Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

อาการที่เกี่ยวข้อง :

บทนำ

ยาเพนิซิลลามีน (Penicillamine) จัดเป็นยาที่มีคุณสมบัติเป็นสารคีเลต (Chelate) ซึ่งคือ สารที่มีคุณสมบัติในการจับกับสารจำพวกมีประจุบวก/โลหะหนักเช่น ธาตุเหล็ก ทองแดง สังกะสี ปรอท เป็นต้น โดยเป็นสารเมธาบอไลต์ (Metabolite, สารที่เกิดจากปฏิกิริยาทางชีวเคมี) ของยาเพนิซิลลิน (Penicillin) อย่างไรก็ดีพบว่า มีการแพ้ยาข้ามระหว่างยาต่ำ (หมายถึง ผู้ที่แพ้ยาเพนิ ซิลลินอาจจะไม่แพ้ยาเพนิซิลลามีน และในทางกลับกัน ผู้ที่แพ้ยาเพนิซิลลามีนอาจจะไม่แพ้ยาเพนิซิลลิน) กล่าวคือ ผู้ที่แพ้ยาเพนิซิลลินยังสามารถใช้ยานี้ได้

ยาเพนิซิลลามีนยังมีความสามารถในการกภูมิคุ้มกันต้านทานโรค (สารภูมิคุ้มกันฯ) จึงมีการนำมาใช้รักษาโรคข้อรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) อีกด้วย องค์การอนามัยโลกได้จัดให้ยาเพนิซิลลามีนเป็นยาจำเป็น (Essential Medicines) ที่ควรมีไว้ในระบบสาธารณสุข ในประเทศไทยยาเพนิซิลลามีนจัดเป็นยาอันตราย อย่างไรก็ดีก่อนการใช้ยานี้ควรได้รับการวินิจฉัยและได้รับการเฝ้าติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่องจากแพทย์ผู้รักษา

ยาเพนิซิลลามีนมีสรรพคุณอย่างไร?

เพนนิซิลลามีน

ยาเพนิซิลลามีนมีสรรพคุณ/ข้อบ่งใช้ดังต่อไปนี้

ก. โรควิลสันส์ (Wilson’s Disease): เป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบน้อยที่ร่างกายมีความผิดปกติในการเมทาบอไลต์/Metabolite/ปฏิกิริยาทางชีวเคมีกับสารประกอบจำพวกทองแดง (Copper) ทำให้เกิดการสะสมของทองแดงในเนื้อเยื่อส่วนต่างๆของร่างกายโดยเฉพาะส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาทและการทำงานของตับ

ข. ภาวะพิษจากโลหะหนัก: ในผู้ป่วยที่ได้รับหรือมีระดับโลหะหนักเช่น ธาตุเหล็ก ทอง แดง ปรอท เป็นต้น ในเลือดสูง

ค. ภาวะปัสสาวะมีสารซิสตีน (Cystinuria): เป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบน้อยที่ร่างกายเกิดความผิดปกติในการสร้างสารซิสทีน (Cystine กรดอะมิโนชนิดหนึ่ง) จึงเกิดเป็นก้อนนิ่วในไต นิ่วในท่อไต และนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

ง. โรคข้อรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis): โดยใช้เป็นยาเสริมการรักษาร่วมกับยาอื่น ในผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อรูมาตอยด์ขั้นรุนแรง โดยผู้ป่วยอาจได้รับการรักษาด้วยยาอื่นเช่น ยากลุ่ม ต้านอักเสบ/ยาแก้อักเสบชนิดเสตียรอยด์, ยากดภูมิคุ้มกันฯ (เช่น เมโธเทรเซต/Methotreaxate, ยาอะซาไธโอพรีน/Azathioprine) แล้วล้มเหลวหรืออาการไม่ดีขึ้น

ยาเพนิซิลลามีนออกฤทธิ์อย่างไร?

