Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

เส้นประสาท  ระบบประสาทวิทยา 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

กล้ามเนื้ออ่อนแรงเฉียบพลัน 

บทนำ

กลุ่มอาการที่เรียกย่อว่า กลุ่มอาการ/โรค จีบีเอส (GBS) หรือ กลุ่มอาการ/โรค กิลแลง-บาร์เร (Guillain-Barre syndrome) เป็นโรคที่ได้ชื่อจากแพทย์ชาวฝรั่งเศส 2 คน ที่ร่วมกันรายงานถึงวิธีวินิจฉัยโรคนี้เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1916 (พ.ศ. 2459) ซึ่งต่อไป ในบทความนี้ขอเรียกกลุ่มอาการนี้โดยใช้ชื่อย่อว่า “กลุ่มอาการจีบีเอส

กลุ่มอาการจีบีเอส คือ กลุ่มอาการที่เกิดจากการอักเสบเฉียบพลันของเส้นประสาทหลายๆเส้นพร้อมๆกัน จนก่อให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงเฉียบพลัน ซึ่งในรายที่รุนแรง อาจถึงขั้นเป็นอัมพาต และอาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจสาเหตุจากกล้ามเนื้อหายใจเป็นอัมพาต และอาจก่อให้เกิดภาวะปอดติดเชื้อ เกิดโรคปอดบวม จนเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้ หรือกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติ จนส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตได้เช่นกัน

กลุ่มอาการจีบีเอส เป็นโรคที่พบได้ในทุกเชื้อชาติ โดยมีอัตราเกิดประมาณ 1-3 รายต่อประชากร 100,000 คนต่อปี เป็นโรคที่พบได้ในทุกอายุ แต่พบได้น้อยในเด็กอ่อน และอัตราเกิดจะค่อยๆสูงขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น โดยอายุที่พบโรคได้สูงสุดมี 2 ช่วงอายุ คือที่ประมาณ 15-35 ปี และ 50-75 ปี ทั้งนี้ พบในผู้ชายได้บ่อยกว่าในผู้หญิงประมาณ 1.5 เท่า

กลุ่มอาการจีบีเอสมีสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงจากอะไร?

จีบีเอส

กลุ่มอาการจีบีเอส เกิดจากร่างกายสร้างสารภูมิต้านทาน (Antibody) ต่อเส้นประสาทส่วนปลาย (Peripheral nerve) หลายๆเส้นพร้อมๆกัน ส่งผลให้เกิดการอักเสบและการเสื่อมของเส้นประสาทส่วนที่เรียกว่า ปลอกประสาท (Myelin sheath) เป็นโรคที่จัดเป็นโรคหนึ่งในกลุ่มโรคออโตอิมมูน/โรคภูมิต้านตนเอง แต่เป็นชนิดที่สารภูมิต้านทาน ต้านตนเองเฉพาะเส้นประสาทส่วนปลายเท่านั้น ไม่มีผลต่อเนื้อเยื่อ หรืออวัยวะอื่นๆ

ปัจจุบัน ยังไม่ทราบว่าอะไรเป็นสาเหตุให้ร่างกายเกิดการสร้างสารภูมิต้านทานเหล่านี้ แต่พบปัจจัยเสี่ยง คือ ประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ป่วยกลุ่มอาการจีบีเอส มีอาการเกิดตามหลังการติด เชื้อไวรัส และแบคทีเรีย ที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ (เช่น มีไข้ ไอ เจ็บคอ มีเสมหะ) หรือระบบทางเดินอาหาร (เช่น มีไข้ ท้องเสีย ปวดท้อง) โดยมักมีอาการเกิดตามหลังการติดเชื้อเหล่านั้นประมาณ 3 สัปดาห์ ส่วนผู้ป่วยอีก 1 ใน 3 หาปัจจัยเสี่ยงไม่พบ

นอกจากนั้น มีรายงานประปรายว่า กลุ่มอาการจีบีเอส สามารถเกิดตามหลัง

กลุ่มอาการจีบีเอสมีอาการอย่างไร?

อาการของกลุ่มอาการจีบีเอส เป็นอาการที่เกิดมีกล้ามเนื้ออ่อนแรงอย่างเฉียบพลัน โดยมักเกิดการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อทั้งสองข้างซ้ายขวาเท่าๆกัน เหมือนๆกัน (Symmetric weakness) และมักเริ่มเกิดที่กล้ามเนื้อขาก่อน ต่อจากนั้น การอ่อนแรงจึงลุกลามไปยังกล้ามเนื้อต่างๆทั่วตัว ที่สำคัญและเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้ คือ กล้ามเนื้อหายใจอ่อนแรงจนไม่สามารถหายใจได้ด้วยตนเอง จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา

ทั้งนี้ บางคนที่อาการรุนแรง อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาจลุกลามทั่วตัวภายในระยะเวลาประมาณ 12 ชั่วโมง แต่ที่รุนแรงน้อยกว่า อาการจะลุกลามรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนถึงขีดสูงสุดภายในระยะเวลาประมาณ 28 วัน (ประมาณ 70% ของผู้ป่วยอาการจะถึงขีดสูงสุดภายใน 1 สัปดาห์) ซึ่งหลังจากอาการถึงขีดสุดแล้ว อาการจะทรงตัว และค่อยๆฟื้นตัวช้าๆ อาจใช้ระยะเวลาเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรือ เป็นปี โดยอาจฟื้นตัวได้เป็นปกติ หรือ ยังคงมีกล้ามเนื้อบางตำแหน่งอ่อนแรงบ้าง โดยประมาณ 10-20% จะมีความพิการตลอดไป และประมาณ 10-15% จะเสียชีวิตจากภาวะหายใจล้มเหลว ปอดบวมรุนแรง หรือมีลิ่มเลือดในปอด และ/หรือภาวะหัวใจล้มเหลว

อาการที่พบร่วมกับกล้ามเนื้ออ่อนแรง คือ

แพทย์วินิจฉัยลุ่มอาการจีบีเอสอย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยกลุ่มอาการจีบีเอสได้จาก ประวัติอาการต่างๆ ประวัติการเจ็บป่วยที่ผ่านมา ประวัติการฉีดวัคซีน และการเจาะหลังตรวจน้ำไขสันหลัง (โรคนี้มักมีโปรตีนปนในน้ำไขสันหลัง โดยตรวจไม่พบมีเซลล์อักเสบ หรือมีเซลล์อักเสบน้อยมาก น้อยกว่า 10 เซลล์

นอกจากนั้น เป็นการตรวจอื่นๆเพิ่มเติม ตามอาการของผู้ป่วย และดุลพินิจของแพทย์ เพื่อแยกจากโรคต่างๆของ สมอง ไขสันหลัง หรือ กล้ามเนื้อ เช่น การตรวจเลือดดูค่าสารภูมิต้านทานของโรคต่างๆที่แพทย์สงสัย การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG, Electroencephalogram) การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (Electromyogram) การตรวจการสื่อนำหรือการชักนำของเส้นประสาท (Nerve conduction studies) การตรวจภาพสมองและ/หรือไขสันหลังด้วยเอมอาร์ไอ หรือ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เป็นต้น

รักษากลุ่มอาการจีบีเอสอย่างไร?

แนวทางการรักษากลุ่มอาการจีบีเอส ได้แก่ การรักษาประคับประคองตามอาการ และการรักษาตัวโรค

ก. การรักษาประคับประคองตามอาการ เป็นการรักษาที่สำคัญที่สุด และมีประสิทธิภาพที่สุดในผู้ป่วยโรคนี้ ซึ่งมักต้องเป็นการรักษาในโรงพยาบาล อาจต้อง

  • เจาะคอใส่ท่อช่วยหายใจ เพื่อใช้เครื่องช่วยหายใจในระยะยาว
  • ดูแลในเรื่องอาหารเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารครบถ้วนในช่วงที่ปัญหาในการเคี้ยว กลืน และย่อย -ดูแลเพื่อป้องกันการติดเชื้อของปอด
  • รักษาภาวะผิดปกติของการเต้นของหัวใจ
  • ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ป้องกันภาวะเกิดลิ่มเลือดจากการต้องนอนนานๆ
  • ดูแลการขับถ่าย
  • ดูแลด้านกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟู ป้องกันภาวะกล้ามเนื้อต่างๆลีบจากไม่ได้เคลื่อนไหว
  • และต้องดูแลด้านสภาพจิตใจ เพราะสมองของผู้ป่วยยังปกติ จึงรับรู้ได้ทุกเรื่อง และมักจะมีความเครียด ความกลัว และการซึมเศร้าสูงจากอาการต่างๆที่เกิดขึ้น

ข. การรักษาตัวโรคเอง ได้แก่ การให้ยาสารภูมิต้านทาน (Immunoglobulin) และการเปลี่ยนถ่ายน้ำเหลืองของเลือดซึ่งอาจช่วยกำจัดสารภูมิต้านทานตัวก่อโรคนี้ได้ (Plasma exchange หรือ Plasmapheresis) แต่อย่างไรก็ตาม การรักษาทั้ง 2 วิธีการยังให้ผลการรักษาไม่ดีนัก

กลุ่มอาการจีบีเอสรุนแรงไหม? มีผลข้างเคียงไหม?

ปัจจัยที่ทำให้กลุ่มอาการจีบีเอส มีความรุนแรงสูง และมีผลต่อการฟื้นตัวของผู้ป่วย ได้แก่

ทั้งนี้ โดยทั่วไป จะฟื้นตัวได้สูงสุดกลับมาเป็นปกติภายในระยะเวลาประมาณ 18 เดือนหลังจากมีอาการ (ประมาณ 80-85% ของผู้ป่วย) บางรายอาจฟื้นตัวได้ภายใน 6 เดือน โดยบางรายอาจยังมีกล้ามเนื้อบางมัดอ่อนแรง หรือมีอาการชาอยู่บ้างเล็กน้อย ประมาณ 10-20% มีความพิการที่รุนแรง เช่น เท้าไม่มีแรง เดินเซ พูดไม่ชัด ประมาณ 10-15% จะเสียชีวิต จากภาวะปอดล้มเหลว และ/หรือจากภาวะหัวใจล้มเหลว

โรคนี้พบการย้อนกลับเป็นซ้ำได้ประมาณ 3-5% โดยไม่สามารถคาดการระยะเวลาในการกลับเป็นซ้ำ หรือปัจจัยเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำได้

ผลข้างเคียงของโรคนี้ในระยะเฉียบพลันที่สำคัญ คือ

ส่วนผลข้างเคียงในระยะยาว คือ ความพิการจากกล้ามเนื้ออ่อนแรง ปัญหาในการขับถ่าย และที่สำคัญ คือ ปัญหาด้านอารมณ์/จิตใจของผู้ป่วย

ดูแลตนเองอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

การดูแลตนเองที่สำคัญ คือ เมื่อมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงอย่างเฉียบพลัน โดยเฉพาะเมื่อเกิดตามหลังปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ดังกล่าวแล้วในหัวข้อ สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง ซึ่งที่สำคัญ คือ หลังการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ การติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร หรือการได้รับวัคซีน ควรรีบพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง หรือไปโรงพยาบาลฉุกเฉินขึ้นกับความรุนแรงของอาการ โดยหลังจากพบแพทย์แล้ว ให้ปฏิบัติตามแพทย์ พยาบาล แนะนำ

อนึ่ง ในโรคนี้ ผู้ป่วยมักมีปัญหาด้านอารมณ์/จิตใจ ดังนั้น การดูแลตนเองที่สำคัญ อีกประการ คือ การดูแลด้านอารมณ์/จิตใจ เข้าใจทั้งตัวเราและทั้งครอบครัว ยอมรับธรรมชาติของโรค ธรรมชาติของชีวิต ปรับตัว และคิดบวกเสมอ เมื่อมีสุขภาพจิตที่ดี สุขภาพกายจะค่อยๆฟื้นตัวขึ้น ทั้งตัวเราและครอบครัวก็จะมีสุขภาพจิตที่ดี รับกับปัญหาสุขภาพได้อย่างเหมาะสม

ป้องกันกลุ่มอาการจีบีเอสอย่างไร?

เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรค การป้องกันเต็ม100% จึงเป็นไปไม่ได้ วิธีที่ดีที่สุดในปัจจุบัน คือ การลดปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ซึ่งคือ การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ และในระบบทางเดินอาหาร ได้แก่

บรรณานุกรม

  1. Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill
  2. Guillain Barre syndrome http://en.wikipedia.org/wiki/Guillain%E2%80%93Barr%C3%A9_syndrome [2016,Aug13]
  3. Guillain Barre syndrome http://emedicine.medscape.com/article/315632-overview#showall [2016,Aug13]
  4. Newswanger, D., and Warren, C. (2004). Guillain-Barre syndrome. 69, 2405-2410.
  5. Van Doorn, P. et al. (2008). Clinical features, pathogenesis, and treatment of Guillain-Barre syndrome. Lancet neurol. 7, 939-950.
  6. Yuki, N., and Hartung, H. (2012). Guillain-Barre syndrome. N Engl J Med. 366, 22942304.
Updated 2016,Aug13


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน Tikkp fronmas
Frame Bottom