Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

อื่นๆ  ระบบมะเร็งวิทยา 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

มะเร็งเต้านม   มะเร็งลำไส้ใหญ่ 

บทนำ

ยาคาเพ็กไซทาบีน (Capecitabine) เป็นยาที่มีคุณสมบัติในการรักษาโรคมะเร็งชนิดต่างๆ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น โดยตัวยาเป็นสารที่อยู่ในรูปไม่ออกฤทธิ์ ต่อเมื่อรับ ประทานยานี้แล้ว ยานี้จะถูกเปลี่ยนให้อยู่ในรูปออกฤทธิ์โดยตับ เรียกว่าสาร/ยาฟลูออโรยูราซิล (Fluorouracil) ออกฤทธิ์โดยการรบกวนการสร้างสารรหัสพันธุกรรมของเซลล์ทำให้เซลล์มะเร็งไม่สามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้รวดเร็วเช่นปกติ

ยาคาเพ็กไซทาบีนจัดเป็นหนึ่งในรายการยาจำเป็นขององค์การอนามัยโลก และจัดเป็นยาควบคุมพิเศษในประเทศไทย ใช้ภายใต้การดูแลจากแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น

ยาคาเพ็กไซทาบีนมีสรรพคุณ (คุณสมบัติ) อย่างไร?

คาเพ็กไซทาบีน

ยาคาเพ็กไซทาบีนมีสรรพคุณ/ข้อบ้งใช้เพื่อรักษา

ก. โรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย (Metastatic Breast Cancer)

ข. โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแพร่กระจาย (Metastatic Colorectal Cancer)

นอกจากนี้ยาคาเพ็กไซทาบีนยังมีการนำมาใช้รักษามะเร็งชนิดอื่นๆซึ่งเป็นข้อบ่งใช้ที่ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน (Off label use) ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแพทย์ผู้ทำการรักษาเช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร (Gastric Cancer) และมะเร็งหลอดอาหาร (Esophageal cancer)

ยาคาเพ็กไซทาบีนมีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร?

ยาคาเพ็กไซทาบีนเป็นสารที่อยู่ในรูปไม่ออกฤทธิ์ (Prodrug) ซึ่งเมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะเปลี่ยนรูปของตัวยาที่ตับเป็นรูปตัวยาที่ออกฤทธิ์ชื่อว่า ฟลูออโรยูราซิล (Fluorouracil) ทำหน้าที่ยับยั้งเอนไซม์ไธมิดิเลทซินธิเทส (Thymidylate Synthetase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีบทบาทต่อการสร้างสารรหัสพันธุกรรม ทำให้เกิดการรบกวนกระบวนการสร้างสารรหัสพันธุกรรมชนิดดีเอ็นเอ (DNA) และอาร์เอ็นเอ (RNA) ส่งผลให้เซลล์มะเร็งเกิดการแบ่งตัวได้ช้าลง

ยาคาเพ็กไซทาบีนมีรูปแบบการจัดจำหน่ายอย่างไร?

ในประเทศไทยยาคาเพ็กไซทาบีนมีรูปแบบการจำหน่ายเป็นเภสัชภัณฑ์ยาเม็ดเคลือบชนิดรับประทาน ขนาดความแรง 150 และ 500 มิลลิกรัมต่อเม็ด

ยาคาเพ็กไซทาบีนมีขนาดรับประทานหรือวิธีใช้ยาอย่างไร?

ยาคาเพ็กไซทาบีนมีขนาดรับประทานยาโดยทั่วไปคือ 1,250 มิลลิกรัมต่อพื้นที่ผิวร่างกาย หนึ่งตารางเมตร (1,250 mg/m2) รับประทานวันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 2 สัปดาห์ อาจใช้เป็นยาเดี่ยว หรือใช้ร่วมกับยาอื่นในการรักษา โดยหลังจากครบ 2 สัปดาห์แล้วแพทย์จะให้หยุดพักทานยาเป็นเวลา 1 สัปดาห์ นับเป็น 1 รอบ (3 สัปดาห์) ก่อนเริ่มรับประทานยานี้ในรอบใหม่

ทั้งนี้ควรรับประทานยาคาเพ็กไซทาบีนหลังอาหารและรับประทานยานี้ในเวลาเดียวกันของ ทุกๆวัน ไม่บด หัก หรือเคี้ยวเม็ดยานี้

อย่างไรก็ดีแพทย์อาจใช้ยานี้เพื่อข้อบ่งใช้อื่นๆตามวิจารณญาณของแพทย์ผู้ทำการรักษา ซึ่งอาจมีการปรับขนาดยาคาเพ็กไซทาบีนและวิธีการรับประทานยานี้ เพื่อให้เหมาะสมกับผู้ป่วยและสภาวะของโรคเป็นรายบุคคลไป ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรสอบถามวิธีการรับประทานยานี้จากแพทย์ หรือเภสัชกรทุกครั้งที่รับยานี้เพื่อให้รับประทานยานี้ได้อย่างถูกต้อง

*****หมายเหตุ:

  • ขนาดยาและระยะเวลาในการใช้ยาที่ระบุในบทความนี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนคำสั่งใช้ยาของแพทย์ผู้รักษาได้ การใช้ยาที่เหมาะสมควรต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

เมื่อมีการสั่งยาควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกรอย่างไร?

เมื่อมีการสั่งยาคาเพ็กไซทาบีนควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกรเช่น

  • ประวัติการแพ้ยา แพ้อาหาร และแพ้สารเคมีทุกชนิด
  • ประวัติการใช้ยาทั้งยาที่แพทย์สั่งจ่ายและยาที่ซื้อทานเอง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามิน สมุนไพรโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกำลังใช้ยาวาฟาริน (Warfarin) ยาฟีไนทอยด์ (Pheny toin) และกรดโฟลิก (Folic acid) เนื่องจากยาคาร์เพ็กไซทาบีนอาจทำให้ระดับยาเหล่านี้ในกระแสเลือดเปลี่ยนแปลงไป แพทย์ผู้ทำการรักษาและผู้ป่วยจึงต้องเฝ้าระวังผลข้างเคียงหรือพิษจากยาเหล่านี้หากมีการใช้ร่วมกับยาคาร์เพ็กไซทาบีน
  • แจ้งให้แพทย์ผู้ทำการรักษาทราบ หากเคยมีประวัติร่างกายขาดเอนไซม์ไดไฮโดรไพริมิดีนดีไฮโดรจีเนส (Dihydropyrimidine dehydrogenase/DPD, การขาดเอนไซม์นี้ ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมชนิดหนึ่งที่เกิดตั้งแต่เด็กและพบได้น้อยมาก ที่ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตผิดปกติในหลายระบบอวัยวะโดยเฉพาะระบบประสาท) เอนไซม์นี้เป็นเอนไซม์สำคัญในการเมทาบอไลต์หรือการทำลายยาคาเพ็กไซทาบีนจากในรูปออกฤทธิ์ไปเป็นรูปอื่นเพื่อขับออกนอกร่างกาย หากผู้ป่วยที่ร่างกายขาดเอนไซม์ดังกล่าวได้ใช้ยาคาเพ็กไซทาบีนอย่างต่อเนื่องจะทำให้เกิดการสะสมของยาคาเพ็กไซทาบีนในร่างกายและอาจก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่างๆได้มากขึ้น (อ่านเพิ่มเติมในหัวข้อ ยาคาเพ็กไซทาบีนมีผลไม่พึงประสงค์อย่างไร?)
  • ประวัติโรคประจำตัวทั้งโรคที่เคยเป็นและโรคที่กำลังดำเนินอยู่ รวมไปถึงโรคเรื้อรังต่างๆโดยเฉพาะโรคตับ โรคไต และโรคหัวใจ
  • แจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณกำลังตั้งครรภ์ วางแผนที่จะตั้งครรภ์ หรืออยู่ในช่วงระ หว่างการให้นมบุตร

หากลืมรับประทานยาควรทำอย่างไร?

หากลืมรับประทานยาคาเพ็กไซทาบีนให้ข้ามมื้อยานั้นไป และรับประทานยาในมื้อถัดไปตามปกติ โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า

ยาคาเพ็กไซทาบีนมีผลไม่พึงประสงค์อย่างไร?

ยาคาเพ็กไซทาบีนมีผลไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง/อาการไม่พึงประสงค์) เช่น ปวดมวน ท้อง ท้องผูก การรับรสชาติเปลี่ยนไป กระหายน้ำ เหนื่อยล้าง่าย วิงเวียน ปวดศีรษะ ผมร่วง ปวด กล้ามเนื้อ ปวดหลัง และปวดข้อ มีอาการบวมที่ตา อาจมีอาการคันตามตัว นอนหลับยาก/นอนไม่หลับ หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ทุเลาลง หรือมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงขึ้นจนส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ผู้ทำการรักษาทราบ/ไปโรงพยาบาลก่อนนัด

ยาคาเพ็กไซทาบีนอาจก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์อื่นๆเช่น ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการเหมือนติดเชื้อไข้หวัดใหญเช่น มีไข้ เจ็บคอ หนาวสั่น ซึ่งหากเกิดอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่บ่อยครั้งควรแจ้งให้แพทย์ผู้ทำการรักษาทราบ รวมไปถึงอาการปวด บวมตาม มือ เท้า ขา หรือมีผิวหนังเป็นผื่นแดงและลอก ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ/มาโรงพยาบาลก่อนนัดด้วยเช่นกัน

แต่หากมีอาการผิดปกติดังกล่าวที่เป็นอย่างรุนแรง หรือมีอาการปวดเค้นหน้าอก/แน่นหน้าอก รู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็ว ปัสสาวะเปลี่ยนสีน้ำตาลเข้มหรือมีอาการเหมือนดีซ่าน (ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเหลือง) ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ/มาโรงพยาบาลโดยทันที/ฉุกเฉิน

หากรับประทานยานี้แล้วเกิดอาการแพ้ยาเช่น มีผื่นคันขึ้นตามตัว ใบหน้า ริมฝีปาก หรือเปลือก/หนังตา บวม หายใจไม่สะดวก/หายใจลำบาก ให้พบแพทย์/มาโรงพยาบาลโดยทันที/ฉุกเฉิน

ยาคาเพ็กไซทาบีนอาจก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์อื่นๆได้อีก หากเกิดอาการใดๆหรือ รู้สึกผิดไปจากปกติภายหลังการเริ่มรับประทานยานี้ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที/มาโรงพยาบาลก่อนนัด

อย่างไรก็ดีผู้ป่วยควรตระหนักว่า การที่แพทย์สั่งใช้ยานี้เนื่องจากแพทย์พิจารณาแล้วเห็นว่ายานี้จะมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยมากกว่าโทษหรือต่อการได้รับผลข้างเคียงจากยานี้ ผู้ป่วยที่ได้รับยานี้มักพบว่าเกิดอาการไม่พีงประสงค์ชนิดรุนแรงได้ ผู้ป่วยจึงควรเฝ้าระวังผลข้างเคียงดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้น และรีบแจ้งให้แพทย์ผู้ทำการรักษาทราบ/มาโรงพยาบาลก่อนนัด หรือทันที/ฉุกเฉินหากเกิดอาการรุนแรงดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

มีข้อควรระวังการใช้ยาคาเพ็กไซทาบีนอย่างไร?

มีข้อควรระวังการใช้ยาคาเพ็กไซทาบีนเช่น

  • ไม่ใช้ยานี้กับผู้ป่วยที่แพ้ยานี้
  • ยานี้ควรใช้ภายใต้ความดูแลจากแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งเพื่อประเมินประสิทธิภาพและผลข้างเคียงจากยาเป็นระยะ
  • ไม่ใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่ขาดเอนไซม์ไดไฮโดรไพริมิดีนดีไฮโดรจีเนส (Dihydropyri midine dehydrogenase/DPD) และแพทย์อาจสั่งตรวจเลือดของผู้ป่วยว่ามีเอนไซม์นี้ในร่างกายหรือไม่ก่อนเริ่มการบริหารยานี้ หรืออาจพิจารณาสั่งตรวจภายหลังเริ่มการบริหารยานี้ไปแล้ว และพบว่าเกิดผลข้างเคียงจากยานี้แก่ผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องหรือรุนแรง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแพทย์ผู้ทำการรักษา
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยานี้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจชนิดต่างๆเช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial Infraction) โรคหัวใจล้มเหลว
  • หลีกเลี่ยงการฉีดหรือรับวัคซีนต่างๆขณะใช้ยานี้
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ในสตรีตั้งครรภ์เนื่องจากยานี้อาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ หากผู้ป่วยหญิงที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ก่อนใช้ยานี้ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ หากวางแผนที่จะตั้งครรภ์ควรปรึกษากับแพทย์ก่อนการใช้ยานี้
  • ผู้ป่วยทั้งชายและหญิงที่ใช้ยานี้ควรคุมกำเนิดเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ จึงต้องปรึกษาแพทย์ผู้ทำการรักษาถึงวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสม
  • หลีกเลี่ยงการให้นมบุตรขณะใช้ยานี้
  • รักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนังบริเวณมือและเท้าเพื่อหลีกเลี่ยงกลุ่มอาการที่เรียก ว่า Hand-Foot Syndrome ซึ่งเป็นอาการข้างเคียงจากยานี้คือ ทำให้มีการอาการบวมแดงที่ผิวหนังโดยเฉพาะมือและเท้าเหมือนถูกแดดจัดเผา ทำให้รู้สึกแสบร้อนตึงบริเวณดังกล่าว
  • ห้ามแบ่งยาให้ผู้อื่นใช้
  • ห้ามใช้ยาหมดอายุ
  • ห้ามเก็บยาหมดอายุ

***** อนึ่ง: ทุกคนต้องตระหนักถึงความปลอดภัยจากการใช้ ”ยา” ที่รวมถึงยาแผนปัจจุบันทุกชนิด (รวมถึงยาคาเพ็กไซทาบีน) ยาแผนโบราณทุกชนิดและสมุนไพรต่างๆเสมอ เพราะยามีทั้งให้คุณและให้โทษ ดังนั้นเมื่อมีการใช้ยาทุกชนิดควรต้องปฏิบัติตาข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิดเสมอ (อ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิด) รวมทั้งควรต้องปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อนซื้อยาใช้เองเสมอด้วยเช่นกัน

ยาคาเพ็กไซทาบีนมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นอย่างไร?

ยาคาเพ็กไซทาบีนมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นเช่น

  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาคาเพ็กไซทาบีนรวมกับวัคซีนต่างๆโดยเฉพาะวัคซีนเชื้อเป็น(Live vaccine, วัคซีนที่ผลิตจากเชื้อโรคที่ยังมีชีวิต) เช่น วัคซีนวัณโรค (BCG) หรือกับยาที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกันต้านทานโรคเช่น ยาทาโครไลมัส (Tacrolimus) ยาพิมีโครไลมัส (Pimecrolimus) เป็นต้น
  • ยาคาเพ็กไซทาบีนอาจทำให้ระดับยาวาฟาริน (Warfarin) ยาแอลโลพูรินอล (Allopurinol) และยาฟีไนทอยด์ (Phenytoin) ในกระแสเลือดเปลี่ยนไป แพทย์อาจสั่งตรวจวัดระดับยาเหล่านี้ในกระแสเลือดเพื่อปรับระดับยาดังกล่าวให้เหมาะสมขณะที่ผู้ป่วยใช้ยาเหล่านี้ร่วมกับยาคาเพ็กไซทาบีน

ควรเก็บรักษายาคาเพ็กไซทาบีนอย่างไร?

ควรเก็บรักษายาคาเพ็กไซทาบีนดังนี้

  • เก็บยานี้ในภาชนะดั้งเดิมของผู้ผลิต ปิดฝาภาชนะให้แน่น และเก็บให้พ้นมือเด็กและ สัตว์เลี้ยง
  • หลีกเลี่ยงการเก็บยาในบริเวณที่มีความชื้นสูงเช่น บริเวณใกล้ห้องน้ำหรือในตู้เย็น ไม่ควรนำสารดูดความชื้นที่ผู้ผลิตใส่ไว้ในภาชนะของผลิตภัณฑ์ออกจากภาชนะหากผู้ผลิตได้บรรจุไว้
  • เก็บยานี้ในภาชนะดังกล่าวในตอนต้นในอุณหภูมิห้อง

ยาคาเพ็กไซทาบีนมีชื่ออื่นอีกไหม? ผลิตจากบริษัทอะไรบ้าง?

ยาคาเพ็กไซทาบีนที่จัดจำหน่ายในประเทศไทย มียาชื่อการค้าอื่นและชื่อบริษัทผู้ผลิต/จัดจำหน่ายดังต่อไปนี้

ชื่อการค้าบริษัทผู้ผลิต
ซีโลดา (Xeloda) บริษัท โรชไทยแลนด์ จำกัด
อินทาเคป (Intacape) บริษัท อัลลายแอนซ์ ฟาร์มา จำกัด
เคปซัยตาบีน อัลโวเจน (Capecitabine Alvogen) เคปซัยตาบีน อัลโวเจน

บรรณานุกรม

  1. American Pharmacists Association. Capeitabine, Drug Information Handbook with International Trade Names. 23;334-7:2014.
  2. Capecitabine http://chemocare.com/chemotherapy/drug-info/capecitabine.aspx [2016,Jan9]
  3. Hand-Foot Syndrome or Palmar-Plantar Erythrodysesthesia. http://www.cancer.net/navigating-cancer-care/side-effects/hand-foot-syndrome-or-palmar-plantar-erythrodysesthesia [2016,Jan9]
  4. U.S FDA. Capecitabine PIL http://www.accessdata.fda.gov/drugsatfda_docs/label/2000/20896lbl.pdf [2016,Jan9]
  5. 19th WHO Model List of Essential Medicines (April 2015)
  6. DPD deficiency and fluorouracil [Online] Cancer Research UK. http://www.cancerresearchuk.org/about-cancer/cancers-in-general/cancer-questions/dpd-deficiency-and-fluorouracil [2016,Jan9]
  7. เว็บไซต์คณะกรรมการอาหารและยา ส่วนสืบค้นผลิตภัณฑ์ข้อมูลยา http://wwwapp1.fda.moph.go.th/consumer/conframe.asp [2016,Jan9]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 5 คน Sertthaphong Bobby1 eurokungza hackerza1231 nmaliwan2537
Frame Bottom