ยาเพนิซิลลามีนมีคุณสมบัติการออกฤทธิ์หลากหลายแตกต่างกันไปตามข้อบ่งใช้ของยา ดังต่อไปนี้

ก. มีคุณสมบัติการจับกับธาตุโลหะหนักเช่น เหล็ก ทองแดง ปรอท และโลหะหนักอื่นๆ ได้สารประกอบละลายน้ำที่มีความคงตัว นำไปสู่การขับออกทางปัสสาวะจึงทำให้ลดระดับโลหะหนักในร่างกายได้ ด้วยความสามารถของยาเพนิซิลลามีนในข้อนี้ทำให้มีการนำมาใช้รักษาโรควิลสันเพื่อลดระดับทองแดงในร่างกายและรักษาผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากโลหะหนัก

ข. มีความสามารถในการกดภูมิคุ้มกันฯของร่างกายได้แก่ การลดการทำงานของสารภูมิ คุ้มกันฯ (Immunoglobulin) ของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ (T cell เซลล์เม็ดเลือดขาวที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันฯ) และลดรูมาตอยด์แฟกเตอร์ (Rheumatoid Factor ระดับภูมิคุ้มกันฯของร่างกายที่ต่อต้านเนื้อเยื่อของร่างกายเองที่ทำให้เกิดโรคข้อรูมาตอยด์) จึงมีการนำยานี้มาใช้ในการรักษาโรคข้อรูมาตอยด์

ค. มีความสามารถในการจับกับสารซิสทีส (Cystine) ได้สารประกอบที่มีคุณสมบัติละลาย น้ำทำให้มีการนำมาใช้รักษาผู้ป่วยที่มีภาวะปัสสาวะมีสารซิสตินสูง (Cystinuria) ที่เป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคนิ่วในไต นิ่วในท่อไต และ/หรือนิ่วในกระเพาะปัสสาวะได้

ยาเพนิซิลลามีนมีรูปแบบจัดจำหน่ายอย่างไร?

ยาเพนิซิลลามีนมีรูปแบบเภสัชภัณฑ์ที่จัดจำหน่ายเป็นยาเม็ดเคลือบฟิล์มขนาดความแรง 125 และ 250 มิลลิกรัมต่อเม็ด ในประเทศไทยมีเฉพาะขนาดความแรง 250 มิลลิกรัมต่อเม็ดที่อยู่ในทะเบียนยา

ยาเพนิซิลลามีนมีขนาดรับประทานอย่างไร?

ยาเพนิซิลลามีนมีขนาดรับประทานแนะนำดังต่อไปนี้เช่น

ก. โรควิลสัน (Wilson’s Disease)

  • ในผู้ใหญ่และเด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป: แนะนำระดับยาเริ่มต้นที่ 1,500 - 2,000 มิลลิ กรัมต่อวันโดยแบ่งให้วันละ 2 - 3 ครั้ง โดยปรับระดับยาตามค่าของธาตุทองแดงที่ขับออกได้ทางปัสสาวะ ขนาดยาที่ทำให้ค่าธาตุทองแดงในการขับออกทางปัสสาวะได้มากกว่า 2 มิลลิ กรัมต่อวันเป็นขนาดยาที่ผู้ป่วยควรได้รับยาอย่างต่อเนื่องประมาณ 3 เดือน แพทย์อาจลดระดับยาเป็นวันละ 750 - 1,000 มิลลิกรัมต่อวันหากสามารถควบคุมโรคได้ (ค่าธาตุทองแดงในกระ แสเลือดต่ำกว่า 10 ไมโครกรัมต่อลิตร) ผู้ป่วยไม่ควรได้รับยานี้ขนาดมากกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวันอย่างต่อเนื่องเกินหนึ่งปี
  • ในผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีและผู้สูงอายุ: ควรให้ระดับยาขนาด 20 มิลลิกรัมต่อน้ำ หนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวันโดยแบ่งให้วันละ 2 - 3 ครั้ง และให้ปรับระดับยาตามค่าการขับธาตุทองแดงออกทางปัสสาวะและระดับธาตุทองแดง

ข. ภาวะพิษจากปรอท (Lead Toxicity):

  • ในผู้ใหญ่: แนะนำระดับยาขนาด 1,000 - 1,500 มิลลิกรัมต่อวันโดยแบ่งให้วันละ 2 - 3 ครั้งจนกว่าระดับปรอทในปัสสาวะคงที่หรือต่ำกว่า 0.5 มิลลิกรัมต่อวัน
  • ในผู้สูงอายุ: แนะนำระดับยา 20 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวันจนกว่าระดับปรอทในปัสสาวะคงที่หรือต่ำกว่า 0.5 มิลลิกรัมต่อ
  • ในผู้ป่วยเด็ก: แนะนำระดับยาขนาด 15 - 20 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน โดยแบ่งให้วันละ 2 - 3 ครั้ง แนะนำให้ใช้ยานี้ต่อเมื่อระดับสารปรอทในกระแสเลือดสูงกว่า 45 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร

ค. ภาวะปัสสาวะมีซิสติน (Cystinuria):

  • ในผู้ใหญ่:
    • ระดับยาเพื่อละลายนิ่วซิสทีน: แนะนำขนาดยา 1,000 - 3,000 มิลลิกรัมต่อวัน โดยแบ่งให้วันละ 2 - 3 ครั้ง ระดับสารซิสทีนในปัสสาวะควรอยู่ในช่วงไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อลิตร
    • ระดับยาเพื่อป้องกันการเกิดนิ่วซิสทีน: แนะนำขนาดยา 500 - 1,000 มิลลิกรัม โดยแบ่งให้วันละ 2 - 3 ครั้งร่วมกับการดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารเหลว (เช่น แกงจืด) รวมแล้วไม่น้อยกว่า 3 ลิตรต่อวัน ระดับสารซิสทีนในปัสสาวะควรอยู่ในช่วงไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อลิตร (ในผู้สูงอายุควรอยู่ในช่วงไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อลิตร)
  • ในผู้ป่วยเด็ก: แนะนำขนาดยา 20 - 30 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวันโดยแบ่ง ให้วันละ 2 - 3 ครั้ง ปรับระดับยาให้ระดับสารซิสทีนในปัสสาวะอยู่ในช่วงไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อลิตร

ง. โรคข้อรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis):

  • ในผู้ใหญ่: ขนาดยาเริ่มต้นที่แนะนำในช่วง 1 เดือนแรกของการรักษาคือ รับประทานวันละ 100 - 250 มิลลิกรัมต่อวัน หลังจากนั้นให้ปรับระดับยาทุกๆ 4 - 12 สัปดาห์จนกว่าผู้ป่วยจะมีอา การดีขึ้น ระดับยาเพื่อควบคุมอาการโดยทั่วไปอยู่ที่ 500 - 750 มิลลิกรัมต่อวัน (สูงสุด 1,500 มิล ลิกรัมต่อวัน) หากยังสามารถควบคุมอาการได้ดีในช่วงระยะเวลา 6 เดือนอาจพิจารณาลดขนาดยาเหลือวันละ 125 - 250 มิลลิกรัมต่อวันโดยปรับระดับยาทุกๆ 4 - 12 สัปดาห์ อย่างไรก็ดีหากอาการของผู้ป่วยไม่ทุเลาลงหลังจากได้รับยาไปแล้ว 12 เดือนอาจพิจารณาหยุดใช้ยานี้
  • ในผู้สูงอายุ: แนะนำขนาดยาเริ่มต้นไม่เกินวันละ 125 มิลลิกรัมต่อวันในช่วงเดือนแรก และให้ปรับระดับยาเพิ่มขึ้นทุกๆ 4 - 12 สัปดาห์จนกว่าจะได้ระดับยาที่ต่ำที่สุดที่สามารถควบคุมอาการได้ ขนาดยาสูงสุดต่อวันไม่ควรได้รับเกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
  • ในผู้ป่วยเด็ก: แนะนำขนาดยาเริ่มต้นที่วันละ 2.5 - 5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม โดยปรับระดับยาทุกๆ 4 สัปดาห์ในช่วงการรักษา 3 - 6 เดือน ขนาดยาเพื่อควบคุมอาการโดย ทั่วไปคือวันละ 15 - 20 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

*อนึ่ง

อาหารอาจทำให้การดูดซึมยาเพนิซิลลามีนลดลงจึงควรรับประทานยานี้ขณะท้องว่างคือก่อนอาหารประมาณ 1 ชั่วโมงหรือหลังอาหารประมาณ 2 ชั่วโมง และให้ทานยานี้ห่างจากยาอื่นๆอย่างน้อยประมาณ 1 ชั่วโมงรวมถึงยาเสริมธาตุเหล็ก แคลเซียม ผลิตภัณฑ์ยาลดกรด และนม

*****หมายเหตุ:

ขนาดยาและระยะเวลาในการใช้ยาที่ระบุในบทความนี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนคำสั่งใช้ยาของแพทย์ผู้รักษาได้ การใช้ยาที่เหมาะสมควรต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

เมื่อมีการสั่งยาควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกรอย่างไร?

เมื่อมีการสั่งยาเพนิซิลลามีนควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกรเช่น

หากลืมรับประทานยาควรทำอย่างไร?

หากลืมรับประทานยาเพนิซิลลามีนให้รับประทานโดยทันทีที่นึกขึ้นได้ หากใกล้เวลาการรับประทานยาในมื้อถัดไปให้ข้ามมื้อยานั้นไปและรับประทานยาตามมื้อยาถัดไปตามปกติ โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า

ยาเพนิซิลลามีนมีผลไม่พึงประสงค์ไหม?

