logo

คำถามจาก วิกิโรค

Home / FAQ /

คำถามเกี่ยวกับโรค

โดย

เรื่อง :

  • ผู้ที่มีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12 ปี
  • ผู้ที่หมดประจำเดือนหลังอายุ 55 ปี
  • ผู้ที่ไม่เคยมีบุตรหรือให้กำเนิดบุตรหลังอายุ 30 ปี
  • ผู้ที่ไม่เคยให้นมบุตร
  • ผู้ที่มีญาติใกล้ชิด เช่น พ่อแม่ พี่น้อง เคยเป็นโรคมะเร็งเต้านม
  • ผู้ที่เป็นโรคอ้วน
  • ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์
  • ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย
  • ผู้ที่เคยได้รับรังสีในระดับสูงบริเวณหน้าอก
  • ผู้ที่ใช้ฮอร์โมนบำบัดเป็นระยะเวลานาน

อย่างไรก็ดี ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้บ่งชี้ว่าจะต้องเป็นโรคมะเร็งเต้านมเสมอไป เพราะมีหลายคนที่ไม่มีปัจจัยเหล่านี้แต่ก็เป็นมะเร็งเต้านมได้ ดังนั้นการคัดกรองหรือการตรวจเต้านมจึงจำเป็นสำหรับผู้หญิงทุกคน

  • เต้านมบวมทั้งหมดหรือบางส่วน
  • ผิวเต้านมแดง ตกสะเก็ด ระคายเคืองหรือมีรอยบุ๋ม
  • เจ็บเต้านมหรือหัวนม
  • ลดการดื่มแอลกอฮอล์
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • รักษาน้ำหนักตัวให้พอดี
  • เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ (โดยเฉพาะช่วง 6 เดือนแรก และอาจต่อไปได้อีก)
  • ระวังการรักษาที่ใช้วิธีฮอร์โมนบำบัด (Hormone replacement therapy = HRT)
  • เข้ารับการตรวจคัดกรอง
  • รู้สึกผิดหวัง สิ้นหวัง ไร้ค่า ไม่มีใครช่วยได้
  • การกินและน้ำหนักเปลี่ยนแปลง บางคนกินมากขึ้น บางคนเบื่ออาหาร ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือลดลง
  • โกรธและหงุดหงิดง่าย ซึ่งมักจะเกิดจากความอดทนต่อความเครียดต่ำลง
  • ไร้พลัง มีความรู้สึกสูญเสียพลัง ไม่มีพลังขับเคลื่อนให้ต้องทำอะไรในชีวิตประจำวัน
  • มีพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เมื่อเศร้าแล้วบางคนหาทางออกด้านพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ติดยาเสพติด ติดพนัน ขับรถเร็ว เล่นกีฬาเสี่ยงตาย เป็นต้น
  • อาการทางร่างกาย เช่น อาการนอนไม่หลับ การเจ็บป่วย (เช่น ปวดท้อง มึนศีรษะ) และ/หรือการเจ็บปวด (เช่น ปวดหลัง ปวดคอ ปวดไหล่) บ่อย โดยไม่สามารถอธิบายสาเหตุทางร่างกายได้
  • การหายใจ:  การหายใจของเราจะผิดไปจากปกติ เราจะหายใจถี่ขึ้น ตื้นขึ้น และหลายครั้งเรา “กลั้นหายใจ” โดยไม่รู้สึกตัว ซึ่งหากเป็นแบบนี้บ่อยๆ อากาศจะเข้าสู่ปอดน้อยลงเรื่อยๆ
  • อาการร้อนท้อง ปวดท้อง หรือร้อนกระเพาะอาหาร: เกิดเนื่องจากเวลาเครียดจะมีการหลั่งกรดมากในกระเพาะอาหารที่มากขึ้น
  • ปวดศีรษะ ปวดขมับ: เกิดขึ้นได้บ่อยเวลาเครียด โดยมีสาเหตุมาจากการหายใจซึ่งทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่เต็มที่ ทำให้ต้องสูบฉีดเลือดไปสมองเร็วขึ้นและเส้นเลือดบีบตัวมากขึ้น ทำให้เราปวดตุ๊บๆ ที่ศีรษะ
  • ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ครั้งละ 30 นาที เช่น วิ่งจ๊อกกิ้ง เต้นแอโรบิค
  • สร้างเสียงหัวเราะให้ตัวเอง เช่น ดูภาพยนตร์ตลกหรืออ่านหนังสือการ์ตูนขำขัน สามารถช่วยคลายความวิตกกังวลและลดความเครียดได้
  • ระบายอารมณ์เสียบ้าง (ในด้านที่ไม่ทำลาย) เช่น ตะโกน ร้องไห้ เขียนความรู้สึกลงในสมุดบันทึก หรือพูดคุยกับคนที่ไว้ใจ เพื่อช่วยลดความฟุ้งซ่าน ทั้งยังได้ข้อคิดและเรียนรู้ว่า ความทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นกับเราเพียงคนเดียว
  • มองโลกในแง่ดี ทุกปัญหาย่อมมีทางออก ทุกอุปสรรคย่อมมีโอกาส
  • ตระหนักรู้ในตนเอง รู้จักว่าอารมณ์ตนเองเป็นอย่างไร ยอมรับตามอารมณ์ที่ตนเองเป็น (หากปฏิเสธอารมณ์ตนเองตามความเป็นจริงมักจะเกิดความขัดแย้งในใจ เกิดความเครียดและซึมเศร้าได้)
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ 
  • พักผ่อนให้เพียงพอ 
  • พูดคุยกับครอบครัวและเพื่อน 
  • หางานอดิเรกทำ ที่ทำให้ตนเองมีความสุข เช่น ดูหนังฟังเพลง เล่นคอมพิวเตอร์ เต้นรำ อ่านหนังสือ ท่องเที่ยว ฯลฯ
  • กินอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่เป็นประโยชน์เช่น แอลกอฮอล์ สารกระตุ้นประสาท

สิว (Acne) คือ โรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยมาก ประชากรร้อยละ 90 เคยมีปัญหาสิวอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต ปัญหาสิวไม่ได้ส่งผลให้เกิดแผลเป็นที่ผิวหนังเท่านั้นเนื่องจากในหลายครั้งปัญหาสิวได้ก่อให้เกิดแผลเป็นในจิตใจทำให้ขาดความมั่นใจในตัวเอง ซึมเศร้า แยกตัวจากสังคม รวมไปถึงการเลือกปฏิบัติจากสังคมและโอกาสในหน้าที่การงานอีกด้วย

  • พันธุกรรม (พบว่าถ้าบิดาหรือมารดาเป็นสิวรุนแรง โอกาสที่บุตรจะเป็นสิวขั้นรุนแรงมีถึงร้อยละ 25)
  • ภาวะไม่สมดุลของฮอร์โมนเพศ เช่น วัยรุ่น ช่วงเวลาก่อนมีประจำเดือน การตั้งครรภ์
  • การขับของซีบัม (Sebum) หรือไขมันที่มากเกินไปร่วมกับการอุดตันของเซลล์ผิวหนังชั้นบนสุด และการอักเสบที่สัมพันธ์กับเชื้อแบคทีเรียบางชนิด
  • ความเครียด
  • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด (เช่น ยาสเตียรอยด์ และยารักษาตรงเป้าบางชนิด)
  • ยาทาภายนอก (Topical therapies) ใช้รักษาสิวที่มีความรุนแรงน้อย (Mild Acne) โดยสามารถใช้ร่วมกับยารับประทานเพื่อรักษาสิวที่มีความรุนแรงปานกลางถึงรุนแรง และใช้ทาเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการสิวดีขึ้นแล้ว
  • ยารักษาสิวชนิดรับประทาน ใช้รักษาสิวที่มีความรุนแรงปานกลาง (Moderate Acne) ไปจนถึงอาการรุนแรง (Severe Acne) ซึ่งกรณีใช้เป็นยาเม็ดคุมกำเนิดจะเลือกใช้ในผู้ป่วยเพศหญิงเท่านั้น
  • ยา Isotretinoin ชนิดรับประทาน ใช้รักษาสิวที่มีความรุนแรงมาก (Severe Acne) ซึ่งไม่สามารถควบคุมอาการได้เมื่อใช้ยารักษาสิวชนิดอื่นๆ อย่างไรก็ดีเนื่องจากยาประเภทนี้มีผลข้างเคียงจากการใช้ยาหลายอย่าง จึงควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
  • ไม่สัมผัสใบหน้าบ่อยๆ เพราะจะเพิ่มโอกาสผิวติดเชื้อแบคทีเรีย และห้ามแกะหรือกดสิวด้วยตนเองเพราะการกดที่ไม่ถูกวิธีและการแกะสิวมักก่อให้เกิดแผลเป็นโดยเฉพาะหลุมสิว
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีค่าไกลซีมิกอินเดกซ์สูง (Glycemic index คือ ตัวบ่งชี้ว่า อาหารชนิดใดเมื่อกินแล้วส่งผลให้มีน้ำตาลกลูโคลสในเลือดสูงทันที) เช่น เค้ก คุกกี้ ขนมหวาน รวมถึงนมวัว อาหารทะเล และอาหารไขมันทรานส์สูง (Trans fat หรือ Trans fatty acid ซึ่งเป็นไขมันที่มีส่วนผสมของไฮโดรเจน) เช่น เนยเทียม ครีมเทียมบางชนิด ฟาสต์ฟูต อาหารทอด และอาหารสำเร็จรูปบางชนิด
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หากร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอจะส่งผลให้ระบบฮอร์โมนทำงานไม่สมดุลและมีปริมาณสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบเพิ่มขึ้น
  • ฝึกผ่อนคลายความเครียดเช่น ด้วยการนั่งสมาธิหรือการฝึกการหายใจ (Breathing exercise)
  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหน้าที่ระบุว่าไม่เป็นตัวก่อสิว “Non-comedogenic” คือไม่ก่อให้เกิดสิวอุดตัน และเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมัน (Oil-based) เป็นส่วนประกอบหลัก
  • ล้างเครื่องสำอางใบหน้าออกให้สะอาดก่อนนอนเสมอเพราะเป็นสาเหตุก่อการอุดตันของซีบัม
  • ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งตามปกติ ไม่จำเป็นต้องล้างบ่อยจนเกินไป แต่สำหรับคนที่หน้ามันมากอาจล้างเพิ่มระหว่างวันด้วยน้ำเปล่าซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการเสียสมดุลของค่ากรดด่างของผิวหน้า (พีเอช หรือ pH) และเซลล์ชั้นปกป้องผิวแต่อย่างใด