Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

มดลูก  ระบบอวัยวะสืบพันธุ์สตรี 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

การคลอดคืออะไร?

การคลอด (Childbirth) เป็นกระบวนการทางธรรมชาติ ที่มดลูกบีบตัวในระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ทารกที่อยู่ในครรภ์ ออกมาจากโพรงมดลูกมาเจริญเติบโตภายนอกร่างกาย โดยการคลอดปกติ เกิดขึ้นเมื่ออายุครรภ์ครบกำหนด

การคลอด

เราจะทราบอย่างไรว่าอายุครรภ์เป็นเท่าไร?

ในทางการแพทย์ ถือว่ามนุษย์ตั้งครรภ์ประมาณ 40 สัปดาห์ หรือ 280 วัน ซึ่งจะต่างจากที่เราพูดทั่วๆไปเล็กน้อยว่า คนเราตั้งครรภ์ประมาณ 9 เดือน วิธีการคำนวณวันครบกำหนดคลอด คือ วันที่ที่เป็นวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้ายที่ปกติ บวก 7 วัน ส่วนเดือนที่ครบกำหนดคลอด ก็คือ เดือนที่เป็นประจำเดือนครั้งสุดท้ายแล้ว ลบไป 3 เดือน ยกตัวอย่างเช่น วันแรกที่เป็นประจำเดือนครั้งสุดท้ายก่อนที่จะไม่มีประจำเดือนมาคือ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2555 ดังนั้นวันครบกำหนดคลอด คือ 14 สิงหาคม 2556 ทำให้เราสามารถคำนวณอายุครรภ์ในแต่ละช่วงได้ อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่า สตรีทั้งหมดจะคลอดตรงตามวันที่นัดทั้งหมด

  • มีเพียงประมาณ 5 % เท่านั้นที่คลอดตรงวันนัดพอดี
  • ที่เหลือส่วนมาก 80-85% จะคลอดก่อนวันนัด 1-2 สัปดาห์
  • มีประมาณ 10% ที่คลอดเกินกำหนดนัด
    แต่ประโยชน์ที่ได้จากการที่รู้วันคาดคะเนคลอด จะเป็นการเตือนสตรีตั้งครรภ์ให้มีการเตรียมตัวคลอด
  • หากมีการเจ็บครรภ์คลอดในช่วงอายุครรภ์ที่ 37-42 สัปดาห์ ถือว่าคลอดทารกครบกำหนด
  • หากคลอดในอายุครรภ์ที่น้อยกว่า 37 สัปดาห์ เรียกว่า การคลอดก่อนกำหนด
  • แต่หากคลอดหลัง 42 สัปดาห์ เรียกว่า คลอดเกินกำหนด

ทั้งการคลอดก่อนกำหนดและเกินกำหนดถือเป็นการคลอดที่ผิดปกติ ซึ่งจะมีผลต่อสุขภาพทารก

อายุครรภ์ที่เหมาะสมที่จะคลอดคือเท่าไหร่?

อายุครรภ์ที่สามารถคลอดได้ปลอดภัยและมีอันตรายหรือผลข้างเคียงหรือมีภาวะแทรก ซ้อนน้อยที่สุดต่อมารดาและทารก คือ อายุครรภ์ที่ครบกำหนด อยู่ระหว่าง 37-41 สัปดาห์

อาการเตือนของการเจ็บครรภ์คลอดมีอะไรบ้าง?

อาการเตือนของการเจ็บครรภ์คลอด ได้แก่

เจ็บท้องลวงคืออะไร? รู้ได้อย่างไรว่าเจ็บท้องลวง?

การเจ็บครรภ์ลวง (False labor) หมายถึง การเจ็บครรภ์ที่ไม่มีการคลอดทารกตามมา มีการหดตัวของมดลูกแต่ไม่สม่ำเสมอ วันละ 2-3 ครั้ง ไม่มีเลือดออก หรือ ถุงน้ำคร่ำแตก จะรู้สึกปวดท้อง หรือปวดหลังได้

อาการเจ็บครรภ์ลวงจะมีได้ตลอดการตั้งครรภ์ แต่จะถี่ขึ้นเมื่ออายุครรภ์มากขึ้นเป็น 6-8 ครั้งต่อวัน และอาการปวดจะดีขึ้นเมื่อได้นอนพัก หรือรับประทานยาแก้ปวด แต่หากเจ็บครรภ์และมีมดลูกหดรัดตัวอย่างสม่ำเสมอทุก 10 นาที หดรัดตัวนานครั้งละมากกว่า 30 วินาที ถือว่าเข้าเกณฑ์เจ็บครรภ์จริง ต้องรีบไปโรงพยาบาล

ควรเตรียมตัวอย่างไรเมื่อจะไปคลอด?

ควรเตรียมตัวคลอด ดังนี้

  • เตรียมสมุดฝากครรภ์ ที่มีการบันทึกระหว่างฝากครรภ์ไปด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพื่อแพทย์ที่ดูแล จะได้ทราบประวัติการฝากครรภ์ว่า มีสิ่งใดผิดปกติ หรือต้องให้ความสน ใจเป็นพิเศษ อยากให้สตรีตั้งครรภ์นำสมุดฝากครรภ์ติดตัวไปด้วยเสมอเวลาเดินทางไปไหนก็ตาม เพราะหากฉุกเฉินเจ็บครรภ์ขึ้นมาก่อนถึงวันนัด แพทย์ที่ต้องดูแลฉุกเฉินจะได้ทราบประวัติการฝากครรภ์
  • ทำความสะอาดร่างกาย สระผม ตัดเล็บให้เรียบร้อย เพราะเล็บยาวอาจข่วนทารกได้
  • เตรียมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย และชุดทารก ผ้าอ้อม เท่าที่จำเป็น
  • เตรียมทำจิตใจให้ผ่อนคลาย อย่ากังวลมากจนเกินไป

วิธีการลดความเจ็บปวดระหว่างรอคลอดมีอะไรบ้าง?

เมื่อมดลูกมีการหดรัดตัว จะเกิดการขาดเลือดเกิดขึ้นกับมดลูก ทำให้เกิดอาการปวดมด ลูก ยิ่งใกล้ระยะเวลาที่จะคลอด มดลูกจะบีบตัวถี่ขึ้นและนานขึ้น ก็จะยิ่งทำให้มีอาการปวดมากขึ้น ซึ่งการระงับปวดทำได้หลายวิธี ได้แก่

  • การฉีดยาแก้ปวดเข้ากล้ามเนื้อที่สะโพก (เช่น ยา pethidine 50 มก.) ข้อควรระวังในการใช้ยาตัวนี้คือ ยาสามารถผ่านกระแสเลือดเข้าไปกดการหายใจของทารกได้เมื่อคลอดออกมา หากฉีดในระยะเวลาที่ไม่เหมาะสม
  • การฉีดยาชาที่เหนือช่องไขสันหลัง (Epidural block) วิธีนี้ลดความปวดได้ดี แต่ต้องให้วิสัญญีแพทย์เป็นผู้ทำหัตถการนี้ และหลังการทำ ต้องมีการเฝ้าระวังสตรีที่รอคลอดอย่างใกล้ชิด
  • การบีบนวดบริเวณหลัง สามารถช่วยลดความปวดได้บ้าง
  • การจัดท่าต่างๆให้สตรีที่รอคลอด อยู่ในท่าที่สบาย ก็พอที่จะลดความปวดได้บ้าง

ระยะเวลาที่ใช้รอคลอดนานเท่าไหร่ ? แพทย์ทราบได้อย่างไรว่าการคลอดสมบูรณ์แล้ว ?

โดยเฉลี่ยในครรภ์แรก ระยะเวลาตั้งแต่เจ็บครรภ์จริง (มดลูกหดรัดตัวทุก 10 นาที) จน กระทั่งคลอดใช้เวลาเฉลี่ย 8-10 ชั่วโมง ส่วนในครรภ์หลังจะคลอดเร็วขึ้น ง่ายขึ้น ระยะเวลาเฉลี่ยประมาณ 4-5 ชั่วโมง

ในกระบวนการคลอดช่วงแรก ปากมดลูกจะเปิดขยายค่อนข้างช้า แต่เมื่อปากมดลูกเปิดมากกว่า 3 ซม. (เซนติเมตร) ไปแล้ว ปากมดลูกจะเปิดขยายค่อนข้างเร็วร่วมกับการเจ็บครรภ์ถี่มากขึ้นเรื่อย ๆ จนปากมดลูกขยายหมด เปิดประมาณ 10 ซม. ศีรษะทารกจะค่อยๆเคลื่อนลงมาในช่องคลอด เมื่อมดลูกหดรัดตัว พร้อมๆกับแรงเบ่งของแม่ จะทำให้ทารกคลอดออกมาได้ หลังจากนั้นประมาณ 5- 10 นาทีจะมีการทำคลอดรกต่อ หลังคลอดรกอย่างสมบูรณ์แล้ว มดลูกจะหดรัดตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นกระบวนการธรรมชาติที่จะลดการตกเลือดหลังคลอด แต่อย่าง ไรก็ตาม แพทย์จะมีการฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ หรือเข้าหลอดเลือดดำ เพื่อช่วยกระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูก หลังจากคลอดรกเสร็จเป็นกิจวัตรในสตรีที่มาคลอดทุกราย เมื่อรกคลอดออกมาครบแล้ว ถือว่ากระบวนการคลอดสิ้นสุด แต่หากมีการตัดฝีเย็บ แพทย์จะมีการเย็บแผลฝีเย็บอีกประ มาณ 10-15 นาที และตรวจสอบจุดเลือดออกต่างๆให้เรียบร้อย

ช่วงการคลอดจะมีอาการอย่างไรได้บ้าง? และช่วงไหนที่แพทย์จะตัดฝีเย็บ?

ช่วงรอคลอด มดลูกจะหดรัดตัวและคลายตัวเป็นพักๆ ระยะแรกจะห่าง 4-5 นาทีจึงมีการหดตัวและหดตัวนานประมาณ 30-40 วินาที เมื่อความก้าวหน้าของการคลอดเพิ่มขึ้น ความถี่ของการหดรัดตัวจะเพิ่มขึ้นเป็น ทุก 2-3 นาที หดตัวนาน 45-50 วินาที สตรีจะมีอาการเจ็บครรภ์ถี่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทารกเคลื่อนต่ำตามแรงการหดตัวของมดลูก สตรีที่มาคลอดอาจมีความรู้สึกปวดหน่วงที่ก้น หรือมีความรู้สึกอยากเบ่งถ่ายอุจจาระ แพทย์ผู้ดูแลจะมีการตรวจภายในเป็นระยะประมาณทุก 2 ชม.(ชั่วโมง) เพื่อประเมินความก้าวหน้าของการเปิดขยายของปากมดลูกและการเคลื่อนต่ำของทารก เมื่อปากมดลูกเปิดขยายหมดประมาณ 10 ซม. จะมีการย้ายสตรีจากห้องรอคลอดเข้าไปในห้องทำคลอด มีการเชียร์ให้เบ่งตามการหดรัดตัวของมดลูก และเมื่อศีรษะทารกมาตุงที่ปากช่องคลอดเต็มที่ก่อนที่จะคลอดออกมา แพทย์จะทำการตัดฝีเย็บเพื่อช่วยขยายปากช่องคลอด ซึ่งหากจะมีการตัดฝีเย็บ แพทย์จะมีการฉีดยาชาบริเวณที่จะตัดฝีเย็บ จากนั้นแพทย์จะทำคลอดทารกต่อไป

เมื่อครบกำหนดคลอดแล้วแต่ยังไม่เจ็บครรภ์คลอด ควรทำอย่างไร?

กว่า 80% สตรีตั้งครรภ์ จะคลอดก่อนวันคาดคะเนคลอดประมาณ 2 สัปดาห์ มีสตรีจำ นวนหนึ่งซึ่งไม่มากนัก ไม่มีอาการเจ็บครรภ์คลอดเมื่อถึงวันนัดคลอด ซึ่งสร้างความกังวลใจให้ แก่สตรีตั้งครรภ์และครอบครัวมาก จริงๆแล้ว หากมีการเฝ้าระวังทารกในครรภ์ได้ดี เช่น การสัง เกตการดิ้นของทารกว่าปกติหรือไม่ (มีการดิ้นมากกว่า 10 ครั้งใน 12 ชั่วโมง) สามารถรอสังเกต การณ์ต่อไปได้อีก 1 สัปดาห์ และเมื่ออายุครรภ์ 41 สัปดาห์แล้วยังไม่มีการเจ็บครรภ์เองตามธรรมชาติ สูติแพทย์ผู้ดูแลมักจะกระตุ้นให้เกิดการคลอด เนื่องจากหากตั้งครรภ์นานไปกว่านี้ อาจมีผลเสียต่อสุขภาพทารกในครรภ์ได้

การกระตุ้นคลอดคืออะไร?

การกระตุ้นคลอด คือ การที่แพทย์ทำหัตถการ หรือให้ยาเพื่อไปทำให้มดลูกหดรัดตัวเลียนแบบธรรมชาติ เพื่อทำให้เกิดการคลอดตามมา

หัตถการที่ทำ ได้แก่

  • การใช้นิ้วเซาะถุงน้ำคร่ำออกจากโพรงมดลูก (Striping membrane) ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้มดลูกหดรัดตัวมากขึ้นและเกิดการคลอดตามมา
  • การเจาะถุงน้ำคร่ำ (Amniotomy) ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้มดลูกหดรัดตัวมากขึ้นและเกิดการคลอดตามมาเช่นกัน

-ยาที่ใช้ได้แก่

  • ยา Oxytocic drug (Syntocinon) 10 unit ผสมใน 5% N/2 1,000 มล.หยดเข้าหลอดเลือดดำ
  • ยา Prostaglandins ที่ใช้มีหลายรูปแบบ เช่น แบบยาเม็ดเหน็บช่องคลอด หรือแบบเป็นเจล (Gel) ใส่เข้าไปในช่องคลอด จะทำให้ปากมดลูกนุ่มและมดลูกหดรัดตัวไปพร้อมๆ กันกับทำให้ปากมดลูกเปิดขยาย

ข้อบ่งชี้ในการกระตุ้นคลอดมีอะไรบ้าง?

ข้อบ่งชี้ในการกระตุ้นคลอด คือ

ข้อห้ามในการกระตุ้นคลอดมีอะไรบ้าง?

  • ทารกตัวโต ผิดสัดส่วนระหว่างขนาดทารกกับช่องเชิงกรานของแม่
  • แม่เคยมีการผ่าตัดที่มดลูก เพราะแพทย์เกรงจะทำให้มดลูกแตกได้ง่าย
  • ทารกอยู่ในภาวะผิดปกติ
  • การเคยผ่าตัดคลอดบุตร ไม่ใช่เป็นข้อห้าม 100% ในสตรีบางรายสามารถให้คลอดทางช่องคลอดได้ แต่ต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และสามารถให้การรักษาอย่างทัน ท่วงที หากมีปัญหาทางการคลอดเกิดขึ้น

การกระตุ้นคลอดมีข้อดี/ข้อเสียอย่างไร?

ข้อดีของการกระตุ้นคลอด คือ

ข้อเสียของการกระตุ้นคลอด คือ

  • มดลูกหดรัดตัวมากเกิดไป อาจทำให้ทารกในครรภ์ขาดออกซิเจนได้
  • มดลูกแตกได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อแม่เคยมีการผ่าตัดที่มดลูก
  • ตกเลือดหลังคลอด ในกรณีที่ใช้ยากระตุ้นมานานและมาก ทำให้กล้ามเนื้อมดลูกหดรัดตัวไม่ดี
  • มีน้ำคร่ำหลุดไปอุดที่ปอด (Amniotic fluid embolism)

ควรผ่าท้องคลอดหรือคลอดธรรมชาติดีกว่ากัน?

การคลอดเป็นเรื่องของธรรมชาติ ดังนั้นการคลอดจึงสำเร็จในคนส่วนใหญ่ จะมีส่วนน้อยเท่านั้นที่ต้องการความช่วยเหลือจากแพทย์ การคลอดทางช่องคลอดหรือคลอดธรรมชาติจะดี กว่าการผ่าคลอด หากทุกอย่างปกติและเหมาะสม เพราะไม่เสี่ยงต่อการดมยาสลบ หรือฉีดยาชาเข้าไขสันหลัง เจ็บตัว มีแผลที่หน้าท้อง โอกาสติดเชื้อในมดลูก การเสียเลือดน้อยกว่า และเสียค่าใช้จ่ายในการคลอดน้อยกว่า

ข้อดีของการผ่าท้องคลอด คือ รวดเร็ว ไม่ต้องทนกับความเจ็บปวดก่อนคลอด กำหนดระยะเวลาคลอดตามที่ต้องการได้ แต่ก็ต้องเสี่ยงกับภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามที่กล่าวมา

ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ต้องผ่าท้องคลอดมีอะไรบ้าง?

ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ต้องผ่าท้องคลอดมี 2 แบบ คือ ข้อบ่งชี้ที่จำเป็นต้องผ่าท้องคลอด (Absolute indication) และ ข้อบ่งชี้ที่อยู่ในดุลพินิจของแพทย์ว่าอาจต้องผ่าท้องคลอด (Relative indication)

ข้อบ่งชี้ที่จำเป็นต้องผ่าท้องคลอด (Absolute indication)

ข้อบ่งชี้ที่อยู่ในดุลพินิจของแพทย์ว่า อาจต้องผ่าท้องคลอด (Relative indication)

การดูแลมารดาและทารกภายหลังการคลอดทำอย่างไร?

หลังคลอดบุตร จะมีการลอกตัวของรกอย่างรวดเร็ว และต่อมาจะมีการคลอดรก และแพทย์อาจมีการฉีดยา Syntocinon 10 unit เข้ากล้ามเนื้อเพื่อให้มดลูกบีบหดรัดตัวได้ดี เพื่อลดโอกาสเกิดภาวะตกเลือดหลังคลอด สตรีที่ถูกตัดแผลฝีเย็บจะถูกเย็บด้วยไหมละลาย ทั้งที่ในช่องคลอด และนอกช่องคลอดส่วนที่เรียกว่า ฝีเย็บ (Perineum) สตรีหลังคลอดอาจรู้สึกปวดแผล ฝีเย็บเล็กน้อย ซึ่งสามารถบรรเทาอาการโดยการรับประทานแก้ปวด พาราเซตามอล (Paracetamol) หลังจากนั้นแพทย์จะทำการตรวจหาจุดเลือดออกและทำการรักษา แพทย์จะคลึงมดลูกเพื่อช่วยให้มดลูกหดรัดตัวได้ดี ป้องกันการตกเลือดหลังคลอด หากทุกอย่างเรียบ ร้อยดี จะย้ายมารดาออกมาอยู่ห้องพักฟื้น ทำการตรวจสัญญาณชีพทุก 15 นาที จนครบ 1 ชั่ว โมงหลังคลอด ประเมินเลือดที่ออกจากโพรงมดลูกว่าไม่มีเลือดออกผิดปกติ ก็จะย้ายมารดาจากห้องพักฟื้นไปอยู่หอผู้ป่วยสตรีหลังคลอด หลังจากนั้นก็จะมีการตรวจวัดสัญญาณชีพเป็นระยะ สังเกตปริมาณเลือดที่ออกทางช่องคลอด มารดาสามารถรับประทานอาหารอ่อน และ รับ ประทานยาแก้ปวดได้

สำหรับทารกแรกคลอด จะมีการดูดเมือกจากปากและจมูก ซับตัวเด็กให้แห้ง ทำการตัดตกแต่งสายสะดือให้เหมาะสม ให้ออกซิเจน กระตุ้นให้ทารกร้อง ซึ่งโรงพยาบาลบางแห่ง จะอุ้มทารกมาให้ดูดนมแม่เลย ให้ผิวลูกสัมผัสอกแม่เลย เพื่อช่วยสร้างความรัก ความผูกพันระหว่างแม่กับลูก แต่ในบางแห่งจะพาเด็กไปเช็ดตัวทำความสะอาดก่อน ห่อผ้าอุ่นแล้วค่อยเอามาดูดนมแม่

ผลข้างเคียงของการคลอดทั้งในด้านของมารดาและทารกมีอะไรบ้าง?

ผลข้างเคียง/ภาวะแทรกซ้อนของมารดา สตรีที่คลอดปกติส่วนใหญ่จะไม่มีภาวะ แทรกซ้อน แต่ที่อาจพบได้ เช่น

ผลข้างเคียง/ภาวะแทรกซ้อนในทารก เกิดได้น้อยเช่นกัน ที่พบได้ เช่น

บรรณานุกรม

  1. Cunningham FG, Leveno KJ, Bloom SL, Hauth JC , Rouse DJ, Spong CY.Williams Obstetrics , 23 e ( Accessed 30/3/2013)
  2. Cheng Y. Normal Labor and Delivery . http://emedicine.medscape.com/article/260036-overview ( Accessed 30/3/2013)


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน sirikul Nami Orin
Frame Bottom