ยาเพนิซิลลามีนอาจก่อให้เกิดผลไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง/อาการไม่พึงประสงค์) บางประการเช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน สูญเสียการรับรสชาติอาหาร ท้องเสีย หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นและมีแนวโน้มว่าอาการแย่ลงหรือไม่ทุเลา ให้ไปพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนนัด

หากรับประทานยาเพนิซิลลามีนแล้วเกิดอาการแพ้ยาเช่น ผื่นคัน อาการบวมของริมฝีปาก เปลือกตา/หนังตา ใบหน้า หรือหายใจไม่สะดวก/หายใจลำบาก หรืออาการข้างเคียงที่มีความรุนแรง มีอาการเหมือนติดเชื้อบ่อย (เช่น เจ็บคอ มีแผลในปาก มีไข้ หนาวสั่น เป็นต้น) มีห้อเลือดขึ้นง่าย หรือเลือดไหลหยุดยาก เหนื่อยง่าย หายใจไม่สะดวก/หายใจลำบาก ปัสสาวะมีเลือดปน (ปัสสาวะเป็นเลือด) เหนื่อยล้าอย่างรุนแรง การมองเห็นภาพเปลี่ยนไป (เช่น การเห็นภาพไม่ชัดเจน) หรือมีการห้อยย้อยของเปลือกตา/หนังตา/หนังตาตก มีอาการวิงเวียนรุนแรง ให้พบแพทย์/ไปโรงพยาบาลโดยทันที/ฉุกเฉิน

อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยควรตระหนักว่า การที่แพทย์สั่งใช้ยานี้เนื่องจากแพทย์พิจารณาแล้วเห็น ว่ายานี้จะมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยมากกว่าโทษหรือมากกว่าการได้รับผลข้างเคียงจากยา ผู้ป่วยที่ได้รับยานี้ส่วนมากพบว่าเกิดอาการไม่พึงประสงค์ชนิดรุนแรง ผู้ป่วยจึงควรเฝ้าระวังผลข้างเคียงดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้นและแจ้งให้แพทย์ผู้ทำการรักษาทราบ/ไปพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนนัดหรือทันทีขึ้นกับความรุนแรงของอาการ หากเกิดอาการรุนแรงดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

ยาเพนิซิลลามีนมีปฏิกิริยากับยาตัวอื่นไหม?

ยาเพนิซิลลามีนมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาอื่นๆดังนี้

ก. ยาเสริมธาตุเหล็ก (เช่น Ferrous sulfate) ยาดิจอกซิน (Digoxin) และยาลดกรด: เนื่องจากยาในกลุ่มนี้อาจจับกับยาเพนิซิลลามีนในระบบทางเดินอาหารทำให้ร่างกายดูดซึมยาเพนิซิลลามีนได้ลดลง หากจำเป็นต้องให้ร่วมกันให้บริหารยา/ใช้ยาทั้งสองชนิดห่างกันอย่างน้อย 3 ชั่วโมง

ข. ยากลุ่มต้านอักเสบ/ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่เสตียรอยด์ (Non-steroidal anti-inflamma tory Drugs, NSAIDs) หรือยาอื่นๆที่มีฤทธิ์เป็นพิษต่อไต: หากให้ยาเหล่านี้ร่วมกับยาเพนิซิลลามีนจะเพิ่มความเสี่ยงการทำลายไต

ค. ไพริดอกซีน (Pyridoxine) หรือวิตามินบี 6 (Vitamin B6):แพทย์อาจพิจารณาให้วิตามินบี 6 ร่วมด้วยขณะที่ผู้ป่วยใช้ยาเพนิซิลลามีนเนื่องจากยาเพนิซิลลามีนอาจทำให้ระดับวิตามินบี 6 ในร่างกายลดลง

มีข้อควรระวังในการใช้ยาเพนิซิลลามีนอย่างไร?

