Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

เต้านม  ปากมดลูก  ลำไส้ใหญ่  ระบบอวัยวะสืบพันธุ์สตรี  ระบบมะเร็งวิทยา 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

บทนำ

ปัจจุบันการตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง (Cancer screening หรือ Cancer early detection) ที่มีประสิทธิภาพที่สามารถลดอัตราเสียชีวิตจากโรคมะเร็งได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ มีในโรคมะเร็ง 3 ชนิด คือ การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูก (Cervical cancer screening) การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านม (Breast cancer screening) และการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colorectal cancer screening)

1. การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูก

วิธีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง

ใครคือผู้สมควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก? และต้องตรวจบ่อยแค่ไหน?

สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกดังนี้คือ ให้เริ่มตรวจคัดกรองในผู้หญิงปกติทุกคนซึ่งมีอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไปหรือที่ 3 ปีหลังมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกทั้งนี้ขึ้นกับว่าอะไรถึงก่อน หลังจากนั้นตรวจคัดกรองทุก 1 - 2 ปีขึ้นกับแพทย์แนะนำจน ถึงอายุ 29 ปี

ตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไปเมื่อผลตรวจคัดกรองปกติทุกครั้ง 3 ครั้ง/3 ปีติดต่อกัน อาจลดการตรวจลงเหลือเพียงตรวจทุก 2 - 3 ปี หรืออาจตรวจทุกปีคงเดิมขึ้นกับความประสงค์ของตนเอง ตรวจสม่ำเสมอไปจนถึงอายุ 70 ปี หลังจากนั้นอาจยกเลิกการตรวจถ้า 10 ปีที่ผ่านมาผลตรวจปกติทุกครั้ง หรือจะยังคงเลือกตรวจต่อเนื่องทั้งนี้ขึ้นกับความประสงค์ของตนเอง

ผู้หญิงที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกควรตรวจคัดกรองอย่างน้อยทุกเดือน และ/หรือตามคำแนะนำของแพทย์ และตรวจต่อเนื่องตลอดชีวิต

ผู้หญิงที่ผ่าตัดปากมดลูก/มดลูกแล้วไม่จำเป็นต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ยกเว้น เมื่อผ่าตัดจากโรคของปากมดลูกเช่น จากปากมดลูกอักเสบเรื้อรัง โดยความบ่อยของการตรวจขึ้นกับคำแนะนำของแพทย์

อนึ่ง ผู้หญิงที่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกแล้ว ก็ยังคงต้องตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกด้วยตารางการตรวจเช่นเดียวกับที่ได้กล่าวแล้ว ทั้งนี้เพราะวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกให้ผลป้องกันโรคได้เพียงประมาณ 70% เท่านั้น

วิธีตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกทำอย่างไร?

วิธีตรวจคัดกรองคือ วิธีตรวจที่เรียกว่า แป๊บสเมียร์ หรือ แป๊บเทส (Pap smear หรือ Pap test) ซึ่งตรวจได้โดยแพทย์ตรวจภายในจากการสอดใส่เครื่องมือ (ตามขนาดของช่องคลอดของแต่ละคน การตรวจจึงเพียงก่อการระคายเล็กน้อย) ผ่านทางช่องคลอด ซึ่งจะช่วยให้แพทย์มอง เห็นปากมดลูกและภายในช่องคลอดได้ด้วยตาเปล่า ทั้งนี้โดยผู้ถูกตรวจนอนในท่านอนหงาย ยกเท้าทั้งสองขึ้นพาดบนที่พาดเท้าเพื่อเปิดอวัยวะเพศภายนอกให้แพทย์สามารถตรวจได้ชัดเจน

เมื่อมองเห็นปากมดลูกแล้ว แพทย์จะใช้เครื่องมือเล็กๆป้ายเอาเซลล์จากปากมดลูกเพื่อนำไปตรวจทางเซลล์วิทยาโดยแพทย์เฉพาะทางด้านพยาธิวิทยา กระบวนการทั้งหมดที่กล่าวแล้ว เรียกว่า การตรวจแป๊บสเมียร์ หรือแป๊บเทส ซึ่งเทคนิคการตรวจเซลล์มีทั้งเทคนิคมาตรฐานทั่วไป และเทคนิคพิเศษที่ก้าวหน้ากว่า แต่ส่วนใหญ่บ้านเราจะใช้เทคนิคมาตรฐานซึ่งมีค่าใช้จ่ายถูกกว่า และผลลัพธ์ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก

การตรวจแป๊บสเมียร์เป็นการตรวจแบบผู้ป่วยนอก ไม่ต้องมีการเตรียมตัวล่วงหน้า ตรวจได้เลยที่แผนกตรวจผู้ป่วยนอก เพียงแต่เมื่อไปโรงพยาบาลให้แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าประสงค์จะตรวจเช็คมะเร็งปากมดลูก เจ้าหน้าที่จะเป็นผู้แนะนำแพทย์ให้เอง ซึ่งโดยทั่วไปมักให้การตรวจโดยแพทย์สาขาสูตินรีเวชและสาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา

การตรวจแป๊บสมียร์จะทราบผลได้ประมาณ 3 - 10 วันหรือนานกว่านั้นขึ้นกับจำนวนผู้ป่วย และพยาธิแพทย์ของแต่ละโรงพยาบาล

2. การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านม

ใครคือผู้สมควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม?

ผู้สมควรได้รับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านมคือ ผู้หญิงทุกคนเริ่มตั้งแต่วัยที่พอเข้าใจ และสามารถดูแลตนเองและสอนให้ดูแลตนเองได้ โดยทั่วไปมักเริ่มที่อายุ 18 - 20 ปี และควรตรวจสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดชีวิตตามแพทย์แนะนำ ตราบเท่าที่ยังมีสุขภาพแข็งแรงพอที่จะมีอายุไขได้ยืนยาวต่ออีกอย่างน้อยประมาณ 5 ปีนับจากการตรวจครั้งสุดท้าย (ข้อมูลการศึกษาทางการแพทย์มักครอบคลุมถึงอายุประมาณ 74 ปี)

วิธีตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมทำอย่างไร? ต้องตรวจบ่อยแค่ไหน?

การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านมมี 3 วิธีสำคัญคือ ตรวจคลำเต้านมด้วยตนเอง แพทย์เป็นผู้ตรวจคลำเต้านม และการตรวจภาพรังสีเต้านม หรือ แมมโมแกรม ( mammogram) ซึ่งในการตรวจคัดกรองควรต้องปฏิบัติทั้ง 3 วิธี

  1. การตรวจคลำเต้านมด้วยตนเองคือ การใช้ฝ่ามือตนเองคลำบนเต้านมด้านตรงข้าม อาจตรวจในท่านั่ง ท่านอนหงาย หรือขณะกำลังอาบน้ำ การตรวจที่เพิ่มความถูกต้องคือ เต้านมต้องแผ่ขยายแบนราบกับผนังหน้าอก ดังนั้นในขณะตรวจจึงควรต้องยกแขนขึ้นเพื่อให้เต้านมด้านนั้นแผ่ราบ แล้วใช้ฝ่ามือคลำเบาๆบนเต้านม กดเบาๆลงบนผนังหน้าอก เมื่อพบก้อนเนื้อหรือสงสัยสิ่งผิดปกติควรรีบพบแพทย์เพื่อการตรวจวินิจฉัย ในการคลำสลับยกมือและคลำเต้านมทีละข้าง ควรบีบหัวนมเบาๆเมื่อพบมีน้ำเลือดควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจเกิดจากเต้านมอักเสบหรือโรคมะเร็ง (ปกติจะไม่ได้อะไรหรือได้น้ำใสๆนิดหน่อย)
    • ควรสังเกตผื่นคันเรื้อรังบนหัวนม หัวนมบุ๋มผิดไปจากเดิม ผิวเต้านมผิดไปจากเดิมเช่น คล้ายหนัง หมูหรือบวมแดงร้อน ทั้งหมดอาจเป็นอาการของมะเร็งเต้านมได้
    • ควรคลำหรือสังเกตุรักแร้ทั้งสองข้างด้วยว่ามีก้อนเนื้อผิดปกติหรือไม่ เพราะโรคมะเร็งเต้านมลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองรักแร้ได้สูง
    • การตรวจคลำเต้านมควรตรวจคลำทีละข้างพร้อมตรวจคลำรักแร้ ทั้งนี้การตรวจคลำเต้านมด้วยตนเองทำได้บ่อยตามต้องการแต่อย่างน้อยเดือนละครั้ง ซึ่งเมื่อพบก้อนเนื้อหรือสงสัยสิ่งผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อการตรวจวินิจฉัย ในการคลำสลับยกมือและคลำเต้านมทีละข้าง
  2. การตรวจเต้านมโดยแพทย์ จะด้วยวิธีการเช่นเดียวกับการตรวจเต้านมด้วยตนเอง เพียงแต่ผู้ให้การตรวจเป็นแพทย์ ซึ่งในช่วงอายุ 20 - 39 ปีควรให้แพทย์ตรวจทุก 3 ปีเมื่อตรวจตนเองแล้วปกติ แต่เมื่อมี่ความกังวลหรือคิดว่าอาจมีสิ่งผิดปกติควรพบแพทย์ก่อนนัดเสมอ ส่วนเมื่อพบมีสิ่งผิดปกติแพทย์จะเป็นผู้แนะนำเองว่าควรทำอย่างไร? แต่เมื่ออายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปควรพบแพทย์ตรวจคลำเต้านมทุกปีโดยเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสุขภาพประจำปี
  3. การตรวจภาพรังสีเต้านม เป็นการตรวจภาพเต้านมด้วยเครื่องเอกซเรย์เทคนิคเฉพาะเต้านม เพื่อตรวจภาพหินปูน ภาพก้อนเนื้องอกธรรมดา และภาพก้อนเนื้อมะเร็ง ซึ่งในบ้านเรานิยมตรวจควบคู่กับการตรวจภาพเต้านมด้วยอัลตราซาวด์

สมาคมโรคมะเร็งแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาแนะนำให้ผู้หญิงปกติทุกคนตรวจทุกปีโดยเริ่มตั้งแต่อายุ 40 ปี แต่องค์กรสุขภาพด้านการป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกาเองแนะนำให้เริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไปและเมื่อไม่ใช่กลุ่มมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม การตรวจควรเป็นทุก 1 - 2 ปี แต่ในกลุ่มเสี่ยงให้ขึ้นกับคำแนะนำของแพทย์

ส่วนสถาบันเพื่อสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักรแนะนำผู้หญิงปกติควรเริ่มตรวจภาพรังสีเต้านมตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไปและตรวจซ้ำทุก 3 ปี ส่วนในกลุ่มเสี่ยงให้ขึ้นกับคำแนะนำของแพทย์เช่นกัน

ในประเทศไทยเองโรคมะเร็งเต้านมยังพบได้น้อยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสหรัฐอเมริกา รวมทั้งค่าใช่จ่ายในการตรวจในภาพรวมยังสูงมาก ดังนั้นการใช้คำแนะนำเช่นเดียวกับสหราชอาณาจักรจึงน่าเหมาะสมกว่า

3. การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

ใครคือผู้สมควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ และควรตรวจบ่อยแค่ไหน?

สมาคมโรคมะเร็งแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาแนะนำให้บุคคลทั่วไปทั้งผู้หญิงและผู้ชายควรตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เริ่มตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป หลังจากนั้นอาจตรวจทุก 5 หรือ 10 ปีเมื่อผลตรวจครั้งแรกปกติ แต่ทั้งนี้ขึ้นกับคำแนะนำของแพทย์และอาการต่างๆของผู้ป่วยในช่วงนั้นและในระยะเวลาต่างๆ

วิธีตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ทำอย่างไร?

วิธีตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มีหลายวิธี ที่ยังอยู่ในการศึกษาคือ การตรวจภาพลำไส้ใหญ่ด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เทคนิคก้าวหน้าเฉพาะตรวจลำไส้ใหญ่ (กำลังมีการศึกษาในบ้านเราด้วย) แต่ที่นิยมคือ การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ทุกส่วนที่เรียกว่า โคโลโนสโคปี หรือ โคโลโนสโคป (Colonoscopy หรือ Colonoscope) ซึ่งข้อดีกว่าการตรวจภาพคือ เมื่อพบสิ่งผิด ปกติหรือติ่งเนื้อเมือก สามารถตัดชิ้นเนื้อเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยาและเพื่อการรักษาติ่งเนื้อเมือกได้เลย

การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ทั้งสองวิธี ต้องเป็นการนัดตรวจและมีการเตรียมตัวล่วงหน้า

การตรวจภาพลำไส้ใหญ่ด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เป็นการตรวจโดยแพทย์แผนกรังสีวินิจฉัย

การตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่อาจตรวจโดยศัลยแพทย์หรือแพทย์อายุรกรรมสาขาทางเดินอาหาร เป็นการตรวจแบบผู้ป่วยนอก ซึ่งผู้ป่วยต้องจำกัดอาหารกากใยสูงล่วงหน้าอย่างน้อย 3 - 7 วันหรือตามแพทย์แนะนำ เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการแปลผลตรวจจากการตกค้างของอุจจาระในลำไส้ และยังต้องหยุดยาบางชนิด (อย่างน้อย 1 - 2 สัปดาห์หรือตามแพทย์แนะนำ) ที่เป็นสาเหตุให้เลือดออกได้ง่ายเพื่อป้องกันเลือดออกในช่วงตัดชิ้นเนื้อ และต้องมีการกินยาระบายล่วงหน้า เพื่อล้างอุจจาระให้หมดจากลำไส้ ทั้งนี้แพทย์/พยาบาลผู้ให้การตรวจจะแนะนำและมีคู่มือแนะนำเสมอ

ในวันตรวจมักจำเป็นต้องงดอาหารและน้ำดื่มอย่างน้อย 7 - 8 ชั่วโมงและอาจต้องสวนทวาร เมื่อลำไส้ยังไม่สะอาดพอ

ในการตรวจแพทย์จะฉีดยานอนหลับเข้าหลอดเลือดดำ หลังจากนั้นสอดกล้องซึ่งติดอยู่ในท่อขนาดเล็กผ่านทางทวารหนัก โดยความยาวของท่อขึ้นกับความยาวของลำไส้ใหญ่ ท่อจะประกอบด้วยกล้องให้แพทย์เห็นภาพและถ่ายภาพได้ มีไฟฉายเพิ่มความสว่างในการมองเห็น มีมีดเล็กๆเพื่อตัดชิ้นเนื้อและติ่งเนื้อเมือก และมีท่อสำหรับใส่ลมเพื่อขยายลำไส้ใหญ่ให้แพทย์เห็นภาพชัดยิ่งขึ้น

ในขณะตรวจเราจะไม่รู้สึกตัวจากยานอนหลับ เมื่อตรวจเสร็จซึ่งใช้เวลาตรวจประมาณ 30 - 60 นาที อาจรู้สึกแน่นท้องบ้างจากการค้างบางส่วนของลมที่ใส่เข้าไป บางคนอาจคลื่นไส้จากผลข้างเคียงของยานอนหลับ หลังจากการนอนพักจนตื่นดีแล้ว แพทย์จึงอนุญาตให้กลับบ้านได้ ซึ่งในการตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่ควรมีญาติที่บรรลุนิติภาวะแล้วมาเป็นเพื่อนด้วยเสมอ เพราะภายหลังได้ยานอนหลับ ถึงแม้จะตื่นดีแล้วเรามักยังคงมึนงงหรือวิงเวียน ญาติจะได้ช่วยดูแลและไม่ควรขับรถเองเพราะจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายจากการวิงเวียนจากยานอนหลับ

ผลข้างเคียงจากการตรวจส่องกล้องมีน้อยมาก แต่ที่อาจพบได้ได้แก่ การติดเชื้อในลำไส้ เลือดออกเมื่อมีการตัดชิ้นเนื้อ และที่พบได้น้อยที่สุดคือ ลำไส้ทะลุ

ดังนั้นเมื่อกลับบ้านแล้ว มีไข้หรืออุจจาระเป็นเลือดหรือปวดท้อง ควรรีบมาโรงพยาบาล

โดยทั่วไปแพทย์จะแจ้งผลตรวจในเบื้องต้นให้ทราบ แต่ผลตรวจที่แน่นอนมักทราบหลังจากได้ผลชิ้นเนื้อแล้วทั้งนี้ประมาณ 1 - 2 สัปดาห์

บรรณานุกรม

1. American Cancer Society Guidelines for the Early Detection of Cancer http://www.cancer.org/healthy/findcancerearly/cancerscreeningguidelines/american-cancer-society-guidelines-for-the-early-detection-of-cancer [2014,Sept27]
2. Breast cancer screening clinical guidelines http://www.guideline.gov/content.aspx?id=33565 [2014,Sept 27]
3. Smith, R. et al (2011). Cancer screening in the United States, 2011: a review of current American Cancer Society Guidelines and issues in cancer screening. CA Cancer J Clin, 61, 8-30.

Updated 2014, Sept 27

เว็บบอร์ด
User โรคมือเท้าปาก จากโรงเรียนหนูน้อย อาการเจ็บซี่โครง อาจเกิดจากการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และ/หรือของกระดูกซี่โครง ดังนั้นจึงขึ้นกับว่าคุณไปทำอะไรมา เช่น การออกแรงใช้กล้ามเนื้อ/กระดูก.... โดย Tippatai » 02/05/2012

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน bukuz GGGGGGGG
Frame Bottom