กระดานสุขภาพ

earn
Earn*****8

13 ตุลาคม 2557 17:58:46 #1

สวีสดีค่ะ อยากทราบเกี่ยวกับยาคุมค่ะ หนูพึ่งเริ่มกินยาคุมแผงแรกประจำเดือนหนูมา5วันแล้วกินยาคุมเม็ดแรกวันที่ประจำเดือนหมดวันสุดท้าย

หนูกินยาแบบ21เม็ด แล้วหนูกินหมดแล้วต้องหยุด7วัน อยากรู้ว่าใน7วันนี้มีเพศสัมพันธุแล่วหลั่งในจะท้องไมค่ะ

อายุ: 16 ปี เพศ: F น้ำหนัก: 48 กก. ส่วนสูง: 155ซม. ดัชนีมวลกาย : 19.98 (ค่ามาตรฐานคนเอเชีย=18.5-22.9)
ภก.ประดิษฐ์ งามศิริผล

เภสัชกร

16 ตุลาคม 2557 12:21:34 #2

เรียน คุณ earn,

เนื่องจากคุณให้ข้อมูลวันที่เริ่มรับประทานยาคุมกำเนิดมาไม่ชัดเจนนะครับ ขออนุญาตให้ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบนะครับ

- ก่อนการเริ่มรับประทานยาคุมกำเนิด ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อดูว่ามีข้อห้ามใช้หรือข้อควรระวังใดหรือไม่ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด มีก้อนซีสต์ที่เต้านมหรือรังไข่ ภาวะตับหรือไตทำงานผิดปกติ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไมเกรนที่ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยยา เป็นต้น

- เมื่อคัดเลือกยาคุมกำเนิดชนิดรับประทานได้แล้ว วิธีการรับประทานยาคุมกำเนิดที่ถูกต้อง

  • การเริ่มรับประทานยาแผงแรก คือต้องเริ่มต้นไม่เกินวันที่ 5 ของประจำเดือน เพื่อให้ตัวยาออกฤทธิ์ยับยั้งไม่ให้มีไข่ตกได้ตั้งแต่รับประทานยาเม็ดแรกครบ 24 ชั่วโมง เมื่อรับประทานยาติดต่อกันทุกคืนต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ติดต่อกันจนครบ 21 เม็ดแล้ว ให้เว้นยา 7 วัน ก่อนเริ่มต้นรับประทานยาแผงต่อไป ทั้งนี้ไม่ต้องสนใจว่าประจำเดือนจะมามากหรือมาน้อย จะมาหรือไม่มา ก็ให้รับประทานยาแผงต่อไปได้เลย ในช่วง 7 วันที่หยุดยา จะเป็นช่วงที่ฮอร์โมนเพศยังไม่เหมาะสม ไม่มีการกระตุ้นให้รังไข่ทำงาน และเยื่อบุโพรงมดลูกฉีกขาดหลุดลอก โอกาสในการตั้งครรภ์น้อยมาก ๆครับ
  • ข้อควรระวังคือ ควรรับประทานยาก่อนเข้านอน เพื่อช่วยป้องกันการลืมรับประทานยา และลดอาการคลื่นไส้ อาเจียนหลังรับประทานยา เวลาไม่ควรคลาดเคลื่อน +/- เกิน 1 ชั่วโมง เพื่อให้ระดับยาในเลือดสม่ำเสมอ ลดอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดแน่นท้อง หรือคัดตึงเต้านม หรือเลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างเดือน

- รับประทานยาด้วยน้ำเปล่าสะอาดเท่านั้น เนื่องจากเครื่องดื่มอื่น ๆเช่น ชา (รวมถึงชาเขียว) กาแฟ นม น้ำอัดลม โกโก้ น้ำเต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากนม อาจทำให้ยาตกตะกอน ร่างกายไม่สามารถดูดซึมยาได้ ทำให้เสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ รวมถึงน้ำผลไม้บางชนิด เช่น น้ำส้ม น้ำแอปเปิ้ล น้ำเกรปฟรุต น้ำแครนเบอร์รี่ จะทำให้ตับกำจัดตัวยาออกเร็วกว่าปกติ
ก็จะเพิ่มความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ด้วยเช่นกัน

- ไม่ซื้อยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดมาใช้ร่วมกัน โดยที่ยังไม่ได้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เนื่องจากอาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา "ยาตีกัน" จนทำให้เสี่ยงต่อการตั้งครรภ์หรือ ยาที่ใช้รักษาไม่ได้ผล เสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง หรือเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้

จากข้อมูลที่ให้ข้างต้น คุณคงพอได้คำตอบนะครับ ว่าจะเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์หรือไม่ (เริ่มต้นช้าเกินกว่าวันที่ 5 ของการมีประจำเดือนหรือไม่ รับประทนยาถูกต้องสม่ำเสมอฯ) ทั้งนี้ขอแนะนำเพิ่มเติม หากคุณยังไม่ได้แต่งงาน แนะนำให้ใช้วิธีการสวมถุงยางอนามัยจะดีกว่าครับ ซึ่งนอกจากจะช่วยคุมกำเนิดแล้ว ยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย เช่น โรคหนองใน ซิฟิลิส แผลริมอ่อน เริม พยาธิในช่องคลอด ไวรัสตับอักเสบบี หรือซี หรือเลวร้ายสุดคือ เอชไอวี หรือ เอดส์ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีทางรักษา นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันไวรัสเอชพีวี (HPV-human Papilloma virus) ซึ่งเป็นสาเหตุกระตุ้นให้เกิดมะเร็งปากมดลูก และหูดหงอนไก่ / มะเร็งองคชาติในเพศชาย และคุณก็ไม่จำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนในยาคุมกำเนิดนานเกินความจำเป็นด้วยครับ

 

เภสัชกรประดิษฐ์ งามศิริผล

แนะนำบทความดี ๆจากกองบรรณาธิการของเราที่

ยาเม็ดคุมกำเนิด (Birth control pill)

การคุมกำเนิด (Contraception)

โดย แพทย์หญิง กีรติ ลีละพงศ์วัฒนา สูตินรีแพทย์