Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ผิวหนัง  ระบบโรคผิวหนัง 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

แผลที่เท้า 

บทนำ

โรคน้ำกัดเท้า หรือโรคฮ่องกงฟุต (Athlete’s foot หรือ Hong Kong foot) คือ โรคผิวหนัง ที่เกิดจากผิวหนังบริเวณเท้าติดเชื้อรา เป็นโรคพบบ่อยโรคหนึ่ง พบได้ทุกเพศและทุกวัย แต่พบบ่อยกว่าในผู้ชาย และในช่วงวัยรุ่น พบได้น้อยในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี และเนื่องจากเป็นโรคพบบ่อยจากเท้าเปียกน้ำหรือจากการลุยน้ำ บ้านเราจึงเรียกว่า “โรคน้ำกัดเท้า” ส่วนในประเทศที่เจริญแล้วมักพบบ่อยในนักกีฬาจากรองเท้าที่เปียกชื้นจากเหงื่อ จึงได้ชื่อว่า “โรคเท้านักกีฬา” (Athlete’s foot)

โรคน้ำกัดเท้าเกิดจากอะไร?

โรคน้ำกัดเท้า

โรคน้ำกัดเท้าเกิดจากผิวหนังบริเวณเท้าติดเชื้อรา โดยเป็นเชื้อราในกลุ่มเดียวกันกับโรคขี้กลาก (Tinea) ซึ่งได้แก่ เชื้อราในสายพันธุ์ Dermatophytes ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ย่อย เชื้อราชนิดนี้จะเจริญเติบโตได้ดีในที่อับชื้น เปียกน้ำ เปียกเหงื่อ เช่น บนพื้นที่เปียกชื้น จากลุยน้ำท่วมขังรองเท้า พื้นห้องอาบน้ำโดยเฉพาะห้องอาบน้ำที่ใช้ร่วมกันหลายๆคน และพื้นบริเวณสระว่ายน้ำเมื่อเดินหรือย่ำบนพื้นดังกล่าว หรือใส่รองเท้าที่มีเชื้อราอยู่ เชื้อราจึงรุกรานเข้าสู่ผิวหนังและก่อโรคน้ำกัดเท้าได้

เชื้อราชนิดนี้ยังเป็นเชื้อราที่ติดต่อได้จากการใช้ของร่วมกันเช่น รองเท้า ถุงเท้าที่ไม่สะ อาด แต่ติดต่อได้น้อยกว่าจากการใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกัน เชื้อราชนิดนี้สามารถทำให้เกิดโรคได้กับผิวหนังส่วนอื่นๆของร่ากายได้เช่น ที่เล็บและที่ขาหนีบ

โรคน้ำกัดเท้ามีอาการอย่างไร?

โรคน้ำกัดเท้ามักเกิดตามง่ามเท้า ซึ่งเกิดได้กับทุกง่ามเท้า แต่พบบ่อยกว่าระหว่างง่ามเท้านิ้วที่ 3 - ที่ 4 และที่ 4 - ที่ 5 โดยอาการที่พบบ่อยคือ ผิวหนังส่วนเกิดโรคจะแห้ง ตกสะ เก็ด แตกเป็นร่องแผลสด บวม เจ็บ และคัน บางครั้งอาจขึ้นเป็นตุ่มน้ำ และเกิดการติดเชื้อแบค ทีเรียซ้ำซ้อนได้ ซึ่งเพิ่มการอักเสบบวม แดง ร้อน และอาจเกิดเป็นหนองได้ ซึ่งจะส่งผลให้โรครุนแรงขึ้น

แพทย์วินิจฉัยโรคน้ำกัดเท้าอย่างไร?

โดยทั่วไปแพทย์วินิจฉัยโรคน้ำกัดเท้าได้จากประวัติการย่ำน้ำ การเล่นกีฬา การใช้รอง เท้าร่วมกัน และการตรวจแผลที่เท้า ซึ่งก็สามารถให้การวินิจฉัยโรคได้แล้ว แต่บางครั้งเมื่อประ วัติสัมผัสโรคและ/หรือลักษณะแผลไม่ชัดเจน หรือให้การรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้น แพทย์อาจป้ายหรือขูดเนื้อเยื่อผิวหนังตำแหน่งเกิดโรคเพื่อการตรวจทางกล้องจุลทรรศน์หรือเพื่อการเพาะเชื้อ

รักษาโรคน้ำกัดเท้าอย่างไร?

แนวทางการรักษาโรคน้ำกัดเท้าคือ การใช้ยารักษาเชื้อราเฉพาะที่บริเวณแผล อาจเป็นยาครีม เจล ขี้ผึ้ง หรือสเปรย์ ส่วนการทายาบรรเทาอาการคัน ควรต้องระวังเพราะเมื่อมีส่วนผสมของยาสเตียรอยด์อาจทำให้โรคลุกลามได้

นอกจากนั้นคือ การรักษาความสะอาดแผล เท้า รองเท้าและถุงเท้า ซึ่งนอกจากความสะ อาดแล้วยังต้องแห้ง ไม่เปียกชื้น (กล่าวถึงเพิ่มเติมในหัวข้อการดูแลตนเอง)

โรคน้ำกัดเท้ารุนแรงไหม? มีผลข้างเคียงไหม?

โดยทั่วไปโรคน้ำกัดเท้าเป็นโรคไม่รุนแรง รักษาได้หายเสมอภายใน 1 - 2 สัปดาห์ แต่ถ้าไม่รักษา อาการอาจเรื้อรังเป็นเดือนหรือหลายเดือน

ผลข้างเคียงจากโรคน้ำกัดเท้าคือ การติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนที่แผล ซึ่งอาจส่งผลให้แผลมีการอักเสบมากขึ้นและเกิดหนองได้ ซึ่งจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

นอกจากนั้นประมาณ 5% ของผู้ป่วยอาจพบอาการที่เกิดจากการแพ้เชื้อรา ซึ่งเรียกว่า Id reaction ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายตอบสนองต่อเชื้อหรือสารบางอย่างที่สร้างจากเชื้อ โดยอาการมักเกิดหลังเกิดโรคน้ำกัดเท้าประมาณ 1 สัปดาห์ โดยเกิดผื่นคันร่วมกับตุ่มน้ำในผิวหนังส่วนต่างๆ แต่มักพบที่มือ และเท้า (ไม่ใช่ง่ามเท้า) ซึ่งอาการจะดีขึ้นและหายไปเมื่อโรคน้ำกัดเท้าดีขึ้น หรือเมื่อหายจากโรคน้ำกัดเท้าแต่อาการจะไม่ดีขึ้นด้วยการใช้ยาต่างๆ

ดูแลตนเองอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

การดูแลตนเอง การพบแพทย์เมื่อเป็นโรคน้ำกัดเท้า ได้แก่

  • ในระยะแรก ปรึกษาเภสัชกร ซื้อยาใช้เองได้
  • รักษาเท้าให้สะอาดและแห้ง
  • ช่วงยังมีแผลไม่ควรสวมรองเท้าปิดหรือใส่ถุงเท้า ยกเว้นเมื่อจำเป็น ควรใส่รองเท้าแตะ เมื่อต้องใส่รองเท้า ถุงเท้า หาโอกาสถอดรองเท้าบ่อยๆ เปลี่ยนถุงเท้าบ่อยๆ อย่าให้เปียกชื้น ควรเปลี่ยนรองเท้าเป็นคู่ใหม่ที่แห้งสะอาด
  • ใส่ยาแผลอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ก่อนใส่ยา ล้างเท้า ซอกนิ้วเท้า และแผลให้สะอาดด้วยสบู่อ่อนโยน แล้วเช็ด/ซับให้แห้ง
  • ระมัดระวังอย่าเกา เชื้ออาจติดมือ อาจก่อการติดเชื้อกับผิวหนังส่วนอื่นได้ ถึงแม้โอกาสเกิดจะน้อยก็ตา
  • ควรพบแพทย์เมื่อ

ป้องกันโรคน้ำกัดเท้าอย่างไร?

ป้องกันโรคน้ำกัดเท้าได้โดย

  • หลีกเลี่ยงการย่ำน้ำ หรือรีบล้างเท้าให้สะอาดและเช็ดให้แห้งหลังย่ำน้ำ
  • รักษาความสะอาดเท้า ล้างให้สะอาด ถูสบู่โดยเฉพาะตามง่ามเท้าอย่างน้อยก่อนนอน
  • สวมรองเท้าแตะในการอาบน้ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้ห้องน้ำหรือสระว่ายน้ำร่วมกันหลายคน
  • รักษาความสะอาดรองเท้าเสมอและต้องดูแลให้แห้ง ดังนั้นควรมีรองเท้าอย่างน้อย 2 คู่ เพื่อสวมสลับกัน ซักด้านในรองเท้าให้สะอาด หรือใส่ยาหรือใช้สเปรย์สำหรับรองเท้า ไม่ใช้รองเท้าร่วมกับผู้อื่น และหลีกเลี่ยงการสวมรองเท้าสาธารณะโดยไม่จำเป็น
  • รักษาความสะอาดถุงเท้า เมื่อเปียกต้องเปลี่ยนเสมอ
  • ไม่ใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกับผู้อื่น นอกจากนั้นผ้าเช็ดเท้าและผ้าเช็ดตัวควรเป็นคนละผืนกัน

บรรณานุกรม

1. Athlete’s foot http://en.wikipedia.org/wiki/Athlete's_foot[ 2015,March14]
2. Evans,M. et al.(2014). Id reaction http://emedicine.medscape.com/article/1049760-overview#showall [2015,March14].
3. Hainer, B. (2003). Dermatophyte infections. Am Fam Physician. 67, 101-109.
4. Weinstein, A., and Berman, B. (2002). Topical treatment of common superficial tinea infections. Am Fam Physician. 65, 2095-2103.

Updated 2015, March 14


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน sirikul lufy088
Frame Bottom