Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ลูกตา  จักษุวิทยา 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ตามัว  ปวดตา 

ประสาทตาอักเสบคืออะไร?

โรคประสาทตาอักเสบหรือโรคเส้นประสาทตาอักเสบ (Optic neuritis) เป็นการอักเสบ ของเส้นประสาทตา (เส้นประสาทสมองคู่ที่ 2 ที่เรียกว่า Optic nerve) ซึ่งทำให้เกิดภาวะบาดเจ็บของปลอกประสาท (Demyelination) ในแอกซอน (Axon) ของเส้นประสาทตา จึงเป็นเหตุให้การนำกระแสประสาทตาบกพร่องการมองเห็นจึงลดลง

ประสาทตาอักเสบพบเกิดได้ทั้งกับตาข้างเดียวหรือกับทั้ง 2 ตา (แพทย์พยากรณ์ไม่ได้ชัดเจนว่าใคร โรคจะเกิดกับตาข้างเดียว หรือใคร โรคจะเกิด 2 ตา) มักพบเกิดในคนช่วงอายุ 18 - 45 ปี พบในผู้หญิงมากกว่าในผู้ชายในอัตรา 3 : 1 โดยพบอุบัติการณ์ในแต่ละปีได้ประมาณ 1 - 5 คนต่อประชากร 100,000 คน ทั้งนี้โรคนี้อาจเป็นอาการแรกของผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple sclerosis) ซึ่งพบได้ถึง 75 - 90%ของผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งทั้งหมด

ประสาทตาอักเสบพบได้เป็น 2 ชนิดคือ

  1. การอักเสบเกิดบริเวณขั้วประสาท/จานประสาทตา (Optic disc) ซึ่งเป็นที่รวมของใยประสาท (Nerve fibre layer) จากจอตาที่มารวมกันเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นประสาทตา เรียกการอักเสบชนิดนี้ว่า “Optic papillitis” ตรวจพบได้จากกล้องส่องตรวจในลูกตา (Ophthal moscope)
  2. การอักเสบด้านหลังถัดจากขั้วประสาทไปด้านหลังลูกตา เรียกการอักเสบชนิดนี้ว่า “Retrobulbar optic neuritis” ซึ่งการอักเสบชนิดนี้ตรวจไม่พบจากกล้องส่องตรวจในลูกตา

ประสาทตาอักเสบมีสาเหตุจากอะไร?

ประสาทตาอักเสบ

ประสาทตาอักเสบอาจมีสาเหตุได้จาก

  1. เกิดร่วมกับมีการเสื่อมของเยื่อปลอกประสาท (Myelin) โดยพบการเปลี่ยน แปลงของสมองเนื้อสีขาว (White matter) ในเนื้อสมองส่วนกลางเช่น ในโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง เป็นต้น
  2. จากการติดเชื้อโรคของร่างกายที่ส่งผลถึงประสาทตา (Infective Optic neuropathy)เช่น การติดเชื้อเอชไอวี, การติดเชื้อราชนิด Cryptococcus, โรคซิฟิลิส, โรคติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เรียกว่าโรค Catscratch disease, โรคติดเชื้อทอกโซพลาสโมซิส(Toxoplasmosis) หรือแม้แต่การอักเสบที่เกิดภายหลังการติดเชื้อในโรคหัด คางทูม ไอกรน อีสุกอีใส ก็อาจพบได้
  3. การอักเสบของประสาทตาหลังการฉีดวัคซีน เช่น วัคซีนป้องกันหัด หัดเยอรมัน บาดทะยัก ไข้หวัดใหญ่ ตลอดจนวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า เป็นต้น
  4. จากระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคผิดปกติ (Immune - mediated optic neuritis)เช่น ในโรคออโตอิมูน (เช่น โรค SLE, โรคกลุ่มอาการโจเกรน, โรคข้อรูมาตอยด์)
  5. อื่นๆ: ที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดเช่น ผู้ป่วยโรคต่อมไทรอยด์ที่กล้ามเนื้อที่ใช้เคลื่อน ไหวลูกตา/กลอกตา หนาตัวจนไปกดเส้นประสาทตา ตลอดจนในผู้ป่วยบางรายแพทย์หาสาเหตุไม่พบ

ประสาทตาอักเสบมีอาการอย่างไร?

อาการสำคัญของโรคประสาทตาอักเสบคือ ผู้ป่วยจะมีอาการตามัวที่เกิดค่อนข้างเฉียบ พลัน การมองเห็นอาจลดลงเล็กน้อยหรือตามัวมากจนแทบมองไม่เห็นแสงสว่าง ซึ่งอาจใช้เวลาจากเริ่มมีอาการจนตามัวมากประมาณ 3 - 10 วัน โดยมักเป็นกับตาข้างเดียวหรือบางรายเป็น 2 ข้าง แต่มักเกิดทีละข้างไม่เกิดพร้อมกัน ซึ่งอาการหลักคือ ตามัวโดยตาไม่แดงเลย

อาการตามัวมักจะเริ่มจากตรงกลางภาพก่อนแล้วขยายไปด้านข้างๆ หากพบในผู้ป่วยที่เป็นโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งผู้ป่วยจะมีอาการทางสมองร่วมด้วยเช่น อาการแขน - ขาชา แขน - ขาอ่อนแรง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ อารมณ์แปรปรวน มีอาการสั่น เดินเซ ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีลักษณะพิ เศษที่เรียกว่า “Uhthoff Phenomenon” คือ มีอาการมากขึ้นขณะมีการออกกำลังกายหรือเมื่อร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นหรือมีความเครียด

นอกจากนี้ อาจมีอาการปวดตาโดยเฉพาะเวลากลอกตา/เคลื่อนไหวลูกตา เนื่องจากเนื้อ เยื่อที่หุ้มประสาทตาโยงไปถึงเนื้อเยื่อที่หุ้มกล้ามเนื้อที่ใช้กลอกตา เมื่อกล้ามเนื้อกลอกตาทำ งานจึงเกิดการกระเพื่อมไปถึงเยื่อหุ้มประสาทตาที่กำลังอักเสบจึงมีอาการปวดเวลากลอกตา

เมื่อไรควรพบแพทย์?

เนื่องจากโรคประสาทตาอักเสบนี้กระทบต่อเส้นประสาทตาทำให้การมองเห็นลดลงอย่าง ฉับพลัน ผู้ป่วยจึงควรต้องไปพบแพทย์/จักษุแพทย์ทันที เพราะแพทย์ต้องตรวจแยกโรคที่มีผลต่อเส้นประสาทตาหรือที่มีการกดเส้นประสาทตาเช่น โรคเส้นประสาทตาขาดเลือด (Anterior ischemic optic neuropathy), โรคประสาทตาถูกกดเบียดจากสาเหตุต่างๆ (Compressive optic neuropathy) เช่น เนื้องอกสมอง, โรคเส้นประสาทตาจากสารพิษ (Toxic optic neuropathy) เช่น จากสารตะกั่วหรือเป็นผลข้างเคียงจากยาบางชนิดเช่น ยารักษาวัณโรค ซึ่งล้วนเป็นโรคที่ร้ายแรงอาจทำให้ตาบอดถาวรได้ ซึ่งแพทย์ต้องตรวจหาดูว่า มีสาเหตุอะไรหรือไม่เพื่อการรักษาที่สมควร

แพทย์วินิจฉัยประสาทตาอักเสบได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยประสาทตาอักเสบได้โดย

  1. ตรวจวัดสายตา ซึ่งจะพบว่า มีตามัวลงอย่างชัดเจน
  2. ตรวจดูการตอบสนองต่อแสงไฟจากไฟฉายของรูม่านตาในตาข้างที่เกิดโรค ซึ่งการตอบสนองจะลดลงอย่างชัดเจน และอาจมีการตรวจทดสอบด้วยวิธีเฉพาะที่ดูการตอบสนองของรูม่านตาต่อระดับแสงสว่างต่างๆที่เรียกว่า Swinging-flashlight test
  3. อาจตรวจภายในลูกตาด้วยอุปกรณ์เฉพาะเพื่อดูเซลล์อักเสบในวุ้นตาที่อยู่หน้าต่อขั้วประสาทตา/จานประสาทตา (Vitreous cell positive) โดยเฉพาะในกรณีของประสาทตาอักเสบ ชนิด Optic papillitis
  4. เมื่อให้ผู้ป่วยกลอกตาไปมาจะมีอาการเจ็บปวดตามากขึ้น
  5. ในกรณีของการอักเสบชนิด Optic papillitis การตรวจขั้วประสาทตาด้วยอุปกรณ์เฉพาะจะพบขั้วประสาทตาบวมแดง อาจพบจุดเลือดออกรอบๆขั้วประสาทตา ส่วนกรณีการอัก เสบชนิด Retrobulbar optic neuritis จะพบว่าขั้วประสาทตาปกติ
  6. ตรวจลานสายตา จะพบมีความผิดปกคิที่เป็นลักษณะเฉพาะโรคนี้
  7. ตรวจการเห็นสีด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า Ishihara test จะพบความผิดปกติแต่อาจไม่สามารถเจาะจงว่าเกิดตาบอดสีแดงหรือสีเขียวดังเช่นตาบอดสีแต่กำเนิด
  8. ตรวจคลื่นไฟฟ้าเส้นประสาทตา (Visual evoked potential) จะพบมีการทำงานช้าลง (Delay latency) ของเซลล์ประสาทตา
  9. การตรวจลูกตาและสมองด้วยเอมอาร์ไอดูการทำงานของสมองในรายที่สงสัยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง และ/หรือเพื่อใช้ในการพยากรณ์โรคว่า โรคนี้มีโอกาสก่อให้เกิดโรค ปลอกประสาทเสื่อมแข็งหรือไม่

รักษาประสาทตาอักเสบอย่างไร?

วิธีรักษาประสาทตาอักเสบได้แก่

  1. รักษาสาเหตุเช่น รักษาการติดเชื้อหรือรักษาโรคออโตอิมมูน เมื่อพบว่าประสาทตาอักเสบเกิดจากสาเหตุเหล่านั้น
  2. อาการตามัวส่วนมากจะดีขึ้นได้เองอย่างช้าๆภายใน 1 - 3 เดือน แต่การพิจารณา ให้ยาในกลุ่มสเตียรอยด์เข้าทางหลอดเลือดดำอาจทำให้การมองเห็นกลับมาได้เร็วกว่า ทั้งนี้ขึ้น กับความรุนแรงของอาการและดุลพินิจของแพทย์
  3. ในผู้ป่วยประสาทตาอักเสบที่ผลตรวจเอมอาร์ไอสมองพบว่ามีพยาธิสภาพในเนื้อสมองสีขาว ( White matter) แสดงว่า ผู้ป่วยรายนั้นมีโอกาสเกิดโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งสูงกว่าในผู้ป่วยที่ผลตรวจปกติ โดยเพิ่มจาก 25% เป็น 50% ปัจจุบันในผู้ป่วยกลุ่มนี้มีการศึกษาแนะ นำให้ใช้ยา Interferon รักษาเพื่อลดความพิการที่อาจเกิดขึ้นจากโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งที่อาจจะเกิดตามมา แต่ต้องระวังเนื่องจากยานี้ราคาแพงและมีผลข้างเคียงมาก ซึ่งแพทย์จะพิจารณาการรักษาด้วยยานี้เป็นกรณีไป

ประสาทตาอักเสบมีผลข้างเคียงอย่างไร?

อาจพบผลข้างเคียงจากประสาทตาอักเสบได้เช่น ประสาทตาบางส่วนอาจเสียหายถาวร จนส่งผลให้มีปัญหาตามัวตลอดไป นอกจากนั้น อาจเป็นผลข้างเคียงที่พบเกิดจากการใช้ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ต่อเนื่องหรือในปริมาณสูง (อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง Corticosteroid) เช่น เป็นสิว ติดเชื้อต่างๆได้ง่าย เป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรือมีเลือดออกในทางเดินอาหาร เป็นต้น

ประสาทตาอักเสบมีการพยากรณ์โรคอย่างไร?

การพยากรณ์โรคในประสาทตาอักเสบคือ ผู้ป่วยส่วนมากหรือมากกว่า 90% ของผู้ป่วย สายตาจะกลับคืนปกติหรือเกือบปกติ แต่ผู้ป่วยบางรายอาจมีลานสายตาผิดปกติเล็กน้อยหรือตา มัวเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยมีโอกาสเกิดประสาทตาอักเสบเป็นซ้ำใน 1 ปี ได้ถึง 50% หรือประ มาณ 2 ใน 3 รายในระยะเวลา 2 ปีนับจากการเกิดโรคครั้งแรก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานมีโอกาสเป็นซ้ำสูงกว่า แต่การกลับเป็นซ้ำหลังการรักษาก็มัก จะหายและมีสายตากลับคืนใกล้กับปกติได้

ที่สำคัญอีกประการคือ การเกิดโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง: พบว่าผู้ป่วยที่มีประสาทตาอักเสบ ประมาณร้อยละ 30% มีโอกาสเป็นโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง และกลุ่มที่เกิดโรคปลอก ประสาทเสื่อมแข็งนี้มีโอกาสเกิดประสาทตาอักเสบซ้ำสูงเป็นประมาณ 2 เท่าของผู้ป่วยประสาทตาอักเสบที่ไม่เป็นโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง

การศึกษาถึงความสัมพันธ์ของโรคประสาทตาอักเสบกับโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งในประเทศไทยมีน้อย อาจเป็นด้วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งพบไม่บ่อยนักในบ้านเรา

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคประสาทตาอักเสบ นอกจากจะรักษาเรื่องสายตา/ตามัวแล้ว ยังต้องติดตามว่า จะมีพยาธิสภาพทางสมองที่เกิดจากโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งหรือไม่ อย่างไร ที่จะทำให้ผู้ป่วยมีความพิการเกิดขึ้นจากโรคทางสมองนี้ด้วย เพื่อการป้องกันและ/หรือรักษาแต่เนิ่นๆ

ดูแลตนเองอย่างไร?

การดูแลตนเองเมื่อมีโรคประสาทตาอักเสบได้แก่

ควรพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อไหร่?

ควรพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนนัดเสมอเมื่อ

ป้องกันประสาทตาอักเสบอย่างไร?

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันประสาทตาอักเสบ ดังนั้นการดูแลตนเองที่ดีที่สุดคือ รีบพบแพทย์/จักษุแพทย์/ไปโรงพยาบาลทันทีเมื่อมีอาการตามัว



สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom