Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

มดลูก  ระบบอวัยวะสืบพันธุ์สตรี  สูตินรีเวช 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ปวดประจำเดือน  ปวดท้องประจำเดือนมาก 

โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือ โรคเอ็นโดเมททริโอซิส คืออะไร?

โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือเกิดผิดที่ หรือโรคเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ หรือเกิดผิดที่ หรือโรคเอ็นโดเมททริโอซิส (Endometriosis) คือ โรค/ภาวะที่มีการเจริญเติบโตของเยื่อบุโพรงมดลูกเกิดขึ้นภายนอกมดลูก ซึ่งส่วนมากจะพบโรคดังกล่าวเกิดในบริเวณภายในอุ้งเชิงกราน (ท้องน้อย)

ในภาวะปกติเยื่อบุโพรงมดลูกจะบุอยู่ภายในโพรงมดลูกเท่านั้น และในแต่ละรอบเดือน หากไม่มีการตั้งครรภ์ เยื่อบุโพรงมดลูกจะลอกตัวออกมาเป็นประจำเดือน หากมีภาวะการเจริญเติบโตของเยื่อบุโพรงมดลูกผิดปกติภายนอกโพรงมดลูก ในช่วงเป็นรอบประจำเดือนก็จะมีการลอกตัว ของเยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญผิดที่ดังกล่าวร่วมด้วยเสมอ เป็นเหตุให้เกิดบาดแผลและการอักเสบ ในอุ้งเชิงกราน ซึ่งจะก่อให้เกิดพังผืดในอุ้งเชิงกราน และอาจมีการสะสมของเลือดที่ออกทำให้ เกิดถุงน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญที่รังไข่ ทำให้มีการสะสมของ เลือดในรังไข่กลายเป็นถุงน้ำที่มีเลือดสะสมอยู่ ลักษณะของเลือดเก่าที่คั่งค้างอยู่จะมีลักษณะ เป็นสีคล้ำขึ้นคล้ายช็อกโกแลต จึงทำให้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ถุงน้ำช็อกโกแลตหรือช็อกโกแลตซีส (Chocolate cyst)” นั่นเอง

โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่เป็นโรคร้ายแรงหรือไม่?

โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ไม่จัดว่าเป็นโรคร้ายแรง แต่ความรุนแรงของอาการอาจมีได้หลายระดับ ตั้งแต่มีอาการปวดประจำเดือนเล็กน้อยจนถึงระดับปวดประจำเดือนมาก จนส่งผลรบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวัน บางรายอาจมีอาการปวดท้องน้อยเรื่อรังได้จากการมีพังผืดในอุ้งเชิงกราน

ส่วนการเปลี่ยนแปลงของโรคเยื่อบุโพรงมดลูกไปเป็นมะเร็งนั้น จากการศึกษาในปัจจุบันพบว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่นั้นอาจจะมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งรังไข่บางชนิดมาก ขึ้นกว่าประชากรทั่วไป แต่โอกาสการเกิดโรคมะเร็งดังกล่าวนั้นต่ำมากๆ และโอกาสการเกิดโรคมะเร็งรังไข่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับสตรีที่ไม่ได้เป็นโรคนี้ที่ไม่เคยตั้งครรภ์มาก่อน (โรคมะเร็งรังไข่พบได้สูงกว่าในคนที่ไม่เคยตั้งครรภ์เมื่อเปรียบเทียบกับคนเคยตั้งครรภ์)

โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่พบได้บ่อยหรือไม่และใครบ้างที่มีโอกาสเกิดโรค?

ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดถึงอุบัติการณ์ของโรคเยื่อบุโพรงมดลูเจริญผิดที่ เนื่องจากสตรีที่เป็นโรคนี้จะไม่มีอาการทุกราย หรือบางรายมีอาการน้อยมากจนไม่ได้มารับการตรวจวินิจฉัย โดยมาก ที่พบว่าเป็นโรคดังกล่าวก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมีอาการและมารับการรักษาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มีการประมาณการว่าโรคนี้พบได้ประมาณ 1 ใน 10 ของสตรีวัยเจริญพันธุ์ (วัยยังมีประจำเดือน) หรืออาจจะมากถึง 5 ใน 10 ของสตรีวัยเจริญพันธุ์ทั้งหมด ดังนั้นจะเห็นได้ว่าอุบัติการณ์ของโรคดังกล่าวอาจจะมากถึง 50% ของประชากรหญิงวัยเจริญพันธุ์ โดยส่วนมากจะพบในสตรีอายุระหว่าง 25 - 40 ปี สตรีในวัยดังกล่าวจึงเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ โดยจะพบว่ามีความเสี่ยงมากขึ้นหากมีปัจจัยดังต่อไปนี้

สาเหตุของการเกิดโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่คืออะไร?

ในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดถึงสาเหตุการเกิดโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หากแต่มีการสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากการไหลย้อนกลับของเลือดประจำเดือนจากโพรงมดลูกผ่านท่อนำไข่ เข้าไปยังอุ้งเชิงกราน ซึ่งเลือดประจำเดือนเหล่านี้จะมีเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ ซึ่งเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกดังกล่าวสามารถเจริญเติบโตได้ในอุ้งเชิงกราน และอาจจะไปเกาะอยู่ตามอวัยวะต่างๆ ได้เช่น รังไข่หรือลำไส้

เยื่อบุโพรงมดลูกเหล่านี้สามารถตอบสนองต่อฮอร์โมนเพศหญิงได้ดังเช่นเมื่ออยู่ในโพรงมดลูกนั้นหมายความว่า ในช่วงมีรอบประจำเดือนเยื่อบุโพรงมดลูกดังกล่าวก็จะลอกตัวออกจากอวัยวะหรือผิวของอุ้งเชิงกรานที่เกาะอยู่ ทำให้เกิดแผลภายในอุ้งเชิงกรานและในอวัยวะภายใน ช่องท้อง ซึ่งเมื่อเกิดบาดแผลขึ้น ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมบาดแผลเหล่านั้นดัวยการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ แต่ในบางกรณีการซ่อมแซมนั้นๆจะทำให้เกิดพังผืดหรือแผลเป็นในอุ้งเชิงกราน พัง ผืดเหล่านั้นอาจดึงรั้งให้อวัยวะที่อยู่ใกล้กันมายึดติดรวมกันได้เช่น อาจดึงรั้งให้ลำไส้ใหญ่มาติดกับ มดลูกหรือรังไข่ หรืออาจดึงรั้งกระเพาะปัสสาวะมาติดกับมดลูก เป็นต้น

ในบางกรณี เยื่อบุโพรงมดลูกที่ลอกตัวดังกล่าวอาจจะทำให้มีเลือดออก ซึ่งหากเยื่อบุโพรงมดลูกเหล่านั้นเจริญในที่ที่ไม่มีทางระบายออกเช่น ที่รังไข่ ก็จะเกิดการขังตัวของเลือดกลายเป็น ถุงน้ำที่รังไข่ เลือดจะมีสีคล้ำเมื่อสะสมอยู่นานทำให้มีลักษณะคล้ายช็อกโกแลตเหลว จึงมีชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการของถุงน้ำที่รังไข่ประเภทนี้ว่า ถุงน้ำช็อกโกแลตดังกล่าวแล้วนั่นเอง

อาการของโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่เป็นอย่างไร?

ตามที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่นั้นบางรายไม่มีอาการใดๆเลย ซึ่งอาจจะทำให้ไม่ได้มาตรวจวินิจฉัยและรับการรักษา และที่น่าประหลาดใจคือ ในบางกรณี ความรุนแรงของอาการอาจไม่สัมพันธ์กับความรุนแรงของตัวโรคเลยเช่น ในบางรายมีอาการมาก แต่เมื่อได้รับการตรวจวินิจฉัยแล้วกลับพบว่าโรคที่พบมีขนาดเล็กมาก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาอาการที่ชวนสงสัยว่าท่านอาจจะเป็นโรคดังกล่าวมีดังต่อไปนี้

ทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่?

เมื่อมีอาการชวนสงสัยดังกล่าว ท่านควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางสาขาสูติศาสตร์และนรีเวช เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย โดยมากการตรวจวินิจฉัยจะอิงจากประวัติของอาการต่างๆเป็นหลัก เช่น มีประวัติปวดประจำเดือนมากและปวดมากขึ้นเรื่อยๆหรือร่วมกับอาการอื่นๆเช่น เจ็บลึกๆในช่องคลอดขณะและหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือมีบุตรยาก เป็นต้น

การตรวจภายในอาจจะช่วยวินิจฉัยโรคดังกล่าวได้ หากตรวจพบว่ามีก้อนเนื้อ/พังผืดในบริเวณอุ้งเชิงกราน หรือตรวจพบถุงน้ำรังไข่ การทำอัลตราซาวด์อุ้งเชิงกรานอาจจะช่วยวินิจฉัยในกรณีที่มีถุงน้ำรังไข่เกิดขึ้น แต่หากเป็นตัวโรคหรือพังผืดในอุ้งเชิงกรานยังมีขนาดเล็กๆการทำอัลตร้าซาวด์อาจจะไม่พบความผิดปกติ

