยต้องเข้าใจก็คือ โรคหืดเป็นโรคที่มีการอักเสบของหลอดลมทำให้หลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้น เมื่อเจอสิ่งกระตุ้นหลอดลมจึงตีบ ดังนั้นการรักษาโรคหืดไม่ใช่การรักษาหลอดลมตีบ แต่เป็นการรักษาหลอดลมอักเสบซึ่งต้องใช้เวลาในการรักษานาน ถึงแม้ว่าอาการอาจจะไม่มีแล้วก็ตาม ซึ่งผู้ป่วยส่วนมากจะไม่เข้าใจ และผู้ป่วยต้องเข้าใจว่ายารัก ษาโรคหืดจะแบ่งเป็น 2 ประเภทได้แก่
  2. ผู้ป่วยจะต้องหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้หอบ สิ่งสำคัญคือสารก่อภูมิแพ้เช่น ฝุ่นบ้าน ไรฝุ่น และขนสัตว์
  3. ผู้ป่วยจะต้องรู้จักการประเมินโรค การประเมินโรคอาศัยอาการหอบอย่างเดียวไม่พอ จะต้องมีการประเมินสมรรถภาพปอดด้วย เพราะว่าหลอดลมที่ตีบไม่มากผู้ป่วยอาจจะไม่มีอาการ ผู้ป่วยจะมีอาการต่อเมื่อหลอดลมตีบมาก ดังนั้นถ้ารอดูแต่อาการเราจะประเมินโรคต่ำกว่าที่ควร ให้การ รักษาต่ำกว่าที่ควร ผู้ป่วยอาจจะหาซื้อเครื่องวัดความเร็วสูงสุดของลมที่เป่าออกที่เรียกว่า พีคโฟลว์ มิเตอร์ (Peak Flow Meter) ราคาประมาณ 800 บาทดังกล่าวแล้วก็จะสามารถประเมินโรคได้ดีขึ้น
  4. การใช้ยารักษา ยารักษาโรคหืดแบ่งเป็น 2 ชนิดคือ
    1. ยาควบคุมโรค (Controllers)) เป็นยาที่ใช้เพื่อควบคุมโรคจะต้องใช้สม่ำเสมอแม้ ว่าจะไม่มีอาการ ซึ่งประกอบด้วย ยาพ่นสเตียรอยด์ (inhaled corticosteroids) เป็นยาหลักที่ใช้ในการรักษาโรคหืดเพราะมีฤทธิ์ลดการอักเสบของหลอดลมได้ เมื่อหลอดลมอักเสบดีขึ้น หลอดลมจะไม่ไวต่อสิ่งกระตุ้น อาการหอบก็จะหายไปในที่สุด ยาพ่นสเตีย รอยด์ถือว่าเป็นยารักษาโรคหืดได้ ยาพ่นสเตียรอยด์เป็นยาที่ปลอดภัยเพราะขนาดยาที่ใช้จะต่ำมากไม่เหมือนกับการกินยาสเตียรอยด์ซึ่งจะมีโทษมาก โทษของยาพ่นสเตีย รอยด์ที่อาจจะพบได้เช่น เสียงแหบและมีฝ้าขาวในปากจากเชื้อรา ซึ่งป้องกันได้โดยบ้วนปากทุกครั้งหลังพ่นยาด้วยน้ำประปาสะอาดหรือน้ำเกลือโรงพยาบาล (normal saline) ซึ่งมีขายตามร้านขายยาทั่วไป หรือยาบ้วนปากตามแพทย์/พยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยแนะนำ
    2. ยาขยายหลอดลมหรือยาบรรเทาอาการ (relievers) ที่สำคัญคือยาพ่นขยายหลอดลมเบต้าอะโกนิส (ß2 agonist) เช่น เวนโทลิน (Ventolin) บริคคานิล (Bricanyl) หรือเม็บติน (Meptin) ซึ่งใช้บรรเทาอาการเวลาหอบ โดยจะใช้เฉพาะเวลาที่มีอาการหอบเท่านั้น อาการข้างเคียงของยากลุ่มนี้คืออาจจะมีใจสั่นมือสั่นบ้าง

    อนึ่ง ยาที่ใช้รักษาโรคหืดมีทั้งยากิน ยาฉีด ยาพ่น ซึ่งยาพ่นเป็นยาที่ดี เพราะเป็นยาที่ใช้เฉพาะที่ จึงได้ผลดีและปริมาณยาที่ใช้จะมีขนาดต่ำมาก จึงมีอาการข้างเคียงน้อยกว่ายากิน ดังนั้นในปัจจุบันการรักษาโรคหืดจึงนิยมใช้ยาชนิดสูดพ่นเป็นหลัก

โรคหืดรักษาหายไหม?

โรคหืดสามารถรักษาจนผู้ป่วยมีชีวิตเช่นคนปกติได้ไม่ยาก โดยการให้ยารักษาซึ่งได้แก่ยาพ่นเสตียรอยด์ เมื่อใช้ยาพ่นเสตียรอยด์เป็นเวลานานๆเช่น 1 - 3 ปี จะทำให้การอักเสบของหลอดลมลดลงมาก ทำให้หลอดลมไม่ไวต่อสิ่งกระตุ้น ผู้ป่วยก็จะไม่มีอาการได้ ซึ่งเรียกว่าโรคหืดอยู่ในระยะสงบ ทั้งนี้ในโรคระยะนี้ผู้ป่วยสามารถหยุดยาได้ ซึ่งผู้ป่วยจะไม่มีอาการหอบและผู้ป่วยไม่ต้องใช้ยา ดังนั้นผู้ป่วยจะพูดว่าหายจากโรคหืดแล้ว แต่แพทย์จะไม่เรียกว่าโรคหืดหาย แพทย์จะเรียกว่าโรคหืดอยู่ในภาวะสงบ ซึ่งอาจจะสงบไปนานเท่าไหร่ก็ได้ ขึ้นกับการดูแลตน เองของผู้ป่วยและการพบแพทย์สม่ำเสมอตามนัด

มีวิธีตรวจคัดกรองโรคหืดไหม?

เนื่องจากโรคหืดเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ เมื่อมีประวัติพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นโรคหืดก็มีโอกาสเป็นโรคหืดมากกว่าคนอื่น โดยอาการที่จะต้องสงสัยว่าเป็นโรคหืดได้แก่ อาการไอเรื้อรังโดยเฉพาะเวลาที่ไม่ได้เป็นหวัด เด็กที่ไอเวลาวิ่งเหนื่อยๆ ไอเวลากลางคืน ไอแล้วอาเจียน เป็นหวัดแล้วหายช้ากว่าปกติ อาการเหล่านี้ควรต้องสงสัยว่าอาจจะเป็นโรคหืดได้ เมื่อมีอาการเหล่านี้จึงควรพบแพทย์เพื่อจะได้รับการตรวจวินิจฉัยให้แน่นอน

โรคหืดป้องกันได้ไหม?

โรคหืดมีสาเหตุจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ในเด็กที่พ่อแม่เป็นโรคหืดลูกจะมีโอกาสเป็นโรคหืดเพิ่มขึ้นซึ่งปัจจัยนี้อาจจะป้องกันไม่ได้

สิ่งแวดล้อมมีผลต่อการเกิดโรคหืดมาก สิ่งที่สำคัญได้แก่ สารก่อภูมิแพ้เช่น ไรฝุ่น ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ ควันบุหรี่ ฯลฯ ทั้งนี้มีการศึกษาพบว่า เด็กที่อาศัยในบ้านที่มีระดับสารก่อภูมิ แพ้มากจะมีโอกาสเป็นโรคหืดมากกว่าเด็กที่อาศัยในบ้านที่มีระดับสารก่อภูมิแพ้ต่ำ เด็กที่อาศัยในบ้านที่พ่อหรือแม่สูบบุหรี่มีโอกาสเกิดโรคหืดมากกว่าเด็กที่อาศัยในบ้านที่พ่อแม่ไม่สูบบุหรี่ ดังนั้นจากความรู้ที่เรามีเราอาจสามารถลดการเกิดโรคหืดได้โดยพยายามดูแลบ้านให้สะอาดปราศจากฝุ่นละออง ไม่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงในบ้าน ไม่มีคนสูบบุหรี่ เป็นต้น

เมื่อไรจึงควรพบแพทย์เพื่อตรวจโรคหืด?

เมื่อมีอาการต้องสงสัยดังกล่าวก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อการวินิจฉัยโรคหืดที่แน่นอนและเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เมื่อไปพบแพทย์สิ่งที่แพทย์จะให้การดูแลรักษาคือ

  1. ให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคหืดจริงหรือไม่ มีโรคอื่นๆร่วมกับโรคหืดหรือเปล่า เพราะว่าผู้ป่วยโรคหืด 60 - 70% จะมีโรคภูมิแพ้หูคอจมูกร่วมด้วย ซึ่งถ้าไม่รักษาไปด้วยก็จะทำให้การรักษาโรคหืดไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร
  2. ประเมินว่าโรคหืดควบคุมได้หรือยัง เป้าหมายของการรักษาโรคหืดคือควบคุมโรคหืดให้ได้ ซึ่งแพทย์จะบอกว่าควบคุมโรคหืดได้เมื่อผู้ป่วย

    ดังนั้นจะเห็นว่าผู้ป่วยสามารถประเมินตนเองได้บางส่วน แต่บางส่วนจะต้องให้แพทย์ช่วยประเมินคือ การตรวจสมรรถภาพปอดและการดูอาการข้างเคียงจากการใช้ยา

  3. จัดการรักษาโดยการให้ยาที่เหมาะสม การรักษาโรคหืดจะต้องมีการเพิ่มหรือลดยาตลอด เวลาตามความรุนแรงของโรค การรักษาโรคหืดจะพยายามใช้ยาให้น้อยที่สุดที่พอจะควบ คุมโรคได้เพื่อจะลดอาการข้างเคียงจากยา ดังนั้นจึงจำเป็นที่ผู้ป่วยต้องมาพบแพทย์ตามแพทย์นัดเสมอเช่น ทุก 3 - 6 เดือน
  4. แพทย์อาจวางแผนการรักษาให้ผู้ป่วยในกรณีที่โรคกำเริบว่าควรจะต้องทำอะไรเช่น อาจ จะมีการเตรียมยาสเตียรอยด์ชนิดเม็ดไว้ที่บ้านเมื่อมีอาการกำเริบ ก็รีบกินก่อนที่จะหอบรุน แรงก็จะลดการที่จะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลลงได้

บรรณานุกรม

  1. 1. American Thoracic Society. Lung function testing: selection of reference values and interpretative strategies. Am Rev Respir Dis 1991; 144:1202-1218
  2. Reddel H, Jenkins C, Woolcock A. Diurnal variability--time to change asthma guidelines? Bmj 1999; 319:45-47
  3. Toelle BG, Peat JK, Salome CM, et al. Toward a definition of asthma for epidemiology. Am Rev Respir Dis 1992; 146:633-637
  4. Global initiative for asthma. Global strategy for asthma management and prevention NHLBI/WHO workshop report, 1995
  5. คณะกรรมการปรับปรุงแนวทางการวินิจฉัยและรักษาโรคหืด พ.ศ. 2551. แนวปฏิบัติบริการสาธารณสุข:การดูแลผู้ป่วยโรคหืด พ.ศ. 2551. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช), 2552; 118
  6. Chetta A, Del Donno M, Maiocchi G, et al. Prolonged bronchodilating effect of formoterol versus procaterol in bronchial asthma. Ann Allergy 1993; 70:171-174
  7. Johnson M. Pharmacology of long-acting b-agonists. Annals of allergy,asthma, &immunology 1995; 74:177-178
  8. Drazen JM, Israel E, O'Byrne PM. Treatment of asthma with drugs modifying the leukotriene pathway. New England Journal Of Medicine 1999; 340:197-206
Updated 2015, Feb 7

เว็บบอร์ด
User โรคมือเท้าปาก จากโรงเรียนหนูน้อย อาการเจ็บซี่โครง อาจเกิดจากการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และ/หรือของกระดูกซี่โครง ดังนั้นจึงขึ้นกับว่าคุณไปทำอะไรมา เช่น การออกแรงใช้กล้ามเนื้อ/กระดูก.... โดย Tippatai » 02/05/2012

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน sirikul march.rattanatham
Frame Bottom