Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

หัวใจ  ระบบหัวใจและหลอดเลือด 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ช็อก 

บทนำ

ช็อก หรือ ภาวะช็อก หรือ อาการช็อก (Shock) คือภาวะที่เกิดจากร่างกายมีความดันโลหิต (ความดันเลือด)ต่ำลงกว่าปกติมาก จนส่งผลให้ร่างกายขาดเลือด (ซึ่งคือขาดออกซิเจน)ไปเลี้ยงเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย โดยเฉพาะอวัยวะสำคัญคือ หัวใจ สมอง ปอด และไต ก่อให้เกิดการล้มเหลวของอวัยวะต่างๆเหล่านั้น จึงนำมาซึ่งการหมดสติ โดย “ช็อก” ถือเป็น ภาวะวิกฤติของชีวิตและต้องได้รับการดูแลรักษาฉุกเฉิน ซึ่งถ้าดูแลรักษาไม่ทัน จะเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้สูง

ภาวะช็อก” ในบทความนี้ หมายถึงภาวะช็อกที่มีสาเหตุจากโรคทางกาย ไม่ครอบคลุมถึงอาการช็อกที่เกิดจากปัญหาทางด้านอารมณ์และจิตใจ ซึ่งถึงแม้ให้อาการได้คล้ายคลึงกัน แต่การดูแลรักษาต่างกัน เพราะเป็นการดูแลรักษาด้านอารมณ์จิตใจเป็นหลัก และเป็นภาวะที่ รุนแรงน้อยกว่าภาวะช็อกที่เกิดจากโรคทางกายมาก และมักไม่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถ้าไม่มีโรครุนแรงทางกายแทรกซ้อน

ภาวะช็อก มักพบเกิดร่วมกับโรคต่างๆที่รุนแรง เป็นภาวะพบเกิดได้กับคนทุกวัย ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ ผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสเกิดได้เท่าๆกัน

ภาวะช็อกเกิดจากอะไร?

ภาวะช็อก

ภาวะช็อก เกิดได้จาก 5 สาเหตุหลัก คือ จากปริมาณน้ำหรือเลือดในร่างกายลดลง, จากภาวะติดเชื้อรุนแรงในกระแสโลหิต, จากโรคหัวใจ, จากการแพ้สารต่างๆ, และจากสาเหตุทางระบบประสาท

ก. จากการเสียน้ำหรือเสียเลือดอย่างมาก (Hypovolemic shock): เป็นภาวะช็อกที่เกิดจาก

ข. จากภาวะติดเชื้อรุนแรงในกระแสโลหิต (ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ): เรียกว่า ‘Septic shock’ ซึ่งมักเป็นการติดเชื้อรุนแรงจากแบคทีเรีย อาจพบจากเชื้อรา หรือเชื้อไวรัสได้ แต่พบได้น้อยมาก ภาวะนี้มักเกิดในคนที่ติดเชื้อรุนแรง โดยเฉพาะในคนที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ในผู้ป่วยโรคเอดส์ หรือจากการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ หรือ การติดเชื้อระบบทางเดินน้ำดีในตับ

ซึ่งกรณีจากติดเชื้อรุนแรงในกระแสโลหิตนี้ สารพิษจากเชื้อโรคจะเป็นตัวทำลายเซลล์ของเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆรวมทั้งของหลอดเลือด นอกจากนั้น ยังอาจส่งผลให้เกิดการขยายตัวของหลอดเลือด และ/หรือ ส่งผลให้เกิดภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดต่างๆอุดตันหลอดเลือด ความดันโลหิตจึงต่ำลงได้อย่างมาก เนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆจึงขาดเลือด จึงเกิดภาวะช็อกตามมาในที่สุด

ค. จากโรคหัวใจ (Cardiogenic shock): ซึ่งมักเกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจ ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (กล้ามเนื้อหัวใจตาย) หัวใจจึงสูบฉีดเลือดไม่ได้ ความดันโลหิตจึงต่ำลงมาก เนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆจึงขาดเลือดและเกิดภาวะช็อกในที่สุด

ง. จากการแพ้สารต่างๆ (Anaphylaxis): เช่น พิษจากงูกัด ผึ้งต่อย หรือการแพ้ยา หรือแพ้วัคซีนบางชนิด รวมทั้งการแพ้อาหารบางชนิด ซึ่งพบได้ประมาณ 1 - 15% ของอาการช็อกทั้งหมด

ทั้งนี้สารที่เป็นต้นเหตุหรือสารก่อภูมิแพ้เหล่านี้ จะกระตุ้นในหลอดเลือดทั่วร่างกายขยายตัวทันทีภายในระยะเวลาเป็นวินาทีหลังได้รับสารนั้นๆ จึงส่งผลให้เกิดเลือดคั่งในหลอดเลือด หรือเกิดภาวะของเหลวซึมออกจากหลอดเลือด เลือดจึงกลับสู่หัวใจลดลงมาก เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำทันทีจึงเกิดภาวะช็อกตา

จ. จากสาเหตุทางระบบประสาท (Neurogenic shock): เป็นภาวะช็อกที่พบได้ไม่บ่อย เกิดจากการทำงานผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมการเต้นของหัวใจและการหดบีบตัวของหลอดเลือด เมื่อการทำงานของระบบประสาทนี้ผิดปกติ จึงส่งผลให้หัวใจบีบตัว/เต้นลดลง และ/หรือมีการเต้นผิดปกติ (หัวใจเต้นผิดจังหวะ) และหลอดเลือดยายตัวและบีบตัวลดลง ส่งผลให้เกิดความดันโลหิตต่ำลงมากทันที จึงเกิดภาวะช็อกตามมา ซึ่งสาเหตุนี้ที่พบได้ เช่น จากอุบัติเหตุต่อไขสันหลัง

ภาวะช็อกมีอาการอย่างไร?

อาการจากภาวะช็อกที่สำคัญคือ การมีความดันโลหิตต่ำกว่าปกติ ซึ่งอาการจากความดันโลหิตต่ำ ได้แก่

นอกจากนั้น อาการอื่นๆที่อาจพบร่วมด้วยได้ คือ

แพทย์วินิจฉัยภาวะช็อกได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยภาวะช็อกได้จาก

รักษาภาวะช็อกอย่างไร?

แนวทางการรักษาภาวะช็อกคือ การรักษาเพื่อให้ความดันโลหิตกลับสู่ภาวะปกติ, การรัก ษาสาเหตุ, และการรักษาประคับประคองตามอาการ

ก. การรักษาเพื่อให้ความดันโลหิตคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ: เช่น

ข. การรักษาสาเหตุ: เช่น

ค. การรักษาประคับประคองตามอาการ: เช่น

ภาวะช็อกรุนแรงไหม? มีผลข้างเคียงไหม?

ภาวะช็อก เป็นภาวะวิกฤติ เป็นภาวะรุนแรงที่มีโอกาสเสียชีวิตสูงมาก อาจสูงถึง 50 - 80% ทั้งนี้ขึ้นกับ ความรุนแรงของสาเหตุ ,สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย, อายุ, และการพบแพทย์ล่าช้า

ผลข้างเคียง/ภาวะแทรกซ้อนจากภาวะช็อกคือ การสูญเสียการทำงานของอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ สมอง และไต ซึ่งเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้

ดูแลตนเองอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

การดูแลตนเอง การพบแพทย์ เมื่อมีอาการของภาวะช็อก คือ การรีบไปโรงพยาบาลฉุก เฉิน/ทันที ให้ผู้ป่วยถึงมือแพทย์/โรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

ในระหว่างรอรถพยาบาลฉุกเฉิน การดูแลผู้ป่วย คือ

  • ให้ผู้ป่วยนอนราบ ยกขาสองข้างขึ้นสูงเล็กน้อยเพื่อเพิ่มเลือดกลับเข้าสู่หัวใจ
  • ดูแลให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวก เช่น ปลดเสื้อผ้าให้หลวม สบาย ไม่รัดแน่น
  • ให้ผู้ป่วยนอนอยู่ในที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี
  • ไม่ให้ยา น้ำ หรืออาหาร เพราะอาจเกิดการสำลักอุดทางเดินอาหาร ถึงแม้ผู้ป่วยจะดูกระหายน้ำมากก็ตาม อาจเพียงแตะๆน้ำบริเวณริมฝีปาก
  • ห่มผ้าห่ม รักษาอุณหภูมิร่างกายให้อบอุ่น
  • อย่าเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกรณีอุบัติเหตุ เพราะอาจเป็นสาเหตุกระดูกหัก เคลื่อน และ/หรือมีผลต่อไขสันหลังได้ ให้รอจนกว่าแพทย์หรือรถพยาบาลมาดูแล

ป้องกันภาวะช็อกอย่างไร?

การป้องกันภาวะช็อกคือ การป้องกันสาเหตุ ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละสาเหตุ โดยที่สำคัญ คือ

บรรณานุกรม

  1. Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  2. https://en.wikipedia.org/wiki/Shock_(circulatory) [2019,Feb9]
  3. https://emedicine.medscape.com/article/135065-overview#showall [2019,Feb9]
  4. https://emergencymed.wordpress.com/2009/03/11/neurogenic-shock/ [2019,Feb9]
  5. https://emedicine.medscape.com/article/760145-overview#showall [2019,Feb9]
  6. https://emedicine.medscape.com/article/168402-overview#showall [2019,Feb9]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน Paratchaya
Frame Bottom