กลุ่มอาการคล้ายปฏิกิริยาจากยาไดซัลฟิแรม (Disulfiram-like Reaction)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทนำ: คือโรคอะไร?

โดยทั่วไป หากร่างกายได้รับแอลกอฮอล์ในปริมาณสูง อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายได้ ร่างกายจึงมีกระบวนการกำจัดแอลกอฮอล์ให้เปลี่ยนรูปไปเป็นสารชนิดอื่นที่มีอันตรายน้อยกว่า ด้วยการผ่านกระบวนการสันดาป(Metabolism/Metabolite;  กระบวนการเผาผลาญหรือเปลี่ยนรูปของสารในร่างกาย)แอลกอฮอล์ของตับซึ่งมีเอนไซม์ต่างๆช่วย   

 อย่างไรก็ดี หากร่างกายได้รับแอลกอฮอล์ปริมาณมากและ/หรืออย่างรวดเร็วกว่ากระบวนการสันดาปจะทำให้เกิดการสะสมแอลกอฮอล์ในร่างกาย และเกิดเป็นอาการมึนเมา หรือเมาค้าง เช่น ใบหน้าแดง ตัวแดง ปวดหัว  คลื่นไส้อาเจียน  แน่นหน้าอก หากมีอาการหนัก อาจทำให้เกิดอาการหายใจไม่สะดวก/หายใจลำบาก/หอบเหนื่อย หรือหมดสติได้

ในช่วงคริสตทศวรรษที่ 1920 ได้มีการค้นพบยาที่ใช้ในการรักษาโรคพิษสุราเรื้อรัง (Chronic Alcoholism) ชื่อว่ายา ‘ไดซัลฟิแรม(Disulfiram)’ ที่มีฤทธิ์/ก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่ทำให้ร่างกายมีความไว/ตอบสนองต่อแอลกอฮอล์มากขึ้น ผู้รับประทานยานี้ จึงเกิดอาการมึนเมารวดเร็วมากหลังจากทานแอลกอฮอล์ไปเพียงปริมาณน้อยๆ  

โดยยาไดซัลฟิแรมจะเข้าไปยับยั้งเอนไซม์ในกระบวนการสันดาปแอลกอฮอล์ในร่างกาย ทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนรูปแอลกอฮอล์ไปอยู่ในรูปที่ไม่เป็นอันตรายแก่ร่างกายได้ ผู้ป่วยจึงเกิดอาการมึนเมาได้ง่ายขึ้นกว่าปกติทั้งๆที่ดื่มแอลกอฮอล์เพียงเล็กน้อย การใช้ยานี้ จึงช่วยให้ผู้ป่วยโรคพิษสุราเรื้อรังค่อยๆลดการดื่มสุราลงได้ในที่สุด

อนึ่ง: ปฏิกิริยาที่เกิดจากยาไดซัลฟิแรมนี้ ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายอาการจากพิษสุราดังกล่าวในตอนต้น กล่าวคือ  จะมีอาการ ใบหน้าแดง  ตัวแดง ปวดหัว  คลื่นไส้ อาเจียน  แน่นหน้าอก/เจ็บหน้าอก  หากมีอาการหนัก อาจทำให้เกิดอาการหายใจไม่สะดวก/หายใจลำบาก/หอบเหนื่อย  หรือหมดสติได้

หลังจากนั้นพบว่า ไม่เพียงแต่ยาไดซัลฟิแรมเท่านั้นที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาดังกล่าว หากแต่ยาบางชนิดก็มีคุณสมบัติในการยับยั้งกระบวนการเปลี่ยนรูปแอลกอฮอล์เช่นเดียวกัน  ดังนั้นผู้ป่วยที่ทานยาเหล่านี้ เมื่อดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ จึงเกิดอาการมึนเมา และมีอาการข้างเคียง(ผลข้างเคียง)จากแอลกอฮอล์ และ/หรือจากยาเหล่านี้ได้ง่าย   ซึ่งรวมเรียกปฏิกิริยาจากยาในกลุ่มเหล่านี้ว่า “Disulfiram-like Reaction  หรือ กลุ่มอาการคล้ายปฏิกิริยาจากยาไดซัลฟิแรม”  ยาในกลุ่มดังกล่าว ได้แก่ ยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ทำลายแอลกอฮอล์/เอนไซม์อะเซตาดีไฮด์ดีไฮโดรจีเนส (Acetadehyde Dehydrogenase) ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปในหัวข้อ “สาเหตุฯ” และหัวข้อ “การป้องกันกลุ่มอาการนี้”

สาเหตุของกลุ่มอาการคล้ายปฏิกิริยาจากยาไดซัลฟิแรมคืออะไร?

กลุ่มอาการคล้ายปฏิกิริยาจากยาไดซัลฟิแรม

ร่างกายมีกระบวนการสันดาปหรือกระบวนการกำจัดแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายได้ โดยผ่านกระบวนการภายในตับ  ซึ่งแอลกอฮอล์จะถูกเปลี่ยนรูปเป็นสารอะเซทาดีไฮด์ (Acetadehyde)โดยเอนไซม์ชื่อแอลกอฮอล์ดีไฮโดรจีเนส (Alcohol dehydrogenase)    

 และสารอะเซทาดีไฮด์นี่เอง ที่เป็นสาเหตุของอาการมึนเมารวมไปถึงอาการเมาค้าง  หลังจากนั้น เอนไซม์อีกชนิดที่ชื่อ อะเซตาดีไฮด์ดีไฮโดรจีเนส (Acetadehyde Dehydrogenase)จะเข้ามากำจัดเปลี่ยนรูปสารอะเซทาดีไฮด์ให้เป็นกรดอะซิทิก(Acetic Acid) ซึ่งเป็นรูปสาร/กรดที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย  และกรดอะซิทิกนี้จะถูกกำจัดออกจากร่างกายต่อไปทางปัสสาวะ

ยาไดซัลฟิแรม รวมถึงยาบางชนิดมีฤทธิ์ในการยับยั้งการทำงานเอนไซม์อะเซตาดีไฮด์ดีไฮโดรจีเนส (Acetadehyde Dehydrogenase) จะทำให้เกิดการสะสมของสารอะเซทาดีไฮด์ในร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยที่รับประทานยากลุ่มเหล่านี้ เมื่อดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์แล้วนั้น จะเกิดปฏิกิริยาคล้ายคนเมาเหล้า/เมาสุราได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะก่อให้เกิดอันตรายหรือเกิดพิษแก่ผู้ป่วยได้ หากได้รับเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ในปริมาณมากอย่างรวดเร็ว ที่เรียกปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นนี้ว่า “กลุ่มอาการคล้ายปฏิกิริยาจากยาไดซัลฟิแรม(Disulfiram-like Reaction)”  

กลุ่มอาการคล้ายปฏิกิริยาจากยาไดซัลฟิแรมก่ออาการอย่างไร?

ผู้ป่วยที่เกิดกลุ่มอาการคล้ายปฏิกิริยาจากยาไดซัลฟิแรม จะมีอาการเหมือนคนเมาเหล้า ได้แก่ ใบหน้าแดง ตัวแดง รู้สึกร้อนผิดปกติ ปวดหัว  คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออกมาก  กระหายน้ำ  หัวใจเต้นเร็ว สายตาพร่ามัว   หายใจเร็วกว่าปกติจนอาจถึงขั้นเป็นลม(โรคหอบจากอารมณ์/Hyperventilation)  หากอาการรุนแรง อาจเกิดอาการ สับสน  ซึมเศร้า หายใจไม่สะดวก/หายใจลำบาก/หอบเหนื่อย   ภาวะหัวใจล้มเหลว   หัวใจเต้นผิดจังหวะ  หมดสติ หรือถึงตายได้

ควรพบแพทย์เมื่อใด?

โดยทั่วไป ก่อนการใช้ยาที่ส่งผลข้างเคียงให้เกิดกลุ่มอาการคล้ายปฏิกิริยาจากยาไดซัลฟิแรม ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นใน’หัวข้อ อาการฯ’  ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำจาก แพทย์ พยาบาล และ/หรือเภสัชกร ให้งดดื่มเครื่องดื่ม/รับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ในช่วงระหว่างการใช้ยาและหลังใช้ยาเหล่านี้ไปแล้วระยะหนึ่ง แต่หากผู้ป่วยเกิดอาการใดอาการหนึ่งดังที่กล่าวไปในข้างต้น หลังจากได้รับแอลกอฮอล์ในระหว่างการใช้ยาที่อาจก่อให้เกิดอาการข้างเคียง(ผลข้างเคียง)นี้ ควรรีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลโดยทันที/ฉุกเฉิน

แพทย์วินิจฉัยกลุ่มอาการคล้ายปฏิกิริยาจากยาไดซัลฟิแรมอย่างไร?

แพทย์สามารถวินิจฉัยกลุ่มอาการคล้ายปฏิกิริยาจากยาไดซัลฟิแรม ได้จาก อาการของผู้ป่วยเมื่อมาถึงโรงพยาบาล เช่น

  • ศีรษะ ใบหน้า คอ หน้าอก แดง และ
  • มีอาการร้อนวูบวาบ ปวดหัว  มึนงง  อาเจียน  เหนื่อยล้า  อ่อนเพลีย สับสัน สายตาพร่ามัว   
  • อาจเกิดผื่นคันตามผิวหนังบริเวณต่างๆในร่างกาย
  • และร่วมกับมีประวัติการใช้ยาต่างๆ และ
  • ประวัติการบริโภคแอลกอฮอล์

นอกจากนี้ แพทย์จะตรวจร่างกายผู้ป่วย  ตรวจวัดสัญญาณชีพ,  รวมถึงการตรวจเลือด,  การตรวจปัสสาวะ,    การตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่นๆ (เช่น ตรวจเลือดดูการทำงานของไต,  ของตับ,  ระดับอิเล็กโทรไลต์(Electrolyte)/เกลือแร่ในเลือด,  ระดับสารอะเซทาดีไฮด์ในเลือด,  ระดับแอลกอฮอล์/เอธานอล(Ethanol)ในเลือด,   ระดับน้ำตาลในเลือด  

หากผู้ป่วยมีระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนไป (Altered Mental Status) แพทย์อาจพิจารณาใช้การตรวจสมองทางรังสีวิทยา  เช่น  ซีทีสแกน(CT scan) หรือ เอมอาร์ไอร่วมด้วย  

และในผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตต่ำ หรือ หัวใจเต้นเร็ว แพทย์อาจพิจารณาการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจอีเคจี  ร่วมด้วยก็ได้

 

มีวิธีรักษากลุ่มอาการคล้ายปฏิกิริยาจากยาไดซัลฟิแรมอย่างไร?

การรักษากลุ่มอาการคล้ายปฏิกิริยาจากยาไดซัลฟิแรมเป็นการรักษาตามอาการ/การรักษาประคับประคองตามอาการ  ไม่มียาแก้พิษเฉพาะยาใดๆที่ใช้รักษาสำหรับอาการจากปฏิกิริยานี้   

โดยทั่วไป จะมีการให้ออกซิเจน หรือการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำหากผู้ป่วยมีความดันโลหิตต่ำ  หัวใจเต้นเร็ว  หรืออาเจียนรุนแรง   

และผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมากและไม่สามารถควบคุมสติหรืออารมณ์ได้ อาจมีการสอดท่อช่วยหายใจด้วย

การใช้ยาต่างๆในการรักษากลุ่มอาการคล้ายปฏิกิริยาจากยาไดซัลฟิแรม: จะเป็นการใช้ยาบรรเทาที่เป็นไปตามอาการ  เช่น

  • ใช้ยาในกลุ่มเบนโซไดอะซีปีนส์ (Benzodiazepines) เมื่อผู้ป่วยมีอาการกระวนกระวาย หรือมีอาการชัก
  • ใช้ยาต้านอาเจียน/ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน(Antiemetics) เช่นยา เมโทโคลพราไมด์ (Metoclopramide) หรือยาออนแดนซิทรอน (Ondansetron) ในผู้ป่วยที่เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน
  • รวมถึงใช้ยาแอกทิเวเท็ดชาร์โคล/ยาถ่านกัมมันต์ (Activated Charcoal)ที่เป็นยาจำพวกถ่านในการดูดซับสารพิษในลำไส้  

 

กลุ่มอาการคล้ายปฏิกิริยาจากยาไดซัลฟิแรมก่อผลข้างเคียงอะไรบ้าง?

โดยทั่วไป  กลุ่มอาการคล้ายปฏิกิริยาจากยาไดซัลฟิแรมเป็นกลุ่มอาการที่พบได้น้อยมาก และไม่ได้มีความรุนแรงมาก ผู้ป่วยที่ใช้ยาที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยานี้ร่วมกับการได้รับแอลกอฮอล์ จะมีอาการข้างเคียง(อาการไม่พึงประสงค์/ผลข้างเคียง)  คือ ใบหน้าแดง ตัวแดง มึนงง สับสน เร็วกว่าปกติ แม้ดื่มเครื่องแอลกอฮอล์ในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็ตาม   

อย่างไรก็ดี หากมีอาการที่มีความรุนแรง ผู้ป่วยอาจมีความเสี่ยงในการเกิด  อาการทางหัวใจ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ ,  การทำงานของหัวใจล้มเหลวเกิดภาวะหัวใจวาย/ภาวะหัวใจล้มเหลว, โรคหัวใจ:โรคหลอดเลือดหัวใจ,  รวมไปถึงเกิดการกดการหายใจ(หายใจเบา ตื้น)ทำให้หายใจได้ไม่สะดวก/หายใจลำบาก/หอบเหนื่อย  

 

การพยากรณ์โรคของกลุ่มอาการคล้ายปฏิกิริยาจากยาไดซัลฟิแรมเป็นอย่างไร?