การยืนยันผลการวินิจฉัยทำได้โดยการผ่าตัดส่องกล้องทางหน้าท้องเพื่อสำรวจภายในอุ้งเชิงกรานว่ามีโรคเยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญผิดที่หรือไม่ โดยอาจพบรอยโรคดังกล่าวร่วมกับการมีพังผืดในอุ้งเชิงกราน หรือพบว่ามีถุงน้ำช็อกโกแลต เป็นต้น การดูด้วยตาเปล่าจากกล้องเพียงอย่างเดียวก็อาจจะเพียงพอต่อการวินิจฉัย แต่หากต้องการการยืนยันที่แน่นอนก็ควรมีการตัดชิ้นเนื้อบริเวณที่เป็นรอยโรคดังกล่าวเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา อย่างไรก็ตามการตรวจวินิจฉัยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ไม่จำเป็นต้องทำการผ่าตัดส่องกล้องทุกราย อาจจะใช้เพียงอาการและการตรวจร่างกายเพื่อวินิจฉัยโรคก็อาจจะเพียงพอในการให้การรักษา

โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่มีผลข้างเคียงอย่างไร?

ผลข้างเคียงที่เกิดจากโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ได้แก่

จำเป็นหรือไม่ที่ต้องรักษาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่?

โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาทุกราย ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า ในบางรายที่ไม่มีอาการหรือในรายที่มีอาการน้อยมากๆก็ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาเลย และโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่นี้ อาการมักจะดีขึ้นได้เองเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน เนื่องจากไม่มีฮอร์โมนเพศหญิงมากระตุ้นการเจริญเติบโตของเยื่อบุโพรงมดลูกแล้ว เยื่อบุโพรงมดลูกเหล่านั้นก็สามารถฝ่อและสลายไปได้เอง

โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่รักษาได้อย่างไร?

จุดมุ่งหมายในการรักษาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่คือ ลดหรือกำจัดอาการของโรค เช่น

ดังจะเห็นได้ว่า การรักษาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่นั้น การรักษามิได้มุ่งจะกำจัดรอย โรค (ซึ่งโดยมากมักไม่สามารถกำจัดรอยโรคได้หมด) หากแต่เป็นการรักษาตามอาการของโรค และรอยโรคนั้นสามารถหายไปได้เองเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ดังนั้นการรักษาโรคเยื่อบุโพรง มดลูกเจริญผิดที่ในผู้ป่วยแต่ละรายนั้นจะขึ้นกับอาการนำที่นำผู้ป่วยมาสู่การรักษานั้นเอง

การรักษาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ สามารถแบ่งออกเป็น 2 กรณีใหญ่ๆดังนี้คือ การรักษาดัวยยาและการรักษาด้วยการผ่าตัด

  1. การรักษาด้วยยา มักจะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ต้องการมีบุตร เนื่องจากยาที่ใช้รักษาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่นั้น โดยมากจะมีผลต่อฮอร์โมนเพศและกดการทำงานของรังไข่ ทำให้ไม่ สามารถมีบุตรได้ในระหว่างการรักษา (ยกเว้นยาแก้ปวดที่จะไม่มีผลต่อการมีบุตร) การรักษาด้วย ยามักจะใช้ในรายที่มีอาการปวดประจำเดือน โดยที่ไม่มีถุงน้ำที่รังไข่หรือมีถุงน้ำรังไข่ขนาดเล็ก ขนาดไม่เกิน 2 - 3 เซนติเมตร

