Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

มดลูก  ระบบอวัยวะสืบพันธุ์สตรี  สูตินรีเวช 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ปวดประจำเดือน  ปวดหลัง  ปวดท้องน้อย 

บทนำ

โดยทั่วไปการมีประจำเดือนเป็นเรื่องปกติของผู้หญิง แต่สิ่งที่สร้างความรำคาญหรือสร้างความทรมานแก่ผู้หญิงคือ การปวดประจำเดือน (Dysmenorrhea) นั่นเอง

การปวดประจำเดือนคืออะไร?

ปวดประจำเดือน

การปวดประจำเดือนคือ การปวดบริเวณท้องน้อยหรืออุ้งเชิงกรานในช่วงที่มีเลือดประจำ เดือนอยู่ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอตามรอบของการมีประจำเดือน

การปวดประจำเดือนมีผลกระทบต่อสตรีอย่างไร?

ในช่วงหนึ่งของชีวิตผู้หญิงที่มีประจำเดือน มีผู้หญิงจำนวนน้อยมากที่ไม่มีอาการปวดประ จำเดือนเลยซึ่งถือว่าโชคดีมาก เพราะผู้หญิงส่วนใหญ่โดยเฉพาะวัยรุ่นอาจมีจำนวนสูงถึง 90% ที่มีอาการปวดประจำเดือนมากบ้างน้อยบ้างสลับกันไป จะมีผู้หญิงประมาณ 5 - 10% ที่มีอาการปวดประจำเดือนมากจนทำให้ต้องขาดเรียนหากยังเรียนหนังสืออยู่ หรือต้องขาดการทำงานบ่อยๆในช่วงที่มีประจำเดือนมา ทำให้เสียโอกาสในการเรียนหรือในการทำงานซึ่งเป็นการสูญ เสียทางเศรษฐกิจ นอกจากนั้นยังมีผลกระทบต่อจิตใจหรือผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวซึ่งประเมินเป็นมูลค่าทางการเงินไม่ได้

สาเหตุที่ทำให้เกิดการปวดประจำเดือนมีอะไรบ้าง?

เมื่อมีอาการปวดประจำเดือน ผู้หญิงส่วนใหญ่จะคิดว่าเป็นอาการปกติของการมีประจำ เดือนซึ่งก็เป็นความจริงบ้างและไม่จริงบ้าง โดยทั่วไปอาการปวดประจำเดือนเกิดจากมดลูกหดรัดตัวทำให้เกิดอาการปวดบริเวณท้องน้อย แต่หากมีอาการปวดมากจนมีผลกระทบต่อชีวิตประวัน ขาดโรงเรียน ขาดการทำงาน ควรต้องไปพบแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุและเพื่อได้รับการรัก ษาที่ถูกต้อง เพราะสาเหตุที่ทำให้ปวดประจำเดือนมีหลายสาเหตุ ซึ่งการรักษาบางครั้งอาจถึง กับต้องผ่าตัด

โดยทั่วไป สาเหตุของการปวดประจำเดือนแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆคือ

  1. การปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ (Primary dysmenorrhea) หมายถึงการปวดประ จำเดือนที่แพทย์ตรวจไม่พบพยาธิสภาพในอุ้งเชิงกราน/ท้องน้อยที่ชัดเจน อาการปวดเกิดจากมีสารที่เรียกว่า โพรสตาแกลนดิน (Prostaglandins) หลั่งออกมาจากเยื่อบุโพรงมดลูก/เยื่อบุมด ลูก และสารตัวนี้จะดูดซึมผ่านกระแสเลือดและมาออกฤทธิ์ที่มดลูก ทำให้มดลูกเกิดการหดตัว และหลอดเลือดมดลูกหดตัว ทำให้ขาดเลือดไปเลี้ยงมดลูกชั่วคราว ทำให้เกิดอาการปวดท้องขึ้น การปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมินี้มักเกิดกับผู้หญิงวัยรุ่นคือในช่วง 2 - 3 ปีแรกของการมีประจำเดือน แล้วจะดีขึ้นตามวัยที่สูงขึ้น ลักษณะการปวดจะเริ่มปวดท้องน้อยก่อนที่เลือดประจำ เดือนจะออกมา พอเลือดประจำเดือนออกมาแล้วอาการปวดก็ดีขึ้นหรือบรรเทาลง
  2. การปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิ (Secondary dysmenorrhea)
    1. เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) โดยเยื่อบุโพรงมดลูกจะหลุดมาจากท่อรังไข่ย้อนเข้ามาเจริญที่เยื่อบุช่องท้อง รังไข่ บริเวณอุ้งเชิงกรานหรือลำไส้ ซึ่งเซลล์เหล่านี้จะมีการตอบสนองต่อฮอร์โมนในร่างกายที่หลั่งออกมาจากรังไข่เช่นเดียวกับเยื่อบุโพรงมดลูกในมดลูก ดังนั้นขณะที่มีประจำเดือนจะมีเลือดออกในช่องท้องด้วย ทำให้เกิดการระคายเคืองที่เยื่อบุช่องท้องจึงทำให้เกิดอาการปวดท้องขณะมีประจำเดือน
    2. การมีเนื้องอกมดลูกโดยเฉพาะในโพรงมดลูก (Submucous myoma) มดลูกจะมีการบีบตัวเพื่อขจัดสิ่งที่ขัดขวางการหดรัดตัวในโพรงมดลูกออก ทำให้ปวดประจำเดือนมากขึ้นเรื่อยๆ
    3. การใส่ห่วงอนามัย/ห่วงคุมกำเนิด (Intrauterine device) จะทำให้เกิดอาการปวดประจำเดือนเช่นกัน เนื่องจากร่างกายกายพยายามบีบตัวเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม
    4. การมีพังผืดในช่องท้อง (Pelvic adhesion) พังผืดเกิดจากการผ่าตัดครั้งก่อนๆหรือจากที่เคยมีการอักเสบในอุ้งเชิงกรานมาก่อน (ที่ไม่ใช่จากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่) จะทำให้เกิดการดึงรั้งของพังผืดกับเยื่อบุช่องท้องหรือเส้นประสาททำให้เกิดอาการปวดขึ้น ส่วนมากมักมีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังมากกว่าจะปวดตามรอบของประจำเดือน
    หมายถึงการปวดประจำเดือนที่แพทย์ตรวจพบพยาธิสภาพในอุ้งเชิงกรานร่วมด้วย ลักษณะการปวดจะมีอาการปวดก่อนมีเลือดประจำเดือนมาและยังปวดต่อไปเรื่อยๆจนกว่าประจำเดือนจะหยุดหรือหลังประ จำเดือนหยุด สาเหตุที่ทำให้เกิดปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิที่พบบ่อยได้แก่

ลักษณะปวดประจำเดือนปฐมภูมิกับทุติยภูมิต่างกันอย่างไร?

ลักษณะความแตกต่างระหว่างการปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิกับการปวดประจำเดือน ชนิดทุติยภูมิ
การปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ การปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิ
ระยะเวลาที่เริ่มปวด ภายใน 6 เดือนแรกของการมีประจำเดือน อายุประมาณ 20 - 30 ปีขึ้นไป
ลักษณะที่ปวด ปวดบริเวณท้องน้อย/อุ้งเชิงกราน เริ่มปวดก่อนหรือพร้อมกับมีประจำเดือนออกมาและอาการปวดจะประมาณ 2 - 3 วันอาจมีอาการปวดหลังร่วมด้วย ปวดจนกว่าเลือดประจำเดือนจะหยุด
อาการร่วม คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดศีรษะ
การรับประทานยาแก้ปวดชนิด Non-steroidal anti-inflammatory/NSAID/เอ็นเสด มักดีขึ้น มักไม่ดีขึ้นจนกว่าจะรักษาสาเหตุได้

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ปวดประจำเดือนมีอะไรบ้าง?

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ปวดประจำเดือนได้แก่

  1. การมีประจำเดือนเร็ว มีประจำเดือนครั้งแรกเมื่ออายุน้อยกว่า 12 ปี
  2. การไม่มีลูกทำให้รังไข่ต้องทำงานตลอด จะมีรอบประจำเดือนมากกว่าคนที่มีลูก ซึ่งได้หยุดพักการมีประจำเดือนช่วงตั้งครรภ์ไปจนถึงหลังคลอดระยะเวลาหนึ่ง
  3. สูบบุหรี่
  4. อ้วน
  5. ประจำเดือนออกมากและนาน
  6. การใส่ห่วงอนามัย
  7. การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์)
  8. การมีเนื้องอกมดลูก

การดูแลตนเองเบื้องต้นควรทำอย่างไร?

ผู้หญิงเกือบทุกคนจะมีประสบการณ์เกี่ยวกับการปวดประจำเดือนมากบ้างน้อยบ้างแตก ต่างกันไป การดูแลตนเองเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อช่วยลดอาการปวดหรือความทรมานระหว่างมีประจำเดือน

วิธีการดูแลตนเองแบ่งเป็น

  1. แบบไม่ต้องใช้ยา
  2. แบบต้องใช้ยา
    • ยาพาราเซทามอล (Paracetamol) ควรเลือกใช้เป็นอันดับแรกเพราะมีความปลอดภัยสูง ผลข้างเคียงของยาต่ำ (ยกเว้นคนที่แพ้ยา) รับประทานขนาด 500 - 1,000 มิลลิ กรัม (1 - 2 เม็ด) ทุก 4 - 6 ชั่วโมงในช่วง 24 - 48 ชั่วโมงแรกของการเป็นประจำเดือน
    • ยาต้านการอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non steroidal anti-inflammatory drug : NSAIDs/เอ็นเสด) ควรเลือกใช้เป็นยาตัวต่อไปหากใช้ยาพาราเซตทามอลแล้วไม่ได้ผล ยาในกลุ่มนี้มีหลายชนิดที่นำมาใช้และมีขายตามร้านขายยาทั่วไปได้แก่ ยาพอนสแตน (Ponstan/Mefenamic) ขนาด 250 - 500 มิลลิกรัมรับประทาน 3 เวลาหลังอาหาร, ยาไอบูโปรเฟน (Ibuprofen) ขนาด 200 - 400 มิลลิกรัมรับประทาน 3 เวลาหลังอาหารนาน 2 - 3 วัน

ควรจะพบแพทย์เมื่อใด?

เมื่อมีอาการปวดประจำเดือน ควรพบแพทย์เมื่อหากใช้ยาที่กล่าวมาแล้ว 4 - 6 เดือนแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรไปปรึกษาแพทย์/สูตินรีแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุเพิ่มเติมว่ามีพยาธิสภาพอย่างอื่นร่วมด้วยหรือไม่หรือเพื่อการเปลี่ยนเป็นยากลุ่มอื่น ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การดูแลหรือคำ แนะนำของแพทย์

วิธีการสืบค้นหาสาเหตุของการปวดประจำเดือนมีอะไรบ้าง?

แพทย์วินิจฉัยหาสาเหตุอาการปวดประจำเดือนได้โดย

การรักษาการปวดประจำเดือนมีอะไรบ้าง?

ในกรณีที่ตรวจพบสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดประจำเดือนก็ให้รักษาตามสาเหตุนั้นๆ แต่หากทำการสืบค้นแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติ ยาที่แพทย์จะใช้ต่อไปได้คือ

  1. ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรวม (Oral combined contraceptive pills) เป็นยาตัวต่อไปที่แพทย์จะเลือกใช้ โดยสามารถให้รับประทานแบบเป็นรอบๆแบบปกติ หรือแบบรับประทานติด ต่อกันไปเลยนานประมาณ 6 เดือนแล้วจึงให้มีประจำเดือนมา เป็นยาที่นิยมใช้ ข้อดีของการใช้วิธีนี้คือ บริหารยาง่าย ราคายาถูก ผลข้างเคียงต่ำ ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรวมเป็นฮอร์โมนมีผลลดการสร้างพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandins) ลดการการหดรัดตัวของมดลูก ลดอาการปวดประจำเดือน ประกอบกับเมื่อรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดจะทำให้ลดปริมาณประจำเดือนหรืออาจไม่มีประจำเดือนจึงใช้รักษาภาวะปวดประจำเดือนได้ เป็นการนำประโยชน์ของยามาใช้รักษาโรคอื่นๆนอกจากการใช้คุมกำเนิด
  2. การคุมกำเนิดด้วยยาฉีด นานประมาณ 9 เดือน เป็นฮอร์โมนที่ทำให้เยื่อบุโพรงมด ลูกบางตัวลง ลดปริมาณเลือดประจำเดือนที่ออกหรือไม่มีประจำเดือนเลย จึงใช้รักษาภาวะปวดประจำเดือนได้ เป็นผลพลอยได้จากยาฉีดคุมกำเนิด ผลข้างเคียงที่พบได้คือเลือดออกกระปริดกระปรอยและน้ำหนักตัวเพิ่ม
  3. การใช้ยาฝังคุมกำเนิด เป็นการนำประโยชน์ของยาที่ใช้คุมกำเนิดมาใช้รักษาอา การปวดประจำเดือนด้วย ตัวยามี 2 ขนาดคือ ชนิด 2 ปี และ3 ปี เป็นฮอร์โมนที่ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบาง ลดปริมาณเลือดประจำเดือนที่ออกหรือไม่มีประจำเดือนเลย จึงใช้รักษาภาวะปวดประจำเดือนได้ เป็นผลพลอยได้จากยาฝังคุมกำเนิด ผลข้างเคียงที่พบได้คือเลือดออกกระปริดกระปรอยและน้ำหนักตัวเพิ่ม
  4. ยา Danazol เป็นยาฮอร์โมนสังเคราะห์ที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศชาย รับประ ทานนาน 6 เดือน ทำให้เยื่อบุมดลูกฝ่อ ลดปริมาณเลือดประจำเดือนที่ออกหรือไม่มีประจำเดือน จึงใช้รักษาภาวะปวดประจำเดือนได้ ยานี้ราคาค่อนข้างแพง ผลข้างเคียงที่พบได้จะเป็นผลของฮอร์โมนเพศชายได้แก่ เสียงห้าว เสียงแหบเหมือนผู้ชาย หน้าเป็นสิว และผิวมัน
  5. ยากลุ่ม Gonadotropin releasing hormone agonist (GnRH agonist) เป็นยาฮอร์โมนที่มีฤทธิ์แรง จะทำให้รังไข่ไม่ทำงานระยะหนึ่งคล้ายกับการตัดรังไข่จึงทำให้ไม่มีเป็นประจำเดือน เป็นยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อเดือนละครั้งนาน 6 เดือน ราคายาแพงมาก ผลข้างเคียงสูง คือมีอาการของการหมดประจำเดือน (วัยหมดประจำเดือน) มีอาการร้อนวูบวาบ หงุดหงิด ผล ข้างเคียงที่รุนแรงหากใช้ยานานเกินไปคือทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน

ป้องกันการปวดประจำเดือนได้อย่างไร?

การมีประจำเดือนเป็นสิ่งที่เกิดกับผู้หญิงที่ปกติทุกคน ดังนั้นเราควรคิดว่าเป็นธรรมชาติของผู้หญิง เป็นสิ่งปกติ มีปวดประจำเดือนได้ก็หายได้ไม่ต้องเครียด อาการปวดประจำเดือนเป็นเรื่องปกติ ยิ่งเครียดมากก็จะทำให้ปวดประจำเดือนมากขึ้น หากปวดประจำเดือนไม่มากเราสามารถดูแลตนเองตามที่กล่าวมาแล้ว แต่หากปวดมากก็ควรพบแพทย์เพื่อหาค้นหาสาเหตุที่ร้ายแรง ส่วนวิธีที่จะช่วยป้องกันการปวดประจำเดือนได้แก่

  1. ทำจิตใจให้ร่าเริงไม่เครียด
  2. พักผ่อนให้เพียงพอ
  3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน จะทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น เมื่อเวลาออกกำลังกายจะมีฮอร์โมนเอนโดร์ฟีน (Endorphine) หลั่งออกมาซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้เรามีความสุข
  4. หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มมีกาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ หรือช็อกโกแลต
  5. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
  6. ดื่มน้ำมากๆอย่างน้อยวันละ 6 - 8 แก้วเมื่อไม่มีโรคที่ต้องจำกัดน้ำดื่ม
  7. รับประทานอาหารประเภทธัญพืช ถั่ว ผักใบเขียวและผลไม้มากๆ
  8. ควรรับประทานปลามากกว่าเนื้อแดง (เนื้อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม)

บรรณานุกรม

1. French L. Dysmenorrhea. Am Fam Physician 2005; 71:285-91.
2. Proctor M, Farquhar C. Diagnosis and management of dysmenorrhoea. BMJ 2006; 332:1134-8.
3. Rapkin AJ, Howe CN. Pelvic pain and dysmenorrheal. In: Berek, JS, ed. Berek & Novak's Gynecology, 14th Edition.2007 London: Lippincott Williams & Wilkins: 505-40.
4. Wong CL, Farquhar C, Roberts H, Proctor M. Oral contraceptive pill as treatment for primary dysmenorrhoea. Cochrane Database Syst Rev. 2009;CD002120.
5. Ziaei S, Zakeri M, Kazemnejad A. A randomised controlled trial of vitamin E in the treatment of primary dysmenorrhoea. BJOG 2005; 112:466-9.

Updated 2015, Jan3


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom