Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ผิวหนัง  ระบบโรคผิวหนัง 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ก้อนเนื้อ  มีตุ่มที่ผิวหนัง 

บทนำ

โรคตาปลา (Corns) เป็นโรคที่เนื้อเยื่อชั้นบนของผิวหนังมีการหนาตัวและนูนขึ้นมาเป็นตุ่ม เล็กๆและมักมีอาการเจ็บ พบบ่อยบริเวณมือและเท้า โรคนี้เกิดจากมีการเสียดสีเรื้อรังของผิวหนังจึงไม่ใช่โรคติดต่อ ซึ่งแตกต่างจากโรคหูด หากตาปลาชนิดมีจุดที่กดแข็งอยู่ตรงกลางตุ่มนูนจะเรียก ชื่อว่า Corns หรือ Clavus หรือ Heloma แต่หากชนิดไม่มีจุดกดแข็งอยู่ตรงกลางจะเรียกว่า Callus หรือ Tyloma ซึ่งโรคตาปลาทั้งสองชนิดมีวิธีรักษาให้หายได้หลายวิธี

โรคตาปลาเป็นโรคที่พบได้บ่อย พบได้ในคนทุกเชื้อชาติ ทุกเพศ ทุกวัย แต่พบในผู้สูงอายุมากกว่าวัยอื่น

อะไรเป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงของโรคตาปลา?

ตาปลา

สาเหตุของโรคตาปลาเกิดจากการที่ผิวหนังถูกเสียดสีหรือถูกกดทับกับสิ่งต่างๆบ่อยๆและ เป็นเวลานาน ซึ่งอาจเกิดจากการกระทำของเราหรือเกิดจากความผิดปกติของร่างกายเองก็ได้

1. สาเหตุจากการกระทำของเราหรือสาเหตุจากภายนอก (Extrinsic factor) ได้แก่ การใส่รองเท้าที่คับและแน่นเกินไป หรือไม่ใส่รองเท้าเวลาเดิน ใช้มือทำงานบางอย่างบ่อยๆเป็นเวลานานเช่น ร้อยพวงมาลัยและใช้นิ้วมือถูกับเข็มร้อยมาลัยบ่อยๆ เขียนหนังสือมากหรือออกแรงใช้นิ้วกดทับดินสอ/ปากกา หิ้วถุงหนักๆโดยใช้นิ้วมือ เป็นช่างตีเหล็ก ช่างเจาะ ช่างขุด เป็นนักกีฬา ยิมนาสติก เด็กทารกที่มีการดูดนิ้วมือตัวเองบ่อยๆก็อาจพบได้ เป็นต้น

2. สาเหตุจากความผิดปกติของร่างกายหรือสาเหตุจากภายใน (Intrinsic factor) ได้แก่ มีเท้าผิดรูปทำให้เวลาเดินบางตำแหน่งของเท้าจะรับน้ำหนักและถูกกดทับมากกว่าปกติ หรือ มีความผิดปกติมีปุ่มกระดูกยื่นหรือนูนออกมาทำให้เกิดการเสียดสีเวลาใช้งานได้เช่น โรคข้อรูมาตอยด์ซึ่งจะมีข้อนิ้วมือผิดรูป ทำให้การใช้งานไม่เป็นปกติ มีการเสียดสีบางตำแหน่งมากเกินไป หรือการเป็นโรคอ้วนก็จะทำให้เท้ารับน้ำหนักมากเกินไป เกิดแรงกดทับบางตำแหน่งมากกว่าปกติ เป็นต้น

โรคตาปลามีอาการอย่างไร?

เนื่องจากมือและเท้าเป็นอวัยวะที่ใช้งานบ่อยรวมทั้งมีการเสียดสีและถูกกดทับได้บ่อยครั้ง จึงเป็นตำแหน่งที่มักจะพบโรคตาปลา แต่บริเวณอื่นๆที่อาจพบเกิดตาปลาได้เช่น บริเวณขาและหน้าผากพบได้ในชาวมุสลิมที่สวดมนต์โดยการคุกเข่าและใช้หน้าผากกดกับพื้นเป็นประจำ เป็นต้น

1. โรคตาปลาที่เรียกว่า คอร์น (Corns) ตาปลาชนิดนี้จะเป็นตุ่มนูนของผิวหนังที่มีจุดกดแข็งอยู่ตรงกลาง (เรียกว่า Central core, Nucleus หรือ Radix) ซึ่งเกิดจากผิวหนังชั้นบนสุดของหนังกำพร้า (Epidermis) ที่เรียกว่า Stratum corneum มีการหวำตัวลงไป และทำให้ชั้นของขี้ไคล (เคราติน/Keratin) ซึ่งเกิดจากการลอกตัวของผิวหนังชั้นบนสุดของหนังกำพร้านี้มีการสะสมอัดแน่นจนไปกดเบียดชั้นผิวหนังแท้ซึ่งมีเส้นประสาทรับความรู้สึกอยู่ จึงทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บนั่นเอง แบ่งตาปลาชนิดคอร์นออกได้เป็นอีก 2 ชนิดย่อยคือ

  • ตาปลาชนิดแข็ง (Hard corn หรือ Heloma durum) พบบ่อยสุดที่ในบริเวณด้านข้างของนิ้วก้อยเท้า เป็นตาปลาที่ค่อนข้างแข็ง มีผิวแห้งเป็นขุย แต่มีความวาวเหมือนขี้ผึ้ง เมื่อใช้มีดเฉือนตุ่มนูนนี้ออกบางๆก็จะเห็นจุดกดแข็งสีออกใสๆขนาด 1 - 2 มิลิเมตร (มม.) อยู่ตรงกลางของตุ่ม
  • ตาปลาชนิดอ่อน (Soft corn หรือ Heloma molle) พบบ่อยสุดที่ง่ามนิ้วระหว่างนิ้วก้อยและนิ้วนางของเท้า เป็นตาปลาที่นุ่มกว่า มีผิวชุ่มชื้น และมักจะมีการลอกตัวออกของผิวเสมอ หากใช้มีดเฉือนตุ่มนูนนี้ออกบางๆก็จะเห็นจุดกดแข็งอยู่ตรงกลางเช่นเดียวกัน

2. โรคตาปลาที่เรียกว่า คัลลัส (Callus) ตาปลาชนิดนี้จะเป็นตุ่มนูนของผิวหนังแบบที่ไม่มีจุด กดแข็งอยู่ตรงกลาง พบบ่อยบริเวณฝ่าเท้าด้านหน้าบริเวณใกล้ๆกับนิ้วเท้า อาจจะมีอาการเจ็บหรือไม่มีก็ได้ ขอบเขตของตุ่มนูนในตาปลาชนิดนี้จะไม่ชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากตาปลาชนิดคอร์นที่จะมีขอบเขตชัดเจน

แพทย์วินิจฉัยโรคตาปลาได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคตาปลาได้จากอาการและการตรวจรอยโรคเป็นหลัก ที่สำคัญคือจะต้องแยกออกจากโรคหูดที่ผิวหนังเป็นตุ่มนูนแข็งดูคล้ายๆกันได้ แต่สาเหตุและการรักษาแตกต่างกัน ซึ่งทดสอบได้โดยการใช้มีดเฉือนตุ่มนูนออกบางๆ หากพบจุดดำๆซึ่งเป็นจุดเลือดออกเล็กๆจากเส้นเลือดฝอย ตุ่มนูนชนิดนี้ก็เป็นหูดไม่ใช่ตาปลา นอกจากนี้ถ้าเป็นตาปลา ผู้ป่วยจะเจ็บเมื่อใช้มือกดตรงๆลงไปที่ตุ่มนูน แต่ถ้าเป็นหูดเมื่อกดจากด้านข้าง 2 ข้างจึงจะเจ็บ การซักประวัติอาชีพการทำงานหรือกิจกรรมที่ทำเป็นประจำก็จะช่วยในการวินิจฉัยโรคตาปลาได้

สำหรับการวินิจฉัยแยกตาปลาชนิดคอร์นกับคัลลัสออกจากกันนั้น ทำได้โดยการใช้มีดเฉือนตุ่มนูนออกบางๆเช่นกัน โดยชนิดคอร์นจะพบจุดแข็งอยู่ตรงกลาง แต่ชนิดคัลลัสจะไม่มีจุดแข็งตรงกลาง นอกจากนี้ผิวของชนิดคัลลัสยังพบลายเส้นของผิวหนังเป็นปกติ ในขณะที่ผิวของชนิดคอร์นจะไม่พบลายเส้นของผิวหนัง การแยกตาปลา 2 ชนิดนี้อาจไม่มีความจำเป็นมากนัก เนื่องจากไม่มีผลต่อการรักษา

ในกรณีที่มีปัญหาในการวินิจฉัยแยกกับโรคหูดหรือโรคผิวหนังชนิดอื่นๆที่มีตุ่มนูนเช่น ตุ่มนูนเกิดในตำแหน่งอื่นๆที่ไม่น่าเป็นตาปลาได้ หรือมีตุ่มนูนหลายตุ่ม เป็นต้น อาจต้องอาศัยการตัดชิ้นเนื้อผิวหนังเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยาโดยถ้าเป็น

เมื่อวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นตาปลาได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือต้องหาสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดตาปลาขึ้นได้แก่ การซักประวัติอาชีพการทำงาน กิจกรรมที่ทำเป็นประจำ การตรวจดูรูปร่างของมือหรือเท้าว่ามีรูปร่างผิดปกติ มีกระดูกยื่นออกมาผิดปกติหรือไม่ ซึ่งอาจต้องอาศัยการเอกซเรย์ เพื่อดูรูปร่างกระดูก นอกจากนี้อาจใช้วิธีการตรวจดูการรับน้ำหนักของเท้าขณะเดินที่เรียกว่า Pedobarography

โรคตาปลามีผลข้างเคียงจากโรคและมีความรุนแรงอย่างไร?

ตาปลาเป็นโรคไม่รุนแรงไม่ทำให้เสียชีวิต เพียงก่ออาการเจ็บเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตประจำวันบ้าง และผลข้างเคียงจากโรคตาปลาคือ

1. ตาปลาที่มีอาการเจ็บทำให้ทำงานได้ไม่สะดวก เดินไม่คล่องตัว

2. ตาปลาชนิด Soft corn ที่ผิวหนังมีการลอกตัว จึงอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราแทรกซ้อนได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่อง เป็นโรคเบาหวาน หรือเมื่อเป็นโรคของหลอดเลือดส่วนปลาย (ส่วนของแขน-ขา)

3. ผู้ป่วยที่รักษาโดยการเฉือนตาปลาออกเอง อาจพลาดเฉือนเอาผิวหนังที่ปกติออกจนเลือดออก และกลายเป็นแผลทำให้มีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนขึ้นมาได้

มีแนวทางการรักษาโรคตาปลาอย่างไร?

แนวทางการรักษาโรคตาปลาแบ่งออกเป็น การรักษาตาปลาที่กำลังเป็นอยู่และการกำจัด สาเหตุที่ทำให้เกิดตาปลา

1. การรักษาตาปลา: โดยการใช้ใบมีดโกนหรือมีดผ่าตัดเฉือนตุ่มตาปลาออกโดยหากเฉือนได้ถูกต้อง เลือดจะไม่ออก และอาจใช้ยาในรูปแบบยาทา/ยาใช้ภายนอกรักษาร่วม หรือหากตาปลามีขนาดเล็ก เพิ่งเป็นมาไม่นาน อาจใช้ยาทารักษาอย่างเดียวก็ได้ โดยยาสำหรับทามีอยู่หลายชนิด ยาเหล่านี้จะไปทำให้ชั้นผิวหนังของตาปลานิ่มลงและค่อยๆหลุดลอกออกไปเอง ชนิดของยาเช่น Salicylic acid, Ammonium lactate และ Urea cream รวมถึงวิตามินเอในรูปแบบยาทา ซึ่งวิตามินเอจะไปช่วยให้การแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังเป็นไปอย่างปกติ

นอกจากนี้ยังมีวิธีต่างๆที่ช่วยทำให้ตาปลานิ่มลงและง่ายต่อการเฉือนออกได้แก่ การแช่มือหรือเท้าที่เป็นตาปลาในน้ำอุ่นและอาจใช้หินสำหรับขัดตัวถูบริเวณตาปลาที่แข็งมากๆ

2. การกำจัดสาเหตุที่ทำให้เกิดตาปลา:

  • หากเป็นตาปลาที่เท้า ควรเลือกรองเท้าใส่ให้พอดีกับเท้า ไม่รัดแน่นหรือหลวมจนเกิดการเสียดสีได้ ด้านหน้าของรองเท้าต้องไม่บีบนิ้วเท้า ส้นรองเท้าต้องไม่สูงเกินไป พื้นรองเท้าต้องนิ่มแต่ยืดหยุ่น ถุงเท้าที่ใส่ต้องมีความพอดีไม่รัดแน่นหรือหลวมไปเช่นกัน
  • ผู้ป่วยที่มีตาปลาอยู่ระหว่างง่ามนิ้วเท้า อาจใช้สำลีหรือฟองน้ำบุระหว่างง่ามนิ้วเท้า
  • หากตาปลาอยู่ตรงฝ่าเท้าด้านหน้าใกล้ๆกับนิ้วเท้า อาจเสริมพื้นรองเท้าเหนือส่วนที่เกิดตาปลา เพื่อลดแรงกด
  • หากเกิดจากมีเท้าผิดรูปหรือการลงน้ำหนักของเท้ามีความผิดปกติ อาจเลือกใช้รองเท้าที่ออกแบบเป็นพิเศษที่เหมาะสมกับความผิดปกติแต่ละชนิด
  • ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาฉีดซิลิโคนเข้าชั้นผิวหนังบริเวณที่เป็นปุ่มกระดูกยื่นออกมาเพื่อลดแรงเสียดสีและแรงกดผิวหนังตรงปุ่ม หรือแพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดก็ได้
  • ผู้ที่อ้วนมีน้ำหนักมากและมีตาปลาที่เท้า อาจต้องลดน้ำหนักเพื่อลดแรงกดของเท้ากับพื้น
  • ผู้ที่เป็นตาปลาที่มือ ควรใส่ถุงมือเวลาทำงานเพื่อลดการเสียดสีของผิวหนัง

ดูแลตนเองและป้องกันโรคตาปลาได้อย่างไร?

ผู้ที่เป็นตาปลาสามารถรักษาด้วยตนเองได้ โดยหากจะใช้ใบมีดเฉือนตาปลา ผู้ป่วยต้องเป็นผู้ที่มีประสาทรับความรู้สึกปกติดี เพราะโดยปกติเมื่อเฉือนไปได้ระดับหนึ่งแล้วก็จะเกิดความรู้สึกเจ็บและผู้ป่วยก็จะหยุดเฉือนต่อ แต่หากประสาทรับความรู้สึกไม่ดีเช่น ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน อาจเฉือนลึกเกินไปจนเกิดเป็นแผลและเลือดออกได้

สำหรับการป้องกันการเกิดตาปลาต่อไปคือ ต้องหาสาเหตุของการเกิดตาปลาได้แก่ การสำรวจรองเท้า ถุงเท้าที่ใช้ การใช้งานของมือ และปรับปรุงให้เหมาะสมต่อไป ผู้ที่มีการผิดรูปของมือหรือเท้า มีปุ่มกระดูกยื่นออกมาผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการรักษาที่เหมาะสมถูกต้อง

เมื่อเป็นโรคตาปลาควรพบแพทย์เมื่อไหร่?

เมื่อเป็นโรคตาปลาควรพบแพทย์เมื่อ

1. ผู้ที่มีโรคประจำตัวเช่น มีภาวะภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่องเช่น โรคเบาหวาน โรคที่มีการสูญเสียประสาทรับความรู้สึกส่วนปลายเช่น แขน ขา มือ เท้า หรือมีอาการชาตามมือเท้า การสัมผัสรับความรู้สึกน้อยลง โรคของหลอดเลือดส่วนปลาย หากเป็นตาปลาควรพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเพื่อรักษาตั้งแต่ต้นเนื่องจากผู้ป่วยเหล่านี้จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย

2. เมื่อมีอาการบวมแดงรอบๆตาปลาเกิดขึ้น มีอาการปวดมากขึ้น หรือมีน้ำเหลือง หรือหนองไหล ออกมาจากตาปลาซึ่งแสดงว่าได้เกิดการติดเชื้อขึ้น จำเป็นต้องให้แพทย์ตรวจรักษาเพื่อการใช้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม

บรรณานุกรม

  1. http://emedicine.medscape.com/article/1089807-overview#showall [2016,April9]
  2. http://www.emedicinehealth.com/corns_and_calluses/article_em.html [2016,April9]
Updated 2016, April 9


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน C2332
Frame Bottom