    ยาที่ใช้ในการรักษามีดังนี้

    1. ยาแก้ปวดและยาลดการอักเสบ อาจใช้ยากลุ่มพาราเซตตามอล (Paracetamol) ในการบรรเทาอาการปวดประจำเดือนในรายที่ปวดไม่มาก หรือหากต้องการฤทธิ์การแก้ปวดมากขึ้น อาจจะ ใช้ยาต้านการอักเสบเช่น พอนสแตน (Ponstan) เป็นต้น ซึ่งยาเหล่านี้จะช่วยลดอาการปวดประ จำเดือนได้ในรายที่ปวดไม่มาก
    2. ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรับประทาน มีการรายงานถึงการใช้ยาคุมกำเนิดในการรักษาโรคเยื่อบุ โพรงมดลูกเจริญผิดที่ว่า สามารถช่วยลดอาการปวดประจำเดือนและอาการปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ได้
    3. ยาคุมกำเนิดชนิดฉีด การใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฉีด (ยาฉีดคุมกำเนิด) เป็นที่นิยมมากในการรักษาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เนื่องจากยามีประสิทธิภาพในการลดอาการปวดได้ดีและมีราคาถูก หากแต่อาจจะมีผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ได้เช่น ประจำเดือนมาผิดปกติหรือบางรายอาจจะไม่มีประจำเดือนมาเลย ในขณะที่ไดัรับการรักษาอาจมีภาวะซึมเศร้าซึ่งเป็นผลจากฮอร์โมนในยา คุมกำเนิดชนิดฉีดได้ อีกทั้งผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยยาคุมกำเนิดชนิดฉีดมักจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฉีดเพื่อการรักษาในรายที่ยังมีความต้องการมีบุตร เนื่องจากการใช้ยาคุมกำเนิดมีผลกดการทำงานของรังไข่ในระยะยาว ดังจะเห็นได้จากเมื่อหยุดการรักษา ภาวะประจำเดือนของผู้ป่วยอาจจะผิดปกติได้ยาวนานกว่าที่รังไข่จะกลับมาทำงานปกติจนมีประจำเดือนตามปกติได้
    4. ยาฮอร์โมนแอนโดรเจน ยาฮอร์โมนกลุ่มแอนโดรเจนที่มีในท้องตลาดคือ ยา Danazol ยากลุ่มนี้ให้ผลการรักษาโรคและลดอาการปวดประจำเดือนได้ดี อีกทั้งเป็นยาชนิดรับประทาน ซึ่งสะดวกต่อการใช้มากกว่ายาฉีด หากแต่ยากลุ่มนี้อาจจะมีอาการไม่พึงประสงค์คือ อาจส่งผลให้ผู้กินยามีลักษณะของเพศชายได้เช่น ผิวมัน หน้ามัน เป็นสิว มีขน หรือหนวดขึ้น และที่เป็นปัญหามากที่ สุดคือ อาจจะทำให้เสียงเปลี่ยนเป็นลักษณะแหบลงคล้ายเสียงผู้ชายได้ ซึ่งการเปลียนแปลงอื่นๆ ที่กล่าวมาข้างต้นสามารถหายไปได้หลังหยุดใช้ยา ยกเว้นการเปลี่ยนแปลงของเสียงซึ่งจะคงอยู่ ตลอดไปถึงแม้จะหยุดใช้ยาแล้วก็ตา
    5. ยาฮอร์โมน Gonadotropin-releasing hormone (GnRH) ชนิดฉีด ยาฮอร์โมนชนิดนี้เหมาะในผู้ป่วยที่ยังต้องการมีบุตร แต่มีอาการปวดประจำเดือนมาก ก็สามารถให้ยาฉีดดังกล่าวรักษาระ ยะสั้นๆได้ ถึงแม้ว่าในขณะรักษาจะไม่สามารถมีบุตรได้ก็ตาม ซึ่งข้อดีของยาตัวนี้คือ หลังหยุดยาแล้วรังไข่จะกลับมาทำงานได้ตามปกติทันทีที่หยุดให้ยา แต่ข้อเสียของยาตัวนี้คือ ราคาแพง และ มีผลไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง) มากเช่น มีอาการคล้ายวัยหมดประจำเดือน มีร้อนวูบวาบ อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย อาจมีภาวะกระดูกพรุนได้หากใช้เป็นระยะเวลานาน
  2. การรักษาด้วยการผ่าตัด ผู้ที่ต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดมีลักษณะดังต่อไปนี้
    1. มีอาการปวดประจำเดือนหรือปวดอุ้งเชิงกรานมาก
    2. ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา
    3. มีถุงน้ำที่รังไข่ขนาดใหญ่
    4. มีภาวะมีบุตรยากหรือยังต้องการมีบุตร

อนึ่ง การรักษาด้วยการผ่าตัดสามารถทำได้โดยการรักษา

การผ่าตัดแบบอนุรักษ์ (Conservative surgery) มักจะใช้ในผู้ป่วยที่ยังมีอายุน้อยและยังมี ความต้องการการมีบุตร การผ่าตัดดังกล่าวได้แก่ การตัดเอาเฉพาะรอยโรคที่พบออกเพื่อลดอาการปวด หรือในรายที่มีถุงน้ำรังไข่ การผ่าตัดก็จะกระทำเพื่อเอาเฉพาะถุงน้ำรังไข่ออก โดยยังเก็บ รักษารังไข่ปกติส่วนที่เหลือที่ไม่ได้เกิดถุงน้ำเอาไว้

