Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ผิวหน้า  ระบบโรคผิวหนัง 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

บทนำ

สิว (Acne) เป็นปัญหาโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยมาก ประชากรเก้าในสิบคนเคยมีปัญหาสิวอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต ในประเทศไทยเองมีการศึกษาที่สำรวจความชุกของสิวในนักศึกษาเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลพบว่า 64.7% ของกลุ่มตัวอย่างมีปัญหาสิวในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ปัญหาสิวไม่ได้ส่งผลให้เกิดแผลเป็นที่ผิวหนังเท่านั้น พบว่าในหลายครั้งปัญหาสิวได้ก่อให้เกิดแผลเป็นในจิตใจทำให้ขาดความมั่นใจในตัวเอง ซึมเศร้า แยกตัวจากสังคม รวมไปถึงการเลือกปฏิบัติจากสังคม และโอกาสในหน้าที่การงานอีกด้วย

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดสิวมีอะไรบ้าง?

สิว

สิวเป็นโรคที่เกิดจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกันโดยปัจจัยที่พบได้บ่อยมีดังนี้


สิวมีกี่ประเภท? มีความรุนแรงอย่างไร?


รักษาสิวอย่างไร?

สิวเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่ไม่มีสูตรตายตัวในการรักษา วิธีรักษาสิวในปัจจุบันอาจแบ่งออก เป็นหมวดหมู่ใหญ่ๆคือ กลุ่มยาอนุพันธุ์ของวิตามินเอ กลุ่มยาปฏิชีวนะ กลุ่มยาฮอร์โมน การใช้เล เซอร์/แสง การผลัดเซลล์ผิวด้วยกรดผลไม้ และการกดสิว การเลือกวิธีรักษาต้องคำนึงถึงประเภท ของสิว ความรุนแรง และความเหมาะสมต่อผิวของแต่ละคน รวมถึงปัจจัยอื่นๆของผู้เป็นสิวร่วมด้วย


ดูแลตนเองอย่างไร?

การดูแลตนเองและการพบแพทย์เมื่อเป็นสิวได้แก่

  1. ห้ามแกะหรือกดสิวด้วยตนเอง เพราะการกดที่ไม่ถูกวิธีและการแกะสิวมักก่อให้เกิดแผล เป็นโดยเฉพาะหลุมสิว
  2. หลายการศึกษาพบว่า การเลี่ยงอาหารที่มีค่าไกลซีมิกอินเดกซ์สูง (Glycemic index คือ ตัวบ่งชี้ว่า อาหารชนิดใดเมื่อกินแล้วส่งผลให้มีน้ำตาลกลูโคลสในเลือดสูงทันที) เช่น เค้ก คุกกี้ ขนมหวาน รวมถึงนมวัว อาหารทะเล และอาหารไขมันทรานส์สูง (Trans fat หรือ Trans fatty acid คือไขมันที่มีส่วนผสมของไฮโดรเจน) เช่น เนยเทียม ครีมเทียมบางชนิด ฟาสต์ฟูต อาหารทอด และอาหารสำเร็จรูปบางชนิด ให้ผลไม่ดีกับผู้ที่มีปัญหาสิว
  3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หากร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอจะส่งผลให้ระบบฮอร์โมนทำงานไม่สมดุลและมีปริมาณสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบเพิ่มขึ้น
  4. ฝึกผ่อนคลายความเครียดเช่น ด้วยการนั่งสมาธิหรือการฝึกการหายใจ (Breathing exer cise)
  5. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหน้าที่ระบุว่าไม่เป็นตัวก่อสิว “Non-comedogenic” คือไม่ก่อให้เกิดสิวอุดตัน และเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมัน (Oil-based) เป็นส่วนประกอบหลัก
  6. ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งตามปกติไม่จำเป็นต้องล้างบ่อยจนเกินไป เพราะสิวไม่ได้เกิดจากความสกปรกอย่างที่เข้าใจกันแต่อย่างใด แต่สำหรับในคนที่หน้ามันมากอาจล้างเพิ่มระ หว่างวันด้วยน้ำเปล่าซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการเสียสมดุลของค่ากรดด่างของผิวหน้า (พีเอช หรือ pH) และเซลล์ชั้นปกป้องผิวแต่อย่างใด

เมื่อใดจึงควรพบแพทย์?

ไม่มีข้อกำหนดชี้ชัดว่าเป็นสิวรุนแรงขั้นใดจึงควรพบแพทย์ แต่โดยทั่วไปแล้วถ้าสิวมีการอักเสบจะมีโอกาสเกิดรอยแผลเป็นหลุมสิวถาวรได้ ดังนั้นหากมีสิวอักเสบขึ้นต่อเนื่องหรือสิวความ รุนแรงตั้งแต่เกรดสองเป็นต้นไป ควรที่จะปรึกษาแพทย์เพื่อขอรับคำแนะนำในการปฏิบัติตัว หาสา เหตุ และรักษาด้วยยาตามที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดแผลเป็นถาวรต่อไป

ป้องกันสิวได้อย่างไร?

เมื่อดูจากปัจจัยเสี่ยงการป้องกันสิวเต็มร้อยเป็นไปได้ยาก แต่อาจลดโอกาสเกิดสิวให้น้อยลงได้โดย

  • ใช้เครื่องสำอางชนิดมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก (Water- based) และเป็นชนิดที่ไม่ก่อสิว (Non-comedogenic) หลีกเลี่ยงการใช้ชนิดมีน้ำมันเป็นส่วนประกอบหลัก (Oil-based)
  • ไม่ควรล้างหน้าเกินวันละ 2 ครั้งเพราะการล้างหน้าบ่อยๆก่อการระคายเคืองต่อเซลล์ผิว หน้าอาจเป็นปัจจัยให้เกิดสิวได้
  • ไม่ใช้เครื่องสำอางรองพื้นที่หนาเกินไป
  • ล้างเครื่องสำอางใบหน้าออกให้สะอาดก่อนนอนเสมอเพราะเป็นสาเหตุก่อการอุดตันของซีบัม
  • ไม่แกะสิวหรือสัมผัสใบหน้าบ่อยๆเพราะเพิ่มโอกาสผิวติดเชื้อแบคทีเรีย
  • ฝึกผ่อนคลายความเครียดดังกล่าว
  • พักผ่อนให้เพียงพอเพื่อช่วยให้ระบบฮอร์โมนของร่างกายทำงานได้อย่างมีสมดุล
  • เมื่อเคยพบแพทย์เรื่องสิว ควรปฏิบัติต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์

บรรณานุกรม

  1. 1. กันต์กมล กิจตรงศิริ. การสำรวจความชุก ผลกระทบ และการดูแลรักษาปัญหาจากสิวในนักศึกษาเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล. 2548. เภสัชศาสตร์ มหิดล
  2. J.K.L.Tan. Psychosocial impact of acne vulgaris. Skin Therapy Letter 2004; 9.
  3. Goulden V, McGeown CH, Cunliffe WJ. The familial risk of adult acne: a comparison between first-degree relatives of affected and unaffected individuals. Br J Dermatol. Aug 1999;141(2):297-300.
  4. Lucky AW, Biro FM, Simbartl LA, Morrison JA, Sorg NW. Predictors of severity of acne vulgaris in young adolescent girls: results of a five-year longitudinal study. J Pediatr. Jan 1997;130(1):30-9.
  5. Gollnick H. Current concept of the pathogenesis of acne. Drugs. Jan 2003; 63(15): 1579-1596
  6. Thiboutot, D., et al., New insights into the management of acne: an update from the Global Alliance to Improve Outcomes in Acne group. J Am Acad Dermatol, 2009. 60(5 Suppl): p. S1-50.
  7. Strauss JS, Krowchuk DP, Leyden JJ, et al. Guidelines of care for acne vulgaris management. J Am Acad Dermatol. Apr 2007;56(4):651-63.
  8. Liu, P.T., et al., Cutting edge: all-trans retinoic acid down-regulates TLR2 expression and function. J Immunol, 2005. 174(5): p. 2467-70.
  9. King, K., et al., A double-blind study of the effects of 13-cis-retinoic acid on acne, sebum excretion rate and microbial population. Br J Dermatol, 1982. 107(5): p. 583-90
  10. Eady, E.A., et al., The effects of acne treatment with a combination of benzoyl peroxide and erythromycin on skin carriage of erythromycin-resistant propionibacteria. Br J Dermatol, 1996. 134(1): p. 107-13.
  11. Atzori, L., et al., Glycolic acid peeling in the treatment of acne. J Eur Acad Dermatol Venereol, 1999. 12(2): p. 119-22.
  12. Taub, A.F., Procedural treatments for acne vulgaris. Dermatol Surg, 2007. 33(9): p. 1005-26.
Updated 2015, Feb 14


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom