Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ทั้งตัว  ระบบเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

หนังแข็ง  มีแผลปลายนิ้วหลายนิ้วพร้อมกัน 

บทนำ

โรคหนังแข็ง (Scleroderma) เป็นโรคที่คนไทยไม่ค่อยคุ้นหู หรือบางคนอาจไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย บางคนอาจเคยเห็นผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ทางรายการโทรทัศน์ เพราะคนเห็นว่าเป็นโรคแปลกที่ไม่ได้พบเห็นมากนัก โรคหนังแข็ง มีชื่อทางการแพทย์ว่า “สเคลอโรเดอร์มา(Scleroderma)” เป็นชื่อที่มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก คำว่า “สกีรอส (Skleros)” หรือ “สเคลอรอส (Sclerose)” แปลว่า “แข็ง” ส่วนคำว่า “เดอร์เมีย (Dermia)” หรือ “เดอร์มา (Derma)” นั้นแปลว่า “ผิวหนัง” คำว่าสเคลอโรเดอร์มา จึงแปลว่า หนังแข็ง ซึ่งเป็นอาการเด่นของโรคนี้ สาเหตุที่ทำให้ผิวหนังแข็งกว่าปกติ เกิดจากความผิดปกติในการทำงานของเซลล์พังผืดที่มีชื่อทางการแพทย์ว่า เซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast)

เซลล์พังผืดหรือเซลล์ไฟโบรบลาสต์คืออะไร?

โรคหนังแข็ง

เซลล์พังผืด/ไฟโบรบลาสต์ เป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างไยคอลลาเจน (Collagen fiber) ที่ช่วยพยุงเนื้อเยื่อร่างกายให้ทรงรูป และมีความยืดหยุ่น (ตำแหน่งที่พวกเราคุ้นเคย คือ ไยคอล ลาเจนใต้ผิวหนัง ที่ทำให้ผิวหนังตึงไม่เหี่ยวย่น และมีความยืดหยุ่น) เมื่อเนื้อเยื่อร่างกายได้รับบาดเจ็บ หรือแตกแยกออกจากกัน เซลล์ไฟโบรบลาสต์จะเร่งการผลิตไยคอลลาเจนออกมาซ่อมแซมประสานเนื้อเยื่อเข้าด้วยกัน ตำแหน่งที่มีไยคอลลาเจนอยู่เป็นจำนวนมาก จะมีลักษณะนูนแข็งอยู่ชั่วคราว (เช่น แผลเป็นที่ผิวหนังระยะแรกๆ) เมื่อแผลหายสนิทเซลล์ไฟโบรบลาสต์จะลดอัตราการสร้างไยคอลลาเจนลง ปล่อยให้กระบวนการอื่นออกมา ทำหน้าที่ตบแต่งแผล เป็นให้กลับมามีสภาพคล้ายเดิมมากที่สุด นั่นหมายความว่าการทำหน้าที่ของเซลล์ไฟโบร บลาสต์ ต้องสอดคล้องกับสถานการณ์ มีการสร้างพอดีในภาวะปกติ หรือเพิ่มขึ้นชั่วคราว เพื่อซ่อมแซมเนื้อเยือที่ได้รับบาดเจ็บ การทำงานที่น้อยไปจะทำให้เนื้อเยื่อไม่คงรูป เช่นการเหี่ยวย่นของผิวหนัง หรือถ้ามากเกินไปจะทำเกิดแผลเป็นที่นูนแข็งผิดปกติ เช่น แผลเป็นคีลอยด์ (Keloid/แผลเป็นนูน)

อนึ่ง โรคหนังแข็งนั้น เกิดจากเซลล์ไฟโบรบลาสต์ทำงานผิดปกติเป็นบริเวณกว้าง โดยที่เนื้อเยื่อร่างกายไม่ได้รับการบาดเจ็บแต่อย่างใด ทำให้มีการสร้างไยคอลลาเจนออกมาเป็นจำ นวนมาก ไม่มีขีดจำกัด และเข้าไปแทรกอยู่ใต้ผิวหนังจำนวนมาก จนทำให้ผิวหนัง บวม ตึง และแข็ง เป็นบริเวณกว้าง คล้ายผิวของหุ่นขี้ผึ้งที่ตึงแข็งจนหยิบไม่ขึ้น และขาดความยืดหยุ่น

อย่างไรก็ตาเซลล์ไฟโบรบลาสต์ ไม่ได้มีเฉพาะที่ผิวหนัง แต่จะแทรกอยู่ตาเนื้อเยื่อร่างกายทุกชนิด โรคนี้จึงส่งผลกระทบไปยังเนื้อเยื่อของอวัยวะในระบบอื่นๆได้ (เช่น ระบบทาง เดินอาหาร ระบบหัวใจและหลอดเลือด) โดยเนื้อเยื่อที่สำคัญคือ ที่หลอดเลือดแดงต่างๆ ซึ่งทำหน้าที่หล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆของร่างกาย ด้วยเหตุที่โรคนี้ จึงทำให้เกิดพยาธิสภาพพร้อมกันได้หลายระบบ จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ซีสเต็มมิก-สเคลอโรซีส (Systemic sclerosis)” หมายถึงโรคที่ทำให้เกิดการแข็งได้ทั่วร่างกาย ที่ทางการแพทย์เรามักจะเขียนย่อๆว่า “โรคเอส-เอส-ซี (SSc)”

โรคหนังแข็งมีสาเหตุเกิดจากอะไร?

โรคหนังแข็ง เป็นโรคจัดรวมไว้ในกลุ่มโรคระบบเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue diseases) หรือโรคออโตอิมมูน (Autoimmune disease) คนทั่วไปอาจคุ้นกันในชื่อของโรคแพ้ภูมิตนเองมากกว่า เป็นโรคในกลุ่มเดียวกันกับโรคเอส แอล อี โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือโรค โจเกรน/กลุ่มอาการโจเกรน นั่นเอง

ความผิดปกติในการทำงานของเซลล์ไฟโบรบลาสต์ เป็นผลพวงมาจากความผิดปกติในการทำงานของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรค ที่ทำให้เกิดการอักเสบเกิดขึ้นเป็นบริเวณกว้าง โดยยังไม่ทราบว่า อะไรเป็นต้นเหตุที่ชักนำให้เกิดความผิดปกติดังกล่าว แต่เชื่อว่าน่าจะเกี่ยว ข้องกับลักษณะทางพันธุกรรม ร่วมกับปัจจัยแวดล้อมบางอย่าง เช่น การติดเชื้อ หรือการสัมผัสกับยาและสารเคมีบางชนิด

คนที่มีผิวหนังแข็งกว่าปกติเป็นโรคหนังแข็งหรือไม่?

คนที่มีผิวหนังแข็งกว่าปกติ ไม่จำเป็นต้องเกิดจากโรคหนังแข็งเสมอไป ผิวหนังที่แข็งขึ้นกว่าปกตินั้น เกิดจากสาเหตุอื่นๆได้ เช่น เป็นโรคเบาหวาน, ได้รับการรักษามะเร็งโดยการฉายรังสีรักษา หรือ ได้ยาเคมีบำบัดบางชนิด, สัมผัสกับสารเคมีบางอย่างเป็นระยะเวลานาน เช่น สารไวนิลคลอไรด์ (Vinyl chloride) ในการผลิตท่อพีวีซี (PVC/Polyvinyl chloride), สารไตรคลอเอธิลีน (Trichlorethylene) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกและสิ่งพิมพ์, สารอิป็อกซีเรซิน (Epoxy resin) ที่ใช้เคลือบหรือผสมคอนกรีตให้เกิดความคงทนแข็งแกร่ง, สารคาร์บอนเตตราคลอไรด์ (Carbon tetrachloride) ที่ผสมอยู่ในน้ำยาซักแห้ง, หรือสารเบนซีนที่เป็นส่วนประกอบของน้ำมันรถยนต์ (Benzene) เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีโรคอีกหลายชนิดที่อาจทำให้เรารู้สึกว่าผิวหนังแข็งกว่าปกติ แต่เป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อยนัก เช่น มะเร็งต่อมน้ำ เหลืองบางชนิดที่เกิดที่ผิวหนัง

โรคหนังแข็งจำเป็นต้องแข็งทั้งตัวหรือไม่?

โรคหนังแข็งไม่จำเป็นต้องแข็งทั้งตัว โรคผิวหนังแข็งแบ่งออกเป็นหลายชนิด บางชนิดแข็งเป็นหย่อมหรือเป็นแถบเล็กๆที่เรียกว่า “มอร์เฟีย (Morphea)”, บางชนิดแข็งเป็นบริเวณกว้างที่อาจเกิดเฉพาะแขนขา, หรือเกิดทั้งตัวที่เรียกเป็นซีสเต็มมิก-สเคลอโรซีส (Systemic sclerosis), และบางชนิดแข็งที่ใบหน้าซีกเดียวก็ได้

โรคผิวหนังแข็งที่พบบ่อยในคนไทย มักเป็นทั้งตัวที่เรี่ยกว่า ซีสเต็มมิก-สเคลอโรซีส (Systemic sclerosis) คือเป็นทั้งตัว ซึ่งกลุ่มนี้จะเสี่ยงต่อการเกิดพยาธิสภาพของอวัยวะต่างๆภายในร่างกายได้บ่อย และมีการพยากรณ์โรคที่แย่กว่าชนิดที่แข็งเป็นหย่อมๆ

คนไทยเป็นโรคหนังแข็งมากน้อยแค่ไหน?

ในคนไทยยังไม่เคยมีการสำรวจอุบัติการณ์หรือความชุกของโรคนี้ แต่มีตัวเลขประมาณการณ์ไว้ว่า อุบัติการณ์ของโรคหนังแข็งของคนไทยไม่น่าจะต่ำกว่า 25 คนต่อประชากร 1 ล้านคน จึงจัดอยู่ในกลุ่มโรคที่พบได้น้อยมาก เมื่อเทียบกับโรคแพ้ภูมิตนเอง/โรคออโตอิมมูน อื่นๆ ส่วนในสหรัฐอเมริกา พบโรคนี้ได้ 19 คน ต่อประชากร 1 ล้านคน

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคหนังแข็ง?

สำหรับคนไทย โรคหนังแข็งพบบ่อยในคนที่มีเชื้อสายอยู่ทางเหนือและภาคตะวันออก เฉียงเหนือ ซึ่งน่าจะเกี่ยวกับลักษณะทางพันธุกรรมบางชนิด อย่างไรก็ดี คนที่อยู่ในภูมิภาคอื่นก็พบได้ แต่พบในอัตราส่วนที่น้อยกว่าเท่านั้น

โดยทั่วไป โรคนี้เป็นโรคของผู้ใหญ่ อายุระหว่าง 30-60 ปี (สูงสุด 40-50 ปี) พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายเล็กน้อยประมาณ 2:1 อาจพบได้ในครอบครัวเดียวกันเช่น แม่ลูก หรือพี่น้อง แต่ก็พบได้ไม่บ่อยนัก หรืออาจเกิดร่วมกับโรคภูมิแพ้ตนเองอื่นๆ เช่น โรคเอสแอลอี, กลุ่มอาการโจเกรน, หรือโรคกล้ามเนื้ออักเสบ ซึ่งถ้าพบร่วมกัน แพทย์มักวินิจฉัยว่าเป็นกลุ่มอาการคาบเกี่ยว (Overlapping syndrome) หรือโรคระบบเนื้อเยื่อเกี่ยวพันแบบผสมผสาน (Mixed connective tissue disease)

เมื่อใดจะสงสัยว่าตัวเองน่าเป็นโรคหนังแข็ง และรีบมาพบแพทย์?

สิ่งผิดปกติอย่างแรกที่พบในคนที่เป็นโรคหนังแข็งส่วนใหญ่คือ ผิวหนังบวม ตึง โดยเฉพาะที่มือ และแขนท่อนล่าง ซึ่งเมื่อกดผิวหนังดู อาจพบว่าผิวหนังแดงขึ้นเล็กน้อย กำมือลำ บาก แต่ไม่เจ็บ อาการมือบวมจะคงอยู่ตลอด โดยไม่เกี่ยวกับการทำงาน อาจเกิดขึ้นพร้อมๆกับที่มีนิ้วมือซีดเขียวและปวด เมื่อสัมผัสกับความเย็นที่แม้จะเย็นไม่มาก เช่น ขณะอาบน้ำหรือเข้าห้องปรับอากาศในอุณหภูมิที่คุ้นเคย ที่เรียกกลุ่มอาการเหล่านี้ว่า “ปรากฏการณ์เรย์โนด์ (Raynaud’s phenomenon)”

อาการของบางคน อาจเริ่มต้นด้วยนิ้วมือซีด เขียวง่ายเมื่อถูกอากาศเย็น โดยมือไม่บวม ผิวหนังยังคงปกติทุกอย่าง ในกรณีนี้ยังไม่แน่ว่าจะเป็นโรคหนังแข็ง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสา เหตุ เช่น อาจจากการกินยาบางชนิด, เป็นโรคของหลอดเลือด, หรือเป็นโรคแพ้ภูมิอย่างใดอย่างหนึ่ง, บางรายอาจตรวจไม่พบสาเหตุใดๆเลยก็ได้ มีแต่อาการมือซีดเขียวอย่างเดียว ซึ่งลักษณะที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคหนังแข็งคือ มีหลุมแผลบริเวณปลายนิ้วมือร่วมด้วย

อาการของโรคหนังแข็งเป็นอย่างไร?

โรคหนังแข็ง ทำให้เกิดอาการได้หลากหลาย ขึ้นกับอวัยวะที่ได้รับผลกระทบ แต่ที่พบร่วมกันได้บ่อยคือ อาการทางผิวหนัง, ระบบโครงร่าง/กระดูกและกล้ามเนื้อ, และระบบทางเดินอาหาร

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อวัยวะภายใน?

ผู้ป่วยโรคหนังแข็งที่เสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง/ภาวะแทรกซ้อนที่อวัยวะภายใน ได้ แก่ พวกที่มีผิวหนังแข็งอย่างรวดเร็ว ผิวหนังแข็งทั้งตัวทั้งที่แขนขา ใบหน้า ทรวงอก และหน้าท้อง รวมถึงพวกที่ได้รับยาสเตียรอยด์ขนาดสูง (ซึ่งอาจเกิดจากการซื้อยากินเอง หรือ กินยาชุด ยาต้ม ยาหม้อ เป็นต้น)

โรคหนังแข็งวินิจฉัยได้อย่างไร?

ส่วนใหญ่แพทย์วินิจฉัยโรคหนังแข็งได้จาก ลักษณะทางคลินิก สำหรับรายที่มีอาการมานาน หรือเป็นรุนแรง สามารถวินิจฉัยได้ง่าย เพราะตรวจพบผิวหนังแข็งชัดเจน นิ้วมือจะมีลักษณะแข็งเหมือนลำเทียน รวมถึงที่ตำแหน่งอื่นๆ เช่น แขน ขา ใบหน้า ทรวงอก และหน้าท้อง ตรวจพบแผลเจ็บปลายนิ้ว ตรวจพบพังผืดแทรกในปอด จากการตรวจฟังเสียงหายใจของปอด และจากภาพถ่ายเอกซเรย์ปอด

อนึ่ง การวินิจฉัยจะทำได้ยากขึ้น ถ้าเป็นโรคหนังแข็งระยะแรกที่มีแต่อาการมือบวม หรือ มือเขียวเท้าเขียวเมื่อสัมผัสอาการเย็น โดยผิวหนังส่วนอื่นๆยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง มักต้องวิ นิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ (อายุรแพทย์โรคข้อและรูมาติสซั่ม) ซึ่งแพทย์จะใช้กล้องส่องตรวจดูพยาธิสภาพของหลอดเลือดบริเวณโคนเล็บมือ ร่วมกับส่งตรวจเลือด เพื่อดูความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันฯที่จำเพาะสำหรับโรคหนังแข็ง (เช่น ตรวจหาสารภูมิต้านทานต่างๆ) ซึ่งหากวินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่ระยะแรก ผู้ป่วยจะมีโอกาสได้รับคำแนะนำในการปฎิบัติตัวอย่างถูกต้อง เพื่อคงสภาพร่างกายไว้ให้ทำหน้าที่ได้ใกล้เคียงปกติให้ได้นานมากที่สุด สามารถป้องกันและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาต่อมา ดังที่จะกล่าวในตอนต่อไป

รักษาโรคหนังแข็งได้อย่างไร?

การรักษาประกอบด้วยการรักษาที่ไม่ใช้ยา และการรักษาด้วยยา ซึ่งยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคหนังแข็งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มตามวัตถุประสงค์ของการให้ยา คือ การรักษาประคับประคองตามอาการเพื่อรอให้โรคสงบเอง และการรักษาที่มีความจำเพาะสำหรับผลข้างเคียง/ภาวะ แทรกซ้อนของอวัยวะภายใน เพื่อหยุดไม่ให้มีการลุกลามไปมากกว่าเดิม

การรักษาต่างๆได้แก่

โรคหนังแข็งมีการพยากรณ์โรคอย่างไร?

โรคหนังแข็ง มีทางรักษาได้ แต่ไม่หายขาด ทำนองเดียวกันกับโรคออโตอิมมูน/โรคภูมิต้านตนเองอื่นๆ แต่การรักษาและการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง จะช่วยให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และมีชีวิตยืนยาวขึ้น เท่ากับหรือใกล้เคียงกับคนทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ ซึ่งสา เหตุการเสียชีวิต มักเกิดจากภาวะแทรกซ้อนที่ไต และมีความดันหลอดเลือดแดงปอดสูง

ผลกระทบต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคหนังแข็งอย่างไร?

ผลกระทบต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคหนังแข็งมี 3 อย่างคือ

  1. ภาพลักษณ์ ผู้ป่วยมักมีผิวดำแข็ง สภาพร่างกายและใบหน้าเปลี่ยนไปจากเดิมมาก มักเป็นเหตุให้หลีกหนีออกจากสังคมที่เคยปฏิบัติอยู่เป็นประจำ เพราะอาย และขาดความมั่นใจ
  2. มีข้อจำกัดในการทำกิจวัตรประจำวันและในการดำเนินชีวิต เช่น การใช้มือหยิบจับ การเดิน การกินอาหาร การทำงาน
  3. เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงกับชีวิต เช่น ภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูง และไตวาย

ควรปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อรู้ว่าเป็นโรคหนังแข็ง?

การปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคหนังแข็ง

1. สำคัญที่สุดอันดับแรกคือ ต้องสร้างกำลังใจให้กับตนเอง อย่าท้อแท้ โรคนี้มีทางรักษา โรคนี้สามารถกลับมาเป็นปกติได้ เมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่งไม่ว่าจะเร็วหรือช้า ต้องคิดในทางบวกว่าเราเองก็อาจเป็นหนึ่งในนั้นที่หายได้

“ความเจ็บป่วยเป็นธรรมดาของชีวิต ไม่มีใครหนีพ้นความจริงข้อนี้ไปได้ แม้พยายามป้องกันเพียงใดก็ตาม ก็ย่อมมีวันที่จะต้องล้มป่วย ในยามนั้นนอกจากการเยียวยารักษากายแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือการดูแลรักษาใจ เพราะความป่วยใจมักเกิดคู่กับความป่วยกาย บ่อยครั้งความป่วยใจยังซ้ำเติมให้ความป่วยกายเพียบหนักขึ้น หรือขัดขวางไม่ให้การเยียวยาทางกายประสบผลดี แต่หากดูแลรักษาใจให้ดีแล้ว ความทุกข์ทรมานก็จะลดลง อีกทั้งยังอาจช่วยให้ความเจ็บป่วยทุเลาลงด้วย

จากหนังสือธรรมะสำหรับผู้ป่วย พระไพศาล วิสาโล”

2. ป้องกันการเกิดแผลที่มือและเท้า

  • หลีกเลี่ยงอากาศเย็น สวมถุงมือถุงเท้าประจำ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ผงซักฟอกชนิดกัดผ้ามากๆ
  • เลือกใช้สบู่อ่อนๆ เช่น สบู่เด็ก เพื่อไม่ให้ผิวแห้งแตกง่าย
  • ใส่อุปกรณ์เสริมตามแพทย์แนะนำ เพื่อป้องกันแผลปลายนิ้วมือ เมื่อต้องทำงานที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ
  • นวดผิวหนังและนิ้วมือด้วยครีมหรือน้ำมันบำรุงผิวให้อ่อนนุ่มบ่อยๆ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น
  • หลีกเลี่ยงการจับของเย็น เช่น น้ำแข็ง หรือกระป๋องน้ำอัดลมที่แช่ในถังน้ำแข็ง
  • หลีกเลี่ยงการแกะหรือเกาตุ่มใต้ผิวหนัง
  • อาบน้ำอุ่นและทาครีมทันทีหลังสัมผัสน้ำ
  • ถ้ามือเขียวมากและรู้สึกปวด ให้แช่ในน้ำอุ่น 5-10 นาที
  • ดูแลแผลปลายนิ้วให้สะอาดและแห้งเสมอ
  • กินยาที่ช่วยลดอาการปลายมือปลายเท้าเขียวตามแพทย์แนะนำให้สม่ำเสมอ

3. บรรเทาอาการของระบบทางเดินอาหาร

  • บริหารช่องปาก โดยการอ้าปากให้กว้างสุดเป็นประจำ
  • กินอาการปริมาณน้อยๆในแต่ละมื้อ แต่เพิ่มจำนวนมื้อเป็น 4-6 มื้อต่อวัน
  • กินอาหารอ่อนที่มีปริมาณน้ำมากๆ จะทำให้กลืนคล่องมากขึ้น เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุป
  • ดื่มน้ำตาม หากกินอาหารแห้ง
  • เคี้ยวอาการให้ละเอียดก่อนกลืน
  • งดอาหารเผ็ด รสจัด
  • งด ชา กาแฟ
  • หลังกินอาหารไม่ควรเข้านอนทันที หลังอาหารเย็นควรนั่งรอ 3-4 ชั่วโมงก่อนที่จะเข้านอน
  • กินยาที่แพทย์สั่ง สม่ำเสมอ เช่น ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร ยาระบาย ยากระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้

4. การดูแลสุขภาพช่องปาก

5. ลดอาการเกี่ยวกับข้อต่อและกล้ามเนื้อ

6. ป้องกันและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน/ผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย

  • งดบุหรี่ หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้สูบบุหรี่
  • หลีกเลี่ยงการซื้อยากินเอง เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาชุด ยาลูกกลอนที่อาจมีสเตียรอยด์เป็นส่วนประกอบ
  • หมั่นวัดความดันโลหิตเป็นระยะๆ ถ้าผิดปกติไปจากเดิม ให้พบแพทย์ก่อนนัด
  • หมั่นสังเกตจำนวนปัสสาวะต่อวันว่าลดลงกว่าปกติหรือไม่ ถ้าผิดปกติให้พบแพทย์ก่อนนัด

7. ดูแลจิตใจและอารมณ์

  • ทำจิตใจให้สดชื่น
  • ทำความเข้าใจกับธรรมชาติของโรคและวิธีปฏิบัติตัว เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน
  • ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพเป็นประจำ เช่น เดิน ขี่จักรยา
  • ควบคุมน้ำหนักหากมีน้ำหนักตัวเกิน
  • แลกเปลี่ยนประสบการณ์การดูแลตนเองกับผู้ที่เป็นโรคหนังแข็งด้วยกัน
  • เพื่อรักษาภาพลักษณ์ อาจใช้แป้งรองพื้นในตำแหน่งที่มีด่างขาว หรือ สวมเสื้อแขนยาว คอปิด และสวมถุงมือประจำ

เมื่อไหร่ต้องรีบพบแพทย์ก่อนนัด?

ป้องกันโรคหนังแข็งอย่างไร?

ดังกล่าวแล้วในหัวข้อสาเหตุว่า แพทย์ยังไม่ทราบว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานโรคที่ผิดปกติ ที่ส่งผลให้การทำงานของไฟโบรบลาสต์ผิดปกติ ดังนั้นปัจจุบันจึงยังไม่มีวิธีป้องกันโรคนี้



สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน opal2543 Pattharapol005
Frame Bottom