  • ข้อดีของการรักษาโดยการผ่าตัดแบบอนุรักษ์คือ ผู้ป่วยยังไม่เข้าสู่ภาวะหมดประจำเดือน เนื่องจากยังมีรังไข่ที่ยังสามารถผลิตฮอร์โมนเพศหญิงได้ และยังสามารถตั้งครรภ์และมีบุตรได้ หลังการผ่าตัด
  • ข้อเสียของการรักษาโดยการผ่าตัดแบบอนุรักษ์คือ มีโอกาสกลับเป็นโรคซ้ำหลังผ่าตัดรักษาได้ การกลับเป็นซ้ำอาจจะสูงถึง 60% ซึ่งการให้ยารักษาหลังผ่าตัด หรือการช่วยให้ตั้งครรภ์ พบว่า มีผลช่วยลดอัตราการกลับเป็นซ้ำของโรคได้

การผ่าตัดแบบรุนแรง (Radical surgery) คือการผ่าตัดเพื่อตัดมดลูกและรังไข่ มักให้การรักษาในรายที่ผู้ป่วยมีอายุมาก (มักจะพิจารณาทำเมื่อผู้ป่วยมีอายุมากกว่า 40 ปี) และไม่ต้องการมี บุตรแล้ว

ทั้งนี้การผ่าตัดรักษาทั้งสองวิธีสามารถทำได้ทั้งการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง และการผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่ง ณ ปัจจุบัน การผ่าตัดผ่านกล้องได้รับความนิยมมาก เนื่องจากมีความปลอดภัยสูง บาดแผลมีขนาดเล็ก ทำให้เจ็บแผลผ่าตัดน้อยกว่าและฟื้นตัวหลังผ่าตัดเร็วกว่าการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง อีกทั้งช่วยลดการเกิดพังผืดจากการผ่าตัดได้ จึงมักเป็นทางเลือกแรกสำหรับผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์ยากที่มีโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

หากเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่แล้วควรดูแลตนเองอย่างไร?

โดยมากผู้ที่เป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่มักมาพบแพทย์ล่าช้า เนื่องจากอาการนำสำคัญของโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่คือ อาการปวดประจำเดือน ซึ่งสตรีที่มีอาการปวดประจำเดือนโดยมากมักเข้าใจว่าเป็นอาการปกติของการมีประจำเดือน ดังนั้น หากสตรีท่านใดที่มีอาการ ปวดประจำเดือนมากและอาการเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางสาขาสูติศาสตร์ และนรีเวช เพื่อเข้ารับการรักษาที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที เพื่อป้องกันผลข้างเคียงจากโรคดังกล่าวแล้ว

สำหรับท่านที่ได้รับการวินิจฉัยหรือการรักษาโรคดังกล่าวแล้ว ควรติดตามการรักษาให้สม่ำเสมอ เนื่องจากโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่สามารถกลับเป็นซ้ำได้ตลอดช่วงวัยเจริญพันธุ์

โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ป้องกันได้หรือไม่? อย่างไร?

ปัจจุบันยังไม่พบวิธีป้องกันการเกิดโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ที่ได้ผลเป็นที่น่าพึงพอใจ มีข้อมูลเรื่องการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยลดโอกาสการเกิดโรคได้ แต่ผลการป้องกันไม่แน่นอน การรับประทานอาหารหรือวิตามินไม่พบว่าช่วยลดโอกาสการเกิดโรค ดังนั้น การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงหากมีอาการที่ชวนสงสัยว่าจะ เป็นโรคดังกล่าว ควรรีบปรึกษาแพทย์/สูตินรีพทย์ก็น่าจะเป็นการดูแลตนเองที่ดีที่สุดเพื่อการรักษาโรคแต่เนิ่นๆในระยะที่โรคยังไม่รุนแรง

บรรณานุกรม

1.ACOG Committee on Practice Bulletins--Gynecology. ACOG practice bulletin. Medical management of endometriosis. Number 11, December 1999 (replaces Technical Bulletin Number 184, September 1993). Clinical management guidelines for obstetrician-gynecologists. Int J Gynaecol Obstet 2000; 71:183.
2.Farquhar C, Endometriosis. BMJ. 2007; 3;334 (7587):249-53.
3.Hughes E, Fedorkow D, Collins J, Vandekerckhove P. Ovulation suppression for endometriosis. Cochrane Database Syst Rev 2000;:CD000155.
4.Kennedy S, Bergqvist A, Chapron C, et al. ESHRE guideline for the diagnosis and treatment of endometriosis. Hum Reprod 2005; 20:2698.

Updated 2014, Nov 1


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 5 คน joklove00 Sertthaphong bneieis padungchob19 game1995
Frame Bottom