ปัจจุบัน ยังไม่พบรายงานการพยากรณ์โรคของกลุ่มอาการคล้ายปฏิกิริยาจากยาไดซัลฟิแรมเนื่องจากเป็นปฏิกิริยาที่พบได้น้อย   แต่จากการศึกษาในสหรัฐอเมริกา พบความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยที่เกิดปฏิกิริยาจากยาไดซัลฟูแรมกับแอลกอฮอล์ (Disulfuram-ethanol reaction; DER)ว่า สามารถเกิดปฏิกิริยานี้ขึ้นได้ตั้งแต่ 3 ชั่วโมงหลังรับประทานยานี้ และอาจมีอาการอยู่ได้นานถึงประมาณ 2 สัปดาห์   

 พิษในระบบประสาทจะเกิดขึ้นได้มากหากได้รับยานี้ในปริมาณสูง,  ส่วนอาการทางผิวหนัง เช่น ผื่นผิวหนังอักเสบ (Dermatitis) ส่วนใหญ่เกิดขึ้นนานประมาณ 2 สัปดาห์

และยังไม่พบรายงานการเสียชีวิตจากปฏิกิริยานี้ หากผู้ป่วยพบแพทย์ได้อย่างรวดเร็วหลังเกิดอาการ

 

ป้องกันกลุ่มอาการคล้ายปฏิกิริยาจากยาไดซัลฟิแรมได้อย่างไร?

ที่สำคัญ ในการป้องกันกลุ่มอาการคล้ายปฏิกิริยาจากยาไดซัลฟิแรม คือผู้ป่วยเมื่อได้รับยาต่างๆ ควรตั้งใจฟังคำแนะนำจากเภสัชกร และควรสอบถามแพทย์ พยาบาล และ/หรือเภสัชกร หากมีข้อสงสัยใดๆ ก่อนเริ่มรับประทานยานั้นๆ

เภสัชกร จะแนะนำให้หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ในยาที่สามารถก่อให้เกิดกลุ่มอาการนี้ได้ เช่น

  • ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย/ยาปฏิชีวนะ เช่น ยาเมโทรนิดาโซล (Metronidazole),  และ ยาในกลุ่มยา Cephalosporin เช่น ยาเซโฟพีราโซน/Cefoperazone , ยาเซฟาแมนโดล /Cefamandole , และ ยาเซโฟทีทัน/Cefotetan
  • ยาฆ่าเชื้อรา/ยาต้านเชื้อรา เช่น ยากรีซีโอฟูลวิน (Griseofulvin)
  • ยาในกลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย (Sulfonylureas) ที่ใช้ในการรักษาโรคเบาหวาน   เช่น  ยาโทลบูทาไมด์ (Tolbutamide) และยาคลอโพรพาไมด์ (Chlorpropamide) เป็นต้น

อนึ่ง ผู้ป่วยควรสอบถามระยะเวลาที่จำเป็นต้องงดเว้นการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หลังจากหยุดรับประทานยาต่างๆจากเภสัชกรด้วยทุกครั้ง เนื่องจากยาแต่ละชนิด มีระยะเวลาที่ต้องงดเว้นแอลกอฮอล์แตกต่างกันออกไป

 

สรุป

ทุกคนต้องตระหนักถึงความปลอดภัยจากการใช้ ”ยา”  ที่รวมถึง ยาแผนปัจจุบันทุกชนิด   ยาแผนโบราญทุกชนิด  อาหารเสริม  ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และสมุนไพรต่างๆเสมอ   เพราะ ยามีทั้งให้คุณและให้โทษ    ดังนั้นเมื่อมีการใช้ยาทุกชนิด ควรต้องปฏิบัติตาม ข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิดเสมอ (อ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง  ข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิด)  รวมทั้งควรต้องปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อนซื้อยาใช้เองเสมอด้วยเช่นกัน  

 

บรรณานุกรม

  1. Crowley P. Long-term drug treatment of patients with alcohol dependence. Aust Prescr. 2015 Apr. 38 (2):41-43.
  2. Karamanakos PN, et al. Pharmaceutical agents known to produce disulfiram-like reaction: effects on hepatic ethanol metabolism and brain monoamines. Int J Toxicol. 2007 Sep-Oct;26(5):423-32.
  3. https://emedicine.medscape.com/article/814525-overview#showall [2022,May7]
  4. https://emedicine.medscape.com/article/814525-overview#showall [2022,May7]
  5. https://dailymed.nlm.nih.gov/dailymed/drugInfo.cfm?setid=f0ca0e1f-9641-48d5-9367-e5d1069e8680 [2022,May7]