มีข้อควรระวังในการใช้ยาเพนิซิลลามีนเช่น

  • ไม่ใช้ยานี้กับผู้ที่แพ้ยาหรือแพ้ส่วนประกอบของยานี้
  • แพทย์มักมีการตรวจเลือดซีบีซี/CBC และการตรวจเลือดดูค่าความสามารถการทำ งานของไตก่อนเริ่มใช้ยานี้
  • ในระหว่างการรักษาแพทย์มักมีการตรวจปัสสาวะและการตรวจเลือดผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอ
  • แพทย์มักระงับการใช้ยานี้หากค่าเกล็ดเลือดต่ำกว่า 120,000 ต่อมิลลิลิตรหรือค่าเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 2,500 ต่อมิลลิลิตร โดยอาจพิจารณาให้ยาใหม่อีกครั้งเมื่อทั้ง 2 ค่านี้อยู่ในช่วงค่าปกติโดยอาจให้เริ่มใช้ยาใหม่ในขนาดที่ต่ำกว่าเดิม
  • ระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคไต
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยานี้กับยาในกลุ่มต้านอักเสบ/ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่เสตียรอยด์ (Non-steroidal anti-inflammatory Drugs, NSAIDs) หรือยาอื่นที่อาจก่อให้เกิดพิษต่อไต เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงการทำลายเนื้อเยื่อไต
  • ฝ้าระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่เคยมีประวัติได้รับอาการไม่พึงประสงค์จากสารที่มีทองคำเป็นส่วนประกอบเช่น ยาออเรนโอฟิน
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยานี้กับสตรีตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • ห้ามแบ่งยาให้ผู้อื่นใช้
  • ห้ามใช้ยาหมดอายุ
  • ห้ามเก็บยาหมดอายุ

***** อนึ่ง:

ทุกคนต้องตระหนักถึงความปลอดภัยจากการใช้ ”ยา” ที่รวมถึงยาแผนปัจจุบันทุกชนิด(รวมยาเพนิซิลลามีนด้วย) ยาแผนโบราณทุกชนิดและสมุนไพรต่างๆเสมอ เพราะยามีทั้งให้คุณและให้โทษ ดังนั้นเมื่อมีการใช้ยาทุกชนิดควรต้องปฏิบัติตาข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิดเสมอ (อ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิด) รวมทั้งควรต้องปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อนซื้อยาใช้เองเสมอด้วยเช่นกัน

ควรเก็บรักษายาเพนิซิลลามีนอย่างไร?

ควรเก็บรักษายาเพนิซิลลามีนดังนี้เช่น

  • เก็บในภาชนะบรรจุหรือบรรจุภัณฑ์ดั้งเดิมของผู้ผลิต
  • เก็บในอุณหภูมิห้องปกติ ควรหลีกเลี่ยงที่อับชื้นเช่น บริเวณใกล้ห้องน้ำ ห้องครัว หรือบริเวณที่มีแสงแดดส่องถึงโดยตรง
  • เก็บให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง
  • ไม่เก็บยาในรถยนต์

ยาเพนิซิลลามีนมีชื่ออื่นอีกไหม? ผลิตจากบริษัทอะไรบ้าง?

ยาเพนิซิลลามีนที่มีจำหน่ายในประเทศไทย มียาชื่อการค้าและบริษัทผู้ผลิตดังต่อไปนี้

ชื่อการค้าบริษัทผู้ผลิต
องค์การเภสัชกรรม
เพนิซิลลามีน จีพีโอ (Penicillamine GPO) องค์การเภสัชกรรม

บรรณานุกรม

  1. Amanda H. Corbett, Susan Cornell, Marilyn Cortell, et al. Drug Information Handbook with International Trade Names, Penicillamine. 23; 2014:1621-23.
  2. Arthritis Health Center: Rheumatoid Factor (RF). http://www.webmd.com/arthritis/rheumatoid-factor-rf [2015,Aug8]
  3. Ala A, Walker AP, Ashkan K, Dooley JS, Schilsky ML. Wilson's disease. Lancet 2007; 369 (9559): 397–408.
  4. Biyani CS, Cartledge JJ. Cystinuria—Diagnosis and Management. 2006; EAU-EBU Update Series 4 (5): 175–83.
  5. Omudhome Ogbru, Jay W.M., Charles P.D. Penicillamine, Cuprimine, Depen. http://www.medicinenet.com/penicillamine/article.html [2015,Aug8]
  6. D-Penicillamine. National Center for Biotechnology Information, Pubchem. http://pubchem.ncbi.nlm.nih.gov/compound/D-Penicillamine#section=Top [2015,Aug8]
  7. Distamine 250mg Film-coated tablets, SPC. Alliance Pharmaceuticals. Jan, 14.
  8. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. http://wwwapp1.fda.moph.go.th/consumer/conframe.asp [2015,Aug8]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 8 คน popeppo nightmelons padungchob19 Nongbeer Wassanawas PPaapp Panupol mdnatt
Frame Bottom