Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ต่อมใต้สมอง  อื่นๆ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ปัสสาวะปริมาณมากจนเพลีย 

บทนำ

เบาจืด (Diabetes insipidus) หรือเรียกย่อว่า ดีไอ (DI) คือภาวะหรือโรคที่ผู้ป่วยมีอา การปัสสาวะปริมาณสูงมากในแต่ละวัน มัก’มากกว่า 2.5 ลิตรต่อวัน’ โดยมีรายงานสูงได้ถึงวันละ 10 - 15 ลิตร (คนปกติจะปัสสาวะวันละประมาณ 1 - 2 ลิตรขึ้นกับปริมาณน้ำที่ร่างกายได้รับ) ทั้งนี้ปัสสาวะจากโรคนี้จะเจือจางมาก ปริมาณสารต่างๆในปัสสาวะจะลดน้อยกว่าปกติมากจากที่ส่วนประกอบเกือบทั้งหมดของปัสสาวะจะเป็นน้ำ ดังนั้นผู้ป่วยโรคนี้จึงมักมีอาการกระหายน้ำมาก/ภาวะขาดน้ำร่วมด้วยเสมอ

เบาจืด เป็นคนละโรคกับ เบาหวาน เพียงแต่มีชื่อพ้องกันเพราะมีความผิดปกติในปัสสาวะด้วยกันทั้งคู่ แต่เบาหวานจะมีน้ำตาลในปัสสาวะ (คนปกติจะไม่มีน้ำตาลในปัสสาวะ) แต่เบาจืด ไม่มีน้ำตาลในปัสสาวะ ส่วนใหญ่ของปัสสาวะจะเป็นน้ำซึ่งปริมาณมากจนส่งผลให้สารต่างๆที่ก่อ สี กลิ่น ในปัสสาวะเจือจางลงมากจนปัสสาวะเกือบมีลักษณะเหมือนน้ำ

เบาจืดเป็นภาวะที่พบน้อย ประมาณ 3 รายต่อประชากร 100,000 คน มักพบในผู้ใหญ่ แต่ในเด็กอาจพบโรคนี้ได้บ้างโดยมักเป็นเด็กโต ทั้งนี้พบโรคนี้ได้ใกล้เคียงกันทั้งในผู้หญิงและในผู้ชาย

มีกลไกการเกิดเบาจืดอย่างไร?

เบาจืด

ในภาวะปกติ การควบคุมปริมาณปัสสาวะขึ้นอยู่กับฮอร์โมนชื่อ วาโสเพรสซิน หรืออีกชื่อ คือ เอดีเอช (Vasopressin หรือ ADH/Antidiuretic hormone หรืออีกชื่อคือ Arginine vaso pressin) ซึ่งปกติเป็นฮอร์โมนสร้างจากสมองส่วนลึกที่เรียกว่า ไฮโปธาลามัส (Hypothalamus ) และถูกนำมาเก็บไว้ที่กลีบหลังของต่อมใต้สมอง (Posterior lobe of pituitary gland หรือ Neurohypophysis) เพื่อหลั่งออกมาควบคุมการทำงานของไต ให้ดูดซึมน้ำกลับเข้าสู่ร่างกายให้อยู่ในสมดุล ไม่ปล่อยออกมาเป็นปัสสาวะทั้งหมด

ดังนั้น เมื่อสมดุลในกระบวนการนี้เสียไป อาจโดยการสร้างฮอร์โมนเอดีเอชลดลง หรือเซลล์ไตไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมนเอดีเอช ไตจึงไม่สามารถดูดซึมน้ำกลับเข้าร่างกายได้หลัง จากเลือดผ่านไต ปริมาณปัสสาวะจึงเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ ซึ่งเรียกภาวะนี้ว่า “เบาจืด” โดยปริ มาณปัสสาวะจะเพิ่มมากน้อยเท่าใดขึ้นกับความรุนแรงของภาวะ/โรค

เบาจืดมีกี่ประเภท?

เบาจืด แบ่งตามกลไกการเกิดได้เป็น 4 ประเภท คือ 1.ประเภทเกิดจากความผิดปกติทางสมอง, 2.ประเภทเกิดจากความผิดปกติทางไต, 3.ประเภทเกิดจากความผิดปกติในการกระหายน้ำ, และ 4.ประเภทเกิดจากการตั้งครรภ์

1. จากความผิดปกติทางสมอง (Central หรือ Neurogenic diabetes insipidus): เป็นชนิดพบบ่อยที่สุด เกิดจากพยาธิสภาพหรือโรคในสมองที่ส่งผลให้การสร้างฮอร์โมน เอดีเอช/ADH ลดน้อยลง เช่น โรคเนื้องอกและมะเร็งสมอง โรคเนื้องอกต่อมใต้สมอง การผ่าตัดสมอง หรือจากอุบัติเหตุของสมอง

2. จากความผิดปกติทางไต (Nephrogenic diabetes insipidus): เป็นชนิดที่พบได้น้อย โดยเกิดจากไตไม่ตอบสนองหรือตอบสนองได้น้อยต่อฮอร์โมนเอดีเอช/ADH เช่น จากพันธุกรรม หรือจากผลข้างเคียงของยารักษาโรคบางชนิด เช่น ยา Phenytoin ที่ใช้รักษาอาการชัก

3. จากความผิดปกติในการกระหายน้ำ (Dipsogenic diabetes insipidus): ชนิดนี้พบได้น้อยมากๆ โดยเกิดจากความผิดปกติของสมองไฮโปธาลามัสซึ่งนอกจากสร้างฮอร์โมนเอดีเอช/ADH และฮอร์โมนอีกหลายชนิดแล้ว ยังควบคุมเกี่ยวกับอารมณ์และจิตใจด้วย ซึ่งเมื่อเกิดความผิดปกติทางอารมณ์/จิตใจ ที่ก่อให้เกิดการกระหายน้ำอย่างมาก ผู้ป่วยจึงดื่มน้ำในปริมาณมหาศาล จึงส่งผลให้ปริมาณปัสสาวะเพิ่มขึ้นตามปริมาณน้ำที่ดื่ม

4. จากการตั้งครรภ์ (Gestational diabetes insipidus): ซึ่งสาเหตุนี้พบได้น้อยมากเช่นกัน โดยเกิดได้จากในขณะตั้งครรภ์ รกจะสร้างเอนไซม์ชื่อ Vasopressinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ทำลายฮอร์โมนเอดีเอช/ADH ซึ่งหากมีการสร้างเอนไซม์นี้ในปริมาณมาก จะส่งผลให้ปริ มาณฮอร์โมนเอดีเอชลดลง ไตจึงดูดซึมน้ำกลับเข้าร่างกายน้อยลง ปัสสาวะจึงมีปริมาณสูงขึ้น ซึ่งโรคจากสาเหตุนี้จะหายได้เองภายหลังการคลอด

เบาจืดเกิดจากสาเหตุอะไร?

สาเหตุการเกิดเบาจืดเกือบทั้งหมดเป็นเบาจืดประเภทที่เกิดจากความผิดปกติทางสมอง ซึ่งในกลุ่มนี้

ส่วนสาเหตุอื่นๆที่อาจพบได้บ้าง เช่น

เบาจืดมีอาการอย่างไร?

อาการของเบาจืดแบ่งเป็น 2 อาการหลัก คือ อาการที่เกิดจากภาวะเบาจืดเอง, และอาการที่เกิดจากสาเหตุ

ก. อาการที่เกิดจากเบาจืด: ซึ่งเบาจืดทุกประเภทจะมีอาการเหมือนกัน โดยอาการหลักคือ ปัสสาวะปริมาณมาก บ่อยครั้ง แต่ละครั้งปริมาณมาก ทั้งกลางวันและกลางคืน ร่วมกับกระหายน้ำมาก

นอกจากนั้นอาการอื่นๆที่พบได้ คือ

ข. อาการที่เกิดจากสาเหตุ: ซึ่งจะขึ้นกับแต่ละสาเหตุ จึงแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละคนตามสาเหตุ เช่น อาการจากโรคเนื้องอกและมะเร็งสมอง หรืออาการจากโรคกรวยไตอักเสบเรื้อรัง หรืออาการของโรคมะเร็งต่างๆ (เช่น โรคมะเร็งปอด) เป็นต้น

แพทย์วินิจฉัยเบาจืดได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยเบาจืดได้จาก

รักษาเบาจืดอย่างไร?

แนวทางการรักษาโรคเบาจืด คือการรักษาสาเหตุ และการรักษาอาการตามประเภทของเบาจืด

ก. การรักษาสาเหตุ: จะแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละคน ทั้งนี้ขึ้นกับสาเหตุ เช่น

ข. การรักษาอาการเบาจืด คือ การรักษาตามประเภทของเบาจืด เช่น

*ทั้งนี้ ในกรณีแพทย์หาสาเหตุไม่พบ การรักษาจะเป็นเพียงการรักษาตามอาการของเบาจืด

เบาจืดมีผลข้างเคียงอย่างไร? รุนแรงไหม?

ผลข้างเคียง/ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้จากภาวะเบาจืด คือ

ในส่วนความรุนแรง/การพยากรณ์โรคของโรคเบาจืดขึ้นกับสาเหตุ เช่น

ดูแลตนเองอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไร?พบแพทย์ก่อนนัดเมื่อไหร่?

เมื่อมีอาการปัสสาวะมาก โดยเฉพาะเมื่อร่วมกับกระหายน้ำมาก ควรพบแพทย์/ไปโรง พยาบาลเสมอเพื่อแพทย์วินิจฉัยหาสาเหตุ เพื่อการรักษาสาเหตุแต่เนิ่นๆซึ่งจะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพดีขึ้น โอกาสควบคุมรักษาโรคได้จึงสูงขึ้น

เมื่อทราบว่าเป็นเบาจืดแล้ว การดูแลตนเองที่บ้านและการพบแพทย์ คือ

ป้องกันเบาจืดอย่างไร?

เมื่อดูจากสาเหตุ เบาจืดค่อนข้างป้องกันได้ยาก อย่างไรก็ตาม การป้องกันคือ การป้อง กันสาเหตุดังกล่าวแล้วใน’หัวข้อสาเหตุฯ’ที่ป้องกันได้ ที่สำคัญและยังช่วยให้มีสุขภาพกาย สุข ภาพจิตที่ดี และสามารถช่วยป้องกันโรคติดเชื้ออื่นๆได้อีกด้วย คือ

บรรณานุกรม

  1. Loh, J., and Verbalis, J. (2007). Diabetes insipidus as a complication after pituitary surgery. Nature Clinical Practice Endocrinology&Metabolism. 3, 489-494.
  2. Maghnie, M. et al. (2000). Central diabetes insipidus in children and young adults. N Engl J Med. 343, 998-1007
  3. http://www.gps.org/diabetes_insipidus.htm [2019,Feb23]
  4. https://emedicine.medscape.com/article/117648-overview#showall [2019,Feb23]
  5. https://en.wikipedia.org/wiki/Nephrogenic_diabetes_insipidus [2019,Feb23]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom