กระดานสุขภาพ

สอบถามเรื่องสุขภาพทางจิตค่ะ
Jw_p*****d

19 กุมภาพันธ์ 2561 14:40:32 #1


สวัสดีค่ะ ครั้งที่แล้วเคยเข้ามาสอบถามเกี่่ยวกับภาวะความจำเสื่อมเนื่องจากต้องการข้อมูลไปเขียนหนังสือ

แต่ครั้งนี้ เป็นเรื่องจริงของหนูเองคะหมอ

ไม่เข้าใจตัวเองค่ะ ว่าเป็นอะไรกันแน่

ย้อนไปตั้งแต่เด็กๆเลยนะคะ พ่อของหนูเป็นคนขี้กลัวเขาจะสุดทุกทาง คือรักสุดๆ ห่วงๆ คือกลัวว่าหนูจะเป็นอันตราย กลัวนู้นนี่ ขี่จักรยานก็ไม่ให้ขี่เพราะกลัวรถจะชน ขอเรียนว่ายน้ำไม่ให้เพราะกลัวจมน้ำ (ช่วงนั้นมีข่าวเด็กจมน้ำตายตอนเรียนพอดี แต่ขอหลายๆปี สุดท้ายก็ยอมค่ะ) ขอไปข้างนอกกับเพื่อนไม่ให้ไป (ตอนกลางวัน ประมาณมัธยมแล้ว) ไม่ยอมให้ไปกลับโรงเรียนเอง ไม่ให้หัดขับรถ ไม่ให้โดยสารทางเรือ เคยถามว่าทำไมถึงไม่มีน้องให้พ่อตอบว่าแบ่งความรักให้ 2 คนไม่ได้ พ่อจะเป็นคนเสียงดังอารมณ์ฉุนเฉียว ไม่ค่อยฟังใคร เชื่อในความคิดของตัวเอง อาจเป็นเพราะตอนเด็กเขาอยู่ตัวคนเดียวไม่มีใครคอยให้คำปรึกษาก็ได้ค่ะเพราะพ่อถูกส่งมาเรียน ส่วนย่ากับปู่อยู่ต่างจังหวัด ส่วนแม่จะไม่ค่อยพูดจะเก็บเงียบเก็บไว้คนเดียว

มาที่ตัวหนูนะคะ เป็นคนไม่ค่อยมีเพื่อนค่ะ พอสนิทกับเพื่อนผู้ชายคนนึง ก็มีเพื่อนๆล้อว่าเราไปชอบเขา (ตอนป.4) ทั้งๆที่เราไม่ได้คิดอะไร คิดแค่เพื่อนที่อายุมากกว่า เหมือนพี่ชายก็ว่าได้ แต่ด้วยความที่โดนล้อหนักมาก เขาคนนั้นจากที่สนิทกับเรา พูดหน้าห้องเสียงดังว่า ต่อให้โลกนี้เหลือผู้หญิงคนเดียวก็ไม่มีวันเอาหรอก หนูก็ตะโกนตอบกลัไปว่าเออ ก็ไม่เอาเหมือนกัน ในใจตอนนั้นสั่นไปหมดค่ะ นั้นเป็นครั้งสุดท้ายที่เราพูดกัน หลังจากนั้น เขากลับมองเราเป็นอากาศและตั้งแต่วันนั้นก็ไม่พูดกับเราอีกเลย (ปัจจุบันเสียไปแล้ว ครั้งสุดท้ายที่ได้คุยกันคือป.4 วันนั้นที่โดนล้อเราทะเลาะกัน) เขาไม่มองเรามองข้ามหัวเราไป ไม่พูด ไม่ตอบเหมือนรู้ว่ามีเราแต่ไม่เห็น อึดอัดมาก ปวดใจมาก เราเป็นคนเดียวเท่านั้นที่ไม่มีตัวตนในสายตาเขา ไม่นาน จบป.6หนูก็ย้ายโรงเรียน กับที่บ้านจะมีครอบครัวของย่าอีกคนคือย่ามีน้องสาวอีกคนนึงคะตอนเด็กหนูก็จะไปบ้านย่าคนน้องบ่อยๆ. จะมีอาผู้หญิงเขาเคยสอนภาษาอังกฤษให้ แต่หนูไม่รู้เรื่อง เขาว่าๆโง่ มันจุกค่ะหน้าชาตั้งแต่วันนั้ก็ไม่ค่อยไปบ้านนั้นอีก

เรียนมัธยม ใช้ชีวิตปกติ มีเพื่อนบ้างแต่ก็ไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจ กับที่บ้านเราจะอยู่กับคอมพิวเตอร์ซะส่วนใหญ่ เพราะลูกคนเดียว จะชอบมีคำพูดที่สำหรับหนูรับไม่ได้อยู่หลายครั้ง เราให้ความสำคัญกับคำพูด ความรู้สึกมากๆ ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเพราะรู้สึกว่าเราไม่ได้มีดี หน้าตาไม่ดี เรียนไม่ค่อยดี รูปร่างไม่ดี ความฝันที่อยากเป็นคือ นักร้อง นักแสดงค่ะ เคยบอกพ่อกับแม่ว่าอยากเป็นนะ เขากลับบอกว่าคนอาชีพนี้จะตกนรกเพราะต้องโกหกทุกๆวัน เขาค่อนข้างธรรมะสุดโต่ง แต่สำหรับหนู กลับคิดว่าถ้าเป็นนักแสดง นักร้องต้องได้ขึ้นสวรรค์สิเพราะสร้างความสุข คอยสะท้อนสิ่งต่างๆ นี่ก็คือทัศนคติที่มองคนละมุม แม่เคยบอกว่าโง่แบบนี้เป็นดาราไม่ได้หรอก พ่อชอบว่าเวลาดูละครว่าไปดูพวกมันได้เงินมั้ยมีแต่จะเสียเงิน ไม่ได้ประโยชน์ แต่จริงๆหนูดูละครไม่เคยดูเพื่อความสนุกแค่อย่างเดียว หนูศึกษาว่าเขาแสดงยังไง สอนอะไร สื่ออะไรมากกว่า

เคยเรียนคหกรรมครั้งแรกให้แกะสลักพริก คือใช้มีกรีดให้เป็นเส้นแล้วมันจะม้วนเป็นดอกไม้ ครั้งแรกไม่สวยเอาซะเลย เพราะไม่เคย ไม่ชินมือ เคยแต่วาดรูปช่วงนั้น อาจรย์ที่สอนหยิบมันขึ้นมาแล้วพูดขึ้นกลางห้องว่าแค่นี้ยังทำไม่ได้ ชีวิตแกก็เป็นได้แค่สาวโรงงานเท่านั้นแหละ โกรธค่ะ โกรธที่เขาพูดแบบนั้น ต่อหน้าเพื่อนทุกคนในห้อง แต่ไม่มีใครขำเรานะ (หนูไม่ได้ดูถูกสาวโรงงานนะ) จำค่ะ เลยทำให้เราไม่ชอบอาจารย์คนนี้ไปโดยปริยาย วันนึง แฟลตตำรวจที่อยู่หน้าโรงเรียนมีคนจะโดดตึกตาย เรามองเขานิ่งเลย มันเหมือนภวังค์อะไรซักอย่างแล้วคิดในใจว่า ถ้าเราไปอยู่ตรงนั้น จะมีใครเป็นห่วงเรามั้ยนะ มันมาวูบนึง แล้วก็หายไป ม.3 โรงเรียนเดิม มีอาจารย์คณิตศาสตร์ด่าค่ะ เราไม่ชอบวิชานี้เป็นทุนเดิม เขาด่าว่า ตอนแม่พวกเธอท้องกินหญ้าแทนกินข้าวหรือไง อันนี้ด่าแบบเหมารวมทั้งห้อง โกรธมา เกลียดคณิตศาสตร์หนักกว่าเดิมและไม่เปิดใจให้มันไปเลย อันนี้แวดล้อมในโรงเรียนค่ะ
ส่วนทางบ้าน ไม่เคยปรึกษาอะไรได้เลย ถามอะไรไปสุดท้ายเราเองจะโดนว่ากลับมา เรากลับกลายเป็นที่ปรึกษาแทนในบางครั้งปัญหาของผู้ใหญ่เข้ามาในหัวเครียดค่ะ ทำอะไรไม่ได้ โดนถามนู้นนี่บ่อยๆ เราพูดให้พ่อกับแม่สบายใจ แต่ปัญหาของเขากลับตกค้างในหัวเรา เครียดและกังวล คำพูดแรงๆอีกคำสำหรับหนูคือวันนั้นแกะสลักสบู่วันแม่ อยู่ แล้วพ่อเดินเข้ามาบอกว่าทำอะไรไร้สาระ แล้วก็ไป น้ำตาร่วงตรงนั้น เลิกแกะไปเลิก ไม่ส่งอาจารย์ ไม่ให้แม่แล้ว และเกลียดคำๆไปเลยทุกครั้งที่ได้ยินจะร้องไห้ และเสียใจมากๆพอโตขึ้นมา อยู่ก็เหมือนจะติดยาพารามันคิดไปเองว่าต้องกิน กินทุกวันคือไม่กินจะปวดหัวมาก หรือใช้ความคิดแค่นิดเดียวก็จะปวดหัวมาก 1ปีค่ะที่กินอยู่แบบนั้นจนสุดท้ายพยายามไม่กินแต่ผลคือปวดหัวมากนอนกุมหัวอยู่กับพื้นเหมือนจะระเบิดออกมา ปวดจนหลับไปเพราะสุดท้ายก็กินยาก็ไม่หาย

เคยไปต่างจังหวัดกับพ่อแม่เขาบอกว่าจะค้าง1คืน พอถึงวันกลับเขาไม่กลับและยังบอกว่าจะค้างอีกคืน ตอนนั้นโกรธมากสุดๆ หายใจแรงมากหน้าตาน้ำเสียงไปหมดเลยหนูรู้ตัวว่าไม่ดีแน่ เลยหนีเข้าห้องน้ำไป สิ่งที่ทำให้เย็นลงคือเสียงน้ำไหล และการกำมือแน่นๆให้เล็บมันจิกไปที่ฝ่ามือ และทุบไปที่กำแพง บางครั้งก็กำหัวตัวเองจิกผมตัวเอง
พอขึ้นปวช.มีรุ่นพี่ปี3โทรมาหาค่ะ เขาโทรมาทุกวัน ซึ่งเราเข้าใจนะว่าเขาอาจจะโทรผิดคนก็ได้ แต่ด้วยความที่คุยถูกคอเลยคุยยาว มีวันนึงมีโอกาสได้เจอกันจังๆหนูนั่งอยู่ในโรงอาหาร เขาเดินลงมาจากบันไดพอเขาเห็นเราก็ถอยๆหลังแล้วกลับขึ้นไปเลย และแน่นอนหนูรู้สึกแย่กับตัวเองมากที่สุดในชีวิต ความรู้สึกมีแต่คำถามเราน่าเกลียดหรอ เราไม่มีค่าใช่มั้ย เรามันไม่ได้ดูดีใช่มั้ย เรามันอ้วน มันไม่สวย แล้ววันนั้นเขาก็ไม่โทรมา หายไปไม่กี่วันเขาโทรมาขอโทษที่วันนั้นทำแบบนั้นเขาบอกว่าไม่รุ้จะทำตัวยังไงเพราะเขารู้อยู่แล้วว่าเป็นเรา เราก็ได้แต่ขอบคุณเขาที่โทรกลับมา แล้วมันก็เป็นครั้งสุดท้ายที่โทรมา

พอผ่านไปได้ไม่เท่าเพื่อนที่เราชอบเขาก็โทรมาหาอีกคุยด้วยทุกวัน มานั่งใกล้ๆ มาเล่นมาคุย พาไปหาแม่ที่รพ.ก็ไป กลับบ้านด้วยกัน เพื่อนทุกคนคิดว่าเราคบกันแต่จริงไม่คะคุยกันเฉยๆไม่มีสถานะอะไร มีอยู่วันนั้นแฟนเขาทักมาหาเรา (เคยคุยกับแฟนเขามาบ้างก่อนหน้านี้ ใจหนูไม่เคยคิดจะแย่เขามาอยู่แล้ว เราคุยเหมือนเพื่อนคนนึง) เขาบอกว่าาท้องแต่ไม่ให้เราบอกให้เราสัญญา วันนั้นหนูอยากบอกมากแต่ว่ารับปากแล้วว่าจะไม่พูดก็ไม่พูดค่ะ คืนนั้นแฟนเขาทักมาอีกว่าทำไมไม่บอกกะจะลองใจว่าช่วยผู้หญิงด้วยกันมั้ย กลายเป็นผิดไปอีก แล้วเราก็ขึ้นสเตตัสว่าอยากหายไปจากตรงนี้ เขา(เพื่อนผู้ชายคนนั้น)ก็ทักมาเลยว่าเออไปตายที่ไหนก็ไปเกลียด หนูงงมากและเสียใจมากที่อยู่ก็กลายเป็นแบบนี้เขาไม่คุยไม่สนใจทำงานกลุ่มก็ไมพูดไม่อะไรจนทนไม่ได้หนูก็พูดไปว่า จะไม่คุยอะไรกันเลยใช่มั้ยแล้วจะทำงานได้ยังไง สุดท้ายเขาออกจากลุ่ม แต่ก็ยังอยุ่ห้องเดียวกัน ผ่านไปซักพักหนูมีแฟนเป็นเพื่อนในห้องนี่ละซึ่งจำเขาไม่ได้เลยว่าอยู่ห้องเดียวกัน จบปวช.โรงเรียนพาไปเที่ยวแล้วพวกผู้ชายต้องนอนรวมต้องแย่งกันอาบน้ำ หนูก็เลยบอกทุกนคนว่ามาอาบที่ห้องได้เพราะห้องว่าง เขาก็มาค่ะชอบมองหน้าเหมือนมีอะไรแต่ไม่พูดอะไร แล้วก็พอขึ้นปวสก็ย้ายสาขาไปเลย

พอไปทำงานก็จะสนิทกับน้องคนนึงและพี่อีก2คน(ผู้หญิง) กับน้องแค่เรามองตาก็รู้ใจ แล้วก็มีเพื่อนอีกคนที่เราอยากสนิทด้วยมาก (ผู้ชาย)ทุกอยากก็ดีมีวันนึงทำให้หนูได้สนิทกับเพื่อนคนนั้น กลับบ้านด้วยกัน เล่นกันถึงเนื้อถึงตัว กินข้าวกินน้ำด้วยกันแบบไม่คิดอะไร เรารุ้สึกว่าอยู่ใกล้เขาแล้วสบายใจมีความสุขและปลอดภัย แต่ก็ด้วยความสนิทพี่ๆในฝ่ายจะมองๆแซวๆกันตลอด เรากับเขารู้นะว่าโดนจับตามองและโดนแซวแต่หนูไม่คิดอะไรเลยก็ปกติทุกอย่าง เวลาเขาไม่มาเราก็จะไลน์ไปถามว่าไม่มาหรอ เขาก็จะบอกว่าวันนี้ลากิจนะ. วันนี้ปวดหัวเพิ่งตื่นบ้างให้ลาให้หน่อย ทุกคนก็จะรู้กันว่าถ้าคนนี้มาสายให้มาถามหนูเพราะเขาบอกตลอด ไม่นานก็มีพนง.ใหม่เข้ามาหนูสนิทกับเขานะเป็นผู้หญิง ส่วนกับพี่มีคนนึงต้องย้ายไปสาขาอื่นแล้วความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้น เพื่อนผู้หญิงกับผู้ชายเริ่มสนิทกันมากขึ้นสิ่งที่เห็นก็คือเห็นตัวเองซ้อนทับเพื่อนผู้หญิงคนนั้น. มันก็เสียใจ มันโหว่ง.ๆเพราะเขาไม่มาคุยกะเราเหมือนเดิม กับน้องและพี่ที่เหลืออีกคนก็แปลกไปอยู่ๆก็มาบอกว่าเราไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ เช้ามาน้องก็พูดในทำนองเดียวกัน คือหนูรับได้นะที่เขาเตือนแต่ว่าหลังจากนั้นเขา2คนก็ออกห่างจากหนู กับคนพี่ยังคุยกันบ้างแต่กับตน้องไม่พูดด้วยเลย เสียใจมากที่สุดไม่เคยเผื่อใจตรงนี้เลยว่า2คนนี้กับน้องและพี่ที่เรารักมากจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ และก่อนหน้าที่เขาจะเปลี่ยนไปหนูเคยปรึกษากับพี่คนนี้เรื่องเพื่อนผู้ชายว่าเขาเปลี่ยนไปนะ เราไม่อยากเสียเขาไป คือไม่อยากรู้สึกแบบเก่าอีกคือไม่อยากรู้สึกถึงสถานะที่มันเปลี่ยนแปลงไป ช่วงนั้นเครียดมากกินอะไรไม่ได้เลยหอบหนักมาก หัวใจสั่นและเต้นแรงตลอด กินข้าวไม่ลงกินแล้วหายใจไม่ออกอาเจียนตลอดเป็นแบบนี้เดือนนึง ประกอบกับเพื่อนผู้ชายก็เย็นชาใส่ปกติเวลาสวนกันจะตีมือกันจับมือกันตลอดแต่ช่วงนั้นเขามองข้ามหัวเราไปเลย ความรู้สึกมันกลับมาค่ะเหมือนเพื่อนคนนั้นทำยิ่งเสียใจหนักมากไปอีก เรากลับรู้สึกเหมือนว่าเขาไปรับรู้อะไรบางอย่างมา อย่างกับว่าพี่คนนั้นเอาไปพูดต่อแล้วทำให้คนเข้าใจว่าเราชอบเพื่อนคนนี้

ช่วงนั้นทำโอกลับดึกเขาบายทุกคนยกเว้นเรา คุยกับทุกคนยกเว้นเรา เล่นกับทุกคนยกเว้นเรา ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวแต่เป็น1เดือนที่ยาวนานและเจ็บปวดคนที่เรารัก 3คนที่ไม่เคยเผื่อใจว่าเขาจะเปลี่ยนไป เขาเปลี่ยไปมาก และคืนนึงเพื่อนผู้ชายขับรถไปส่งพี่ในฝ่ายใช้รถพี่เขานั้นแหละขับไป แล้วตัวเขาก็ลงก่อนถึงบ้านพี่เขา เราเป็นห่วงนะเพราะมันดึกมากๆวันนั้นแล้วล้านเขาไกลสุดเลย หนูเลยทักไลน์ไปถามว่าถึงบ้านยังเป็นไงบ้างประมาณ4ทุ่มได้ เขาตอบกลับมาแค่"แล้ว"คำเดียว เช้ามาพี่ผู้หญิงอีกคนมาบ่นกับหนูค่ะว่าเพื่อนผู้ชายคนนี้ส่งไลน์ไปหารัวๆ เรียกชื่อซ้ำๆบอกถึงแล้วนะ ๆ พี่เขาเอาให้ดู 4ทุ่มเหมือนกันค่ะเวลาเดียวกันเลย หน้าชาใจหวิวมาก มีวันนึงทำโอหนูรอให้ทุกคนกลับออกไปก่อนพอเพื่อนคนนั้นหันหลังไปได้ไม่ไกลกลั้นไม่ไหวอีกแล้วร้องไห้ตรงโต๊ะทำงานตรงนั้นฟุบอยู่ตรงนั้น ทุกทีจะไปร้องคนเดียวในห้องน้ำแต่คืนนั้นไม่ไหวจริงๆ วันต่อมาพักเที่ยงเราก็ไม่กินอะไรกินได้แต่น้ำ เพื่อนผู้หญิงเห็นเราดูแย่มากๆเลยขอคุยด้วย เขาถามว่าเราเป็นอะไรเราบอกไปว่าเสียใจทุกคนรู้ค่ะว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ไม่มีใครพูดและไม่รุ้เหตุผล และบอกเขาไปที่เสียใจอีกอย่างคือเพื่อนผู้ชายคนนี้ที่เราคิดว่าเขาจะช่วยเราได้ก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน เพื่อนผู้หญิงบอกว่าน้อยใจใช่มั้ยจะไปบอกให้และเคยบอกไปแล้วว่าเราอาจจะน้อยใจแต่คำตอบคือว่าเราต้องการอะไรจากเขามากขึ้นหรือป่าวเลยมองว่าเขาเปลี่ยนไป เสียใจมากจริงๆ พอกลับเข้าไปในห้องเดินสวนกับเพื่อนผู้ชายคนนี้ครั้งแรกในรอบ1เดือนที่เขาตั้งใจจะพูดกับหนูเลย เขาถามว่าได้กินข้าวบ้างยัง หนูตอบไปเบาๆว่ายัง เขาตอบกลับมาว่าข้าวก็ไม่กินจะอยู่ยังไงวะและแตะมาที่ไหล่เบาๆ หัวใจหนูฟูมาก ดีใจมาน้ำตามันเอ่อออกมาตรงนั้น มันทำให้เรายิ้มได้อีกครั้ง. เย็นวันนั้นหนูตัดสินใจไลน์ไปถามเพื่อนผู้ชายแบบสุดจะกลั้นแล้ว ประมาณว่า ไม่รู้ว่าจะคิดยังไงไม่รู้ว่าจะรำคาญเรามั้ยแต่เขาคือคนเดียวที่เราต้องการจะคุยด้วยในตอนนั้น เขาตอบกลับมาทันที เขาบอกว่าเขารู้นะว่าเกิดอะไรขึ้น. และสำหรับตัวเขาไม่มีอะไร เขาบอกหนูมาว่าอะไรที่เขาบอกแล้วเรารู้สึกว่ามันจริงก็ให้ปรับ. อันไหนที่มันไม่ใช่ก็ให้พยายามอธิบาย คนทำงานด้วยกันมันต้องมีปัญหาอยู่แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองในมุมไหนเท่านั้นเอง แล้วเขาก็ถามว้าจะคุยกับน้องมั้ยเดี๋ยวจะไปคุยเป็นเพื่อน หนูก็ตกลงไป. แต่สุดท้ายหนูไลน์ไปบอกเขาว่าไม่เป็นไรไม่คุยดีกว่า ช่างมันไม่ต้องคุยแล้ว เขาก็ถามย่ำนะว่าคิดดีแล้วหรอแน่ใจนะ. เขาก็บอกว่าแล้วแต่เรา แล้วความสัมพันธ์หนูกับน้องก็ห่างกันไปกลายเป็นคนที่แค่รู้จักกันผ่านๆ กับเพื่อนผู้ชายก็มาคุยเล่นปกติแต่ไม่เหมือนเดิม พยายามบอกตัวเองเสมอว่าแค่นี้ก็ดีที่สุดแล้ว มันดีแล้วถึงแม้ว่าเมื่อก่อนจะดีกว่านี้ก็ตาม. และเรื่องที่ทำให้ช็อคไปอีกคือรู้ว่าเพื่อนผู้ชายกับเพื่อนผู้หญิงที่หนูสนิทแอบบคบกันทั้งๆที่ต่างคนต่างมีแฟนแล้ว. คือสงสัยมานานแล้วเพราะจะเห็นอะไรที่มันดูมากไปเสมอๆ คนที่เรารัก2คนนี้ทำผิด เราเสียใจ ที่เสียใจมากกว่าคือเขาคบกันเราเรื่องที่เราเคยปรึกษากับเพื่อนผู้หญิงละ แล้วเรื่องที่เราเคยคุยกัย ไม่ถูกเอาไปเล่าสู่กันฟังแล้วเหรอ ตอนนั้นรู้สึกไว้ใจใครไม่ได้เลยนอกจากตัวเอง อยากลาออกมากที่สุดแต่ทำไม่ได้ เวลาผ่านไปเราทำงานไปวันๆ ใจไม่อยู่กับที่นี่แล้ว ระหว่างนั้นกับทางบ้านก็ปกติไม่มีอะไรพิเศษแต่วันนั้นที่หนูหอบทั้งที่บอกทั้งพ่อและแม่ว่าหอบนะหายใจไม่ได้เขาก็ไม่ได้สนใจพ่อบอกว่าอย่าไปคิดมันก็เพราะว่าคิดถึงเป็น หอบจนจะขาดใจ กว่าเขาจะมาหา พ่นยาจนมันเริ่มเบาลงเพลียหลับไป ในใจโดดเดี่ยวมาก รู้เสมอว่าตัวเองไม่มีประโยชน์ ไร้ค่า เกิดมาทำไม ถ้าหายไปจากตรงนี้ทุกคนจะดีขึ้นมั้ย และไม่นานก็มีเรื่องาต่อกย้ำหัวใจเข้าไปอีก หนูท้อง คือไม่รู้ตัวหรอกว่าท้องค่ะ( เพราะประจำเดือนก็มาไม่เคยปกติ บางทีมา1เดือนหายไป2เดือนหรือเดือนเว้นเดือน) แค่รู้สึกมึนๆงงๆตอนเวลา หัวมันเบลอๆ เคยจะตกน้ำเพราะเวียนหัวด้วยค่ะ 2เดือนที่มึนๆ หลังๆเริ่มอาเจียน แบบมีแต่น้ำเพราะข้าวไม่ได้ยินไม่อยากกินเลย อยากกินแต่น้ำหวานทั้งๆที่ไม่กินหวาน. เลยสงสัยตัวเองวันนั้นไปเที่ยวกับแฟนเลยตรวจค่ะสรุปท้องจริงๆ ก่อนหน้านั้นก็เดินเที่ยวปกติ รู้ตัวจริงๆแค่2วันเท่านั้น เพราะวันถัดมาปวดท้องมากมีเลือดออก ลางานครั้งวันไปหาหมอ ตามสิทธิ์บัตรประกันสุขภาพ ศูนย์ที่มีชื่อเป็นที่แรกไม่รับบอกให้มาพรุ่งนี้ เลยโทรหาโรงพยาบาลที่2ทีีมีชื่อไม่รับอีกเพราะจะให้ไปที่ศูนย์แรกถ้าจะมาต้องให้ที่ศนย์ส่งตัวมา เลยไปหาหมอที่คลินิค หมอก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ให้คำปรึกษา สุดท้ายเกิน5โมงเย็นเป็นเวลาฉุกเฉิน จึงเข้ารพ.ที่2ได้แต่ก็ไปนั่งรออีกเป็นชั่วโมง ทั้งปวดท้อง ทั้งหิวทั้งเครียด กลัวไปหมด สุดท้ายหมอให้นอนรพ.และบอกว่าต้องขูดมดลูกนะให้อดอาหารรวมทั้งน้ำแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไปขูดกว่าจะกินข้าวกินน้ำก็เที่ยงของอีกวัน แล้วเขาก็เอาเลือดไปตรวจ.รวมทั้งตรวจโรคหอบด้วยอีกนิดนึงค่าในโปรแกรมจะตีว่าเป็นค่ะ นอนโรงพยาบาลไปอาทิตย์นึงก็รู้ผลว่าต้องขูดมดลูก เพราะเด็กไม่โต เสียใจที่สุดในชีวิตร้องไห้แทบบ้า ร้องไห้ทุกคืน และแน่นอนหนูโทษตัวเองๆซ้ำๆว่าทำไมไม่ดูแลให้ดี. และวันที่ต้องเข้าห้องผ่าตัดหมอให้ยาโดยการครอบหน้ากาก เพราะหนูบอกหมอไปว่าถ้าเครียดจะหอบ. หลงจากออกมาจากห้องผ่าตัดคืนนั้นพยาบาลถามว่าคนที่เฝ้าใช่พ่อจริงหรอทำไมเขาไม่รู้ว่าเป็นอะไรเขาถึงมาถามว่าทำไมต้องครอบยา คือเสียใจอีกครั้งที่พ่อไม่เคยเชื่อเลยในสิ่งที่หนูว่าหนูเป็นนะ หายใจลำบากนะ ถึงไม่รู้แบบนั้น ออกจากโรงพยาบาลไม่มีกะใจทำอะไรทั้งสิ้น มันว่างเปล่า ถึงขั้นลาออกจากงาน ตอนแรกคุยกับที่บ้านแล้วเขาโอเค พ่อบอกเลี้ยงได้ ออกมาพักผ่อนก่อนพอถึงวันไปลาออกมีปัญหาจะไม่ให้ออกให้ทำต่ออีกเดือนนึงแต่คือวันนั้นปวดท้องหนักมากเลือดก็ออกอีกต้องเดินไปมา คือเมือร่างกายมันพังไปทั้งตัว สุดท้ายหนูออก กลับมาโดนว่าว่าทำไมไม่อดทนไม่ทำต่อ. จากวันนั้นถึงตอนนี้ปีนึงแล้วค่ะ

ในบางครั้งเวลาทะเลาะกับแฟนหนูบอกเจาตลอดนะว่าคำพูดและท่าทีของเขาให้คิดก่อนจะแสดงออกมาเพราะหนูรับไม่ไหวนะ ไม่ปกติเหมือนคนอื่นๆ คำพูดธรรมดาๆของเขามันทำร้ายควารู้สึกหนูมากค่ะ มันรู้สึกแย่ทุกครั้ง ไม่ใช่แค่กับแฟนหรอกพ่อกับแม่ก็ด้วย หนูยังรู้สึกทุกครั้ง รู้นะคะว่าทุกคนรัก แต่ในความรู้สึกลึกๆ มันรู้สึกไม่ดีเลย รู้ว่าเราน่ารำคาญเรามันแย่ เรามันไม่มีประโยชน์ไม่มีค่า. ทำอะไรก็ไม่สำเร็จทั้งๆที่ในหัวมีธุรกิจมากมายที่สามารถทำได้ แต่โดนห้ามทุกอย่างไม่สนับสนุนซักทาง รู้สึกว่าเรามันน่าเบื่อ ไม่น่าสนใจ ไม่ดูดี ไม่โดดเด่น ไม่มีดีไม่มีความสามารถ ขนาดลูกยังไม่ให้โอกาส ยังไม่มีค่าพอจะเป็นแม่ได้เลย รู้สึกเหมือนอยู่ในห้องมืดๆมีแสงบางๆที่มีหลุมลึกแล้วเราอยู่ในนั้น. แล้วทั้งคำพูดการกระทของทุกๆคนและตัวเราเองมันกดให้เราลงไปลึกลงเรื่อยๆ อยากขึ้นมาแต่ขึ้นไม่ได้ ขอร้องแฟนแล้วว่ารักษาความรู้สึกกันบ้างก็ไม่เคยได้รับกลับมา. ชอบพูดเล่นว่าเพ้อเจ้อ. ว่าสำออย ว่าเราบ้า ว่าน่ารำคาญ มันแย่ค่ะ มันจะร้องไห้ ร้องแรงมาก มือเกร่งกำแน่นไปหมด บางทีก็ชกกำแพงทุบๆ ทุบตัวเองทุบหัวทุบขา จิกหัวตัวเองดึงบ้าง แล้วก็เอาแต่มองตาตัวเองในกระจก รู้สึกผิดกับตัวเองทุกครั้งที่ทำแบบนั้น ไม่อยากรู้สึกแย่กับตัวของตัวเองแบบนั้นเลยแต่ไม่เคนห้ามได้ โกรธตัวเองทุกครั้งที่ทำร้ายตัวเอง สุดท้ายก็มานั่งขอโทษมือตัวเองที่ทำแบบนั้น ถามตัวเองว่าเจ็บมั้ย คุยกับตัวเองในกระจกว่าขอโทษนะ. คือมันห้ามไม่ได้จริงๆ. พ่อชอบบอกให้ไปสวดมนต์ไหว้พระบ้างหนูทำไม่ได้ เพราะในหัวหนูมันไม่มีสมาธิเลย ก็โดนว่าอีกว่าไม่เคยทำเลย หนูไม่อยากเป็นแบบนี้อีกแล้วไม่ไหวแล้วค่ะมันเจ็บปวด

 

 

ขอโทษด้วยค่ะที่มันยาวมากๆ และก็แอบคิดค่ะว่าไม่มีใครอยากอ่านแต่ถ้าคุณหมออ่านมันจนจบหนูขอบคุคุณคุณหมอมากๆนะคะที่รับฟังหนู มันอาจจะมีคำผิดอยู่บ้างต้องขอโทษด้วยนะคะไม่ได้พิมพ์จากคอมพิวเตอร์ค่ะ

อายุ: 28 ปี เพศ: F น้ำหนัก: 85 กก. ส่วนสูง: 165ซม. ดัชนีมวลกาย : 31.22 (ค่ามาตรฐานคนเอเชีย=18.5-22.9)
นพ. อุดม เพชรสังหาร

(จิตแพทย์)

27 กุมภาพันธ์ 2561 05:11:58 #2

ชีวิตของคุณผ่านอะไรมาเยอะ น่าสนใจและน่าเห็นใจมากทีเดียว แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่คุณยังไม่ได้เล่าถึงเลยก็คือเรื่องแฟน มันเลยดูเหมือนเรื่องราวมันไม่สมบูรณ์

คุณอาจจะโชคร้ายที่ในชีวิตตั้งแต่เล็กจนโต คนรอบข้างไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อคุณแม่หรือครูไม่มีใครเลยที่จะมองว่าคุณเป็นคนมีค่าหรือมีความสามารถ สิ่งนี้มันทำให้คุณเจ็บปวดมากและกลายเป็นปมในใจของคุณมาโดยตลอด ดังนั้นเมื่อคุณโดนใครก็ตามปฏิเสธหรือมีทีท่าว่าไม่เห็นคุณอยู่ในสายตา มันจึงไปกระตุ้นความรู้สึกเดิม ๆ ในอดีตที่คุณพยายามลืมให้ผุดขึ้นมาอีก คุณจึงรู้สึกเจ็บปวด รู้สึกว่าตนเองไม่มีค่า เหมือนกับที่คุณเคยรู้สึกเมื่อตอนยังเป็นเด็ก

ถ้าลองพิจารณาดูสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำกับคุณในอีกแง่มุมหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมทุกอย่าง ห้ามโน่นห้ามนี่ จนคุณไม่ได้ทำอะไรด้วยตนเองเลย มันเป็นเพราะเขารักคุณมากหรือเปล่า เพราะรักและกลัวลูกจะเกิดอันตรายต่าง ๆ นานา เขาก็เลยไม่ให้ลูกทำอะไรเลย แต่บังเอิญว่าวิธีที่เขาใช้มันทำให้คุณรู้สึกแย่มากกว่า ถ้าจะถามว่าเขาทำถูกมั้ย ก็คงตอบว่าไม่ถูก แต่ถ้ามองไปที่เจตนาของเขา ผมว่าเขามีเจตนาดีนะ เพียงแต่วิธีที่เขาใช้มันก่อให้เกิดปัญหาตามมา อาจจะเป็นเพราะประสบการณ์ชีวิตของเขา(โดยเฉพาะพ่อ)ไม่มากพออย่างที่คุณว่าก็เป็นได้

คนแบบนี้เราน่าจะให้อภัยเขาได้นะครับ เพราะใจของเขาไม่ได้ร้ายกับเรา มีตอนหนึ่งที่คุณเล่ามาคุณถามพ่อว่าทำไมไม่มีน้องให้คุณ พ่อตอบว่า "แบ่งความรักให้สองคนไม่ได้" คำตอบนี้น่าจะยืนยันความเห็นของผมได้

ปมในใจที่เกิดขึ้นกับคุณตั้งแต่ในอดีตทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าอยู่ตลอด คุณต้องการที่จะลบความรู้สึกนี้ออกไปให้ได้ แต่ก็โชคร้ายสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของคุณนอกจากมันจะไม่สามารถลบความรู้สึกนี้ออกไป มันกลับตอกย้ำความรู้สึกนี้ให้แรงมากขึ้น ผมเข้าใจครับว่าคุณรู้สึกเจ็บปวด ถ้าคุณอยากจะระบายมันออกมา เชิญเลยครับ คุณจะได้รู้สึกดีขึ้น ผมยินดีรับฟัง

แต่ที่ผมอยากรู้ก็คือเรื่องแฟนของคุณ อยู่ ๆ เขาก็โผล่มา ถ้าคุณสบายใจที่จะเล่าถึงเรื่องของเขา เขียนมาเล่าให้ฟังอีกนะครับ

นพ.อุดม เพชรสังหาร

Jw_p*****d

6 มีนาคม 2561 12:03:08 #3

ก่อนอื่นต้องขอบคุณคุณหมอมากๆนะคะ ที่อ่านจนจบ เพราะถ้าเป็นคนทั่วไปคงปิด และไม่สนใจมันแน่ๆมันยาวมาก คุณหมอถามถึงเรื่องแฟนเล่าได้ค่ะ แฟนคนนี้คือเพื่อนในห้องตอนปวช. หลังจากเพื่อนผู้ชายที่แฟนเขามาบอกกับหนูว่าเขาท้องและเพื่อนหนูคนนั้น ห่างหนูออกไป แฟนหนูเขาก็เข้ามา คือไม่ได้มาทันทีแต่ห่างไปซักพักใหญ่ๆแต่ภายในปีนั้นแหละค่ะ เอาตรงๆว่า 2 ปีที่เรียนมาหนูจำเขาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ไม่รู้สึกเลยว่าเขาเรียนในห้องเดียวกับเรา เขาเข้ามาในชีวิตคะ เป็นเพื่อนสนิทของเพื่อนผู้ชายหนูอีกคน (จริงๆหนูไม่ชอบผู้ชายเลยรู้สึกรังเกียจเลยนะคะบางที แต่ถ้ากับเพื่อนชายบางคนเรากลับสนิทใจ เล่นไปอะไรได้ไม่ถือสา ข้องข้างย้อนแย้งพอสมควร เพื่อนผู้ชายก็เยอะค่ะ) เขาเข้ามาอยู่ในกลุ่มเพื่อนๆของหนู อยู่ๆก็มากลับบ้านด้วยกัน บ่อยๆ มากินข้าวด้วย มาเล่นด้วย บางทีก็มีโดดเรียนบ้างก็ไปกันเป็นกลุ่มๆ เราอยู่ด้วยกันบ่อยขึ้นจากที่ไม่เคยรู้สึกว่ามีเขาอยู่ มีวันนึงเพื่อนผู้หญิงชวนไปนั่งเล่นที่บ้าน จนดึกเลยเขาก็ไปส่งหนูค่ะ นั่งรถไปเดินไปส่งปากซอยบ้าน เขาขอเป็นแฟน แน่นอนหนูไม่ตกลง มันมีความสับสนหลายอย่าง ไม่มั่นใจ กลัวด้วยซ้ำว่าเขาแกล้งเล่น เขาก็ไม่ว่าอะไร ก็ยังคุยเล่นกันเหมือนเดิม วันต่อมาเล่าให้เพื่อนผู้หญิงฟัง เพื่อนคนนึงบอกว่า จะคบใครก็ได้ แต่ไม่ใช่ว่าคบใครเพื่อแทนใครนะ หนูก็เขาใจค่ะที่เพื่อนบอก มันผ่านไปพักนึงไม่รู้ว่ามันผูกพันธ์หรืออะไร กลับรู้สึกว่ามันไม่ชินแล้วละถ้าอยู่คนเดียว เริ่มสังเกตตัวเอง สุดท้ายก็ถามเขาวันที่เขาเดินมาส่งบ้านว่าที่ถามวันนั้นยังคิดเหมือนเดิมมั้ย เขายังคิดเหมือนเดิมก็เลยตกลงเป็นแฟนกันค่ะ ก่อนหน้านั้นดขาค่อนข้างนิสัยไม่ดี คือภาพรวมแบบ สูบบุหรี่ กินเหล้า เคยยกพวกตี ยังเคยพกดาบยาววเท่าขาเขา (สูง180+)ไปโรงเรียนอยู่เลยค่ะ ก่อนหน้านี้เรียนช่างแล้วย้ายมาอริก็จะชอบตามมาหาเรื่องเลยพกมันมา แต่คือหนูเป็นภูมิแพ้ก็ขอให้เลิกบุหรี แรกๆบอกทำไม่ได้สุดท้ายค่อยๆลดก็เลิกได้นะคะ ส่วนกินเหล้าก็แทบไม่กินเลย เรื่องตีกันก็เลิกค่ะ ก็คบมาเรื่อยๆ แรกๆก็ไม่มีปัญหา หนูเข้าใจค่ะว่าด้วยระยะเวลาและความสัมพันธ์คือยิ่งนานวัน ตัวตนก็จะออกมา เขาก็งี่เง่าบ้างเราก็งี่เง่าบ้าง ปัจจุบันปีนี้ ปีที่ 10 แล้วค่ะ ไม่น่าเชื่อ มีเรื่องทะเลาะกันครั้งใหญ่อยู่ไม่กี่ครั้ง เขาเป็นผู้ชายที่เพื่อนเยอะทั้งหญิงและชาย มีครั้งนึงรุ่นน้องแถวบ้านเขาส่งข้อความเข้ามาหาแฟนหนูแล้วบังเอิญไปเห็นว่า "พี่ไม่เขามาละผมมีเด็กไว้เผื่อพี่ด้วย" ค่ะ หนูก็อคติกับคนนั้นไปเลย คือไม่ชอบทุกอย่างที่เป็นเขา (ถึงจะเป็นคนที่เกลียดผู้ชาย แต่มีเพื่อนผู้ชายบ้าง ถึงเนื้อถึงตัวได้บ้างกับบางคน แต่จริงๆค่อนข้างมีความหัวโบราณเรื่องชายหญิงในบางแง่ คือเรื่องชู้สาว เกลียดมากคือคนที่ไม่ซื่อสัตย์ ที่แบบมั่วไปทั่ว หรือแบบมีกิ๊ก คบซ้อน เรื่องบนเตียงที่แบบว่าผู้ชายชอบเอามาพูดเล่นกัน พูดถึงผู้หญิงในแง่นั้น ลุกหนีเลย บางทีด่าด้วยค่ะ) แล้วน้องคนนั้นเขามีแฟนอยู่แล้วก็ไปพาผู้หญิงมามั่ว ส่วนแฟนเขาก็ดันมารู้จักแฟนเรา ก็โทรมาปรึกษาว่าจะทำยังไงเพราะเห็นว่าน้องคนนั้นอยู่ใกล้ๆกับเรา แรกๆหนูเห็นใจเขานะ แต่มันชักเยอะไปค่ะ มันไม่ได้เยอะในความรู้สึก แต่มันเห็นๆกันเลยว่าไม่ใช่แล้วละ เพราะโทรทุกวัน ทั้งวัน เช้ากลางวันเย็นก่อนนอน หนูก็เลยบอกว่าไม่ต้องรับทุกครั้งก็ได้โทรมาบ่อยเกินไปแล้ว แฟนกลับบอกว่าเขาติดต่อคนของเขาไม่ได้เลยมาถามแฟนหนู และยิ่งชัดเจนคือสงกรานต์ปีนึงหนูชวนเขาไปเล่น อยู่ก็ไปทั้งๆที่บอกว่าไม่อยาก หนูก็ไป เขาก็ไปรับเพื่อนๆ และผู้หญิงคนนั้นค่ะ คือขับรถไปรับไกลมาก พอมาถึงผู้หญิงคนนั้นเห็นหนูเขาน่าจะรู้ค่ะว่าเราเป็นใครมองมาที่หนูตลอดและสุดท้ายจะไปนั่งข้างหน้ากับแฟนหนู พร้อมส่งสายตามา หนูเลยบอกว่าจะเล่นน้ำแต่นั่งหน้าจะเปียกเหรอ เขาเลยมาที่กระบะแทน สรุปแฟนขับรถคนเดียว ไม่มีใครได้นั่ง เย็นวันนั้นหนูเลยถามว่าทำไมต้องไปรับผู้หญิงคนนี้ แฟนตอบมาว่าก็มันชวนไปเล่น นั้นแหละค่ะ มีปัญหาคือหนูชวนอิดออดไม่อยากไปแต่คนนั้นชวนไป และไปรับตั้งไกล แล้วหนูก็บอกนะว่าผู้หญิงคนนั้นพยายามจะนั่งหน้า ให้ได้ทำไมไม่ห้ามรู้มั้ยว่าคนที่มองเขาจะคิดว้าอะไร แฟนหนูก็บอกอีกว่าคิดมาก แล้วก็ยังโทรมาเรื่อยๆค่ะ ถามเรื่องเดิมๆว่าอยู่กับน้องผู้ชายคนนั้นมั้ย เจอมั้ยทุกวัน ทั้งวัน หนูทนไม่ได้แล้วมันนานมากหลายเดือนควรจะจบได้แล้ว หนูบอกว่าไม่ต้องรับสาย หรือรับแล้วบอกไปว่าไม่ว่างวางไปเลย แฟนบอกมันก็แค้โทรมาถาม หนูบอกว่าไม่ใช่ไม่ได้ตั้งใจโทรมาถาม แต่ที่ถามเพราะต้องการหาเรื่องคุยเท่านั้น ถ้าบอกไปว่าขับรถอยู่คนที่เขาคิดแค่นั้นควรวางไม่ควรดึงดันที่จะคุย วันนั้นมีงานปีใหม่ในหมู่บ้านมีนักร้องมาตั้งใจมากจะไปดู ก็เดินไปเดินเล่นกันอยู่ดีๆ ผู้หญิงคนนั้นโทรมา แฟนหนูบอกเขาว่าอยู่บ้านไม่ได้ออกไปไหนเลย ไม่ว่างคุย แต่ก็ตอบผู้หญิงคนนั้นเรื่อยๆ หนูบอกให้พอๆ เขาก็ยังตอบบอกให้วางก็ยังคุย หนูเลยกลับเข้าบ้าน เขาก็ตามมาบ้าน หนูเลยดึงโทรศัพท์มากดสายทิ้ง ปิดเครื่องไปเลย แฟนโกรธหนูค่ะ หาว่างี่เง่า ทำไมทำแบบนีีบอกว่าไม่มีอะไรทำไมไม่เชื่อ คือหนูบอกเขาไปหลาบครั้งค่ะว่าหนูรู้ว่าแฟนไม่คิดอะไร แต่ผู้หญิงคนนั้นหนูไม่รู้ ไม่ชอบที่จะมาคุยอะไรมากมายขนาดนั้น เขาว่าหนูว่างี่เง่า น่ารำคาญ อยู่โทรศัพท์ในมือที่หนูแย่งมาปาดลงพื้น จอแตกเครื่องพังไปเลย หัวใจหนูก็พังไปด้วย ทำไมต้องทำขนาดนี้ เพราะคนอื่น หนูเดินออกจากบ้านไปเลยตอนนั้นมืดแล้วออกไปหน้าหมู่บ้านแต่สุดท้ายเขาไม่ตามมา หนูเลยเดินกลับไปแถวหน้าบ้าน เขาออกมาดูเรียกให้เข้าไป หนูถามเขาว่าทำไมไม่ออกตามหา เขาบอกออกมาแล้วหน้าบ้าน หนูเสียใจมากนะคะออกมาแค่หน้าบ้านในรั้วด้วย ร้องไห้หนักมากเลย รู้สึกว่าเขาแคร์คนนั้นมากกว่า แล้วมาว่าเราว่างี่เง่า มากเกินไป น่ารำคาญ ไม่สนใจความรู้สึกเลยซักนิดว่าเรารู้สึกอะไร ปล่อยนอนร้องไห้ไปทั้งอย่างนั้นไม่พูดไม่จา แต่พอเช้ามาเขาก็กลับมาเป็ุนปกติเหมือนไม่มีอะไรเลยขึ้น แต่ความรู้สึกมันพังมากในตอนนั้น ใช้เวลามากกว่าจะหาย เขาไม่เคยปลอบใจเวลาเสียใจ ไม่เคยฟังเหตุผลเราเวลาอธิบาย และไม่เคยอธิบายอะไรด้วยซ้ำ บางครั้งโทรศัพท์ไม่เข้าใจกันคือถามอะไรไป แล้วตอบมาแค่ประโยคเดียวซึ่งอยู่คนละที่ไม่รู้หรอกก็ต้องการความชัดเจนก็ว่าว่าไม่จบ พูดยากพูดไม่รู้เรื่อง แล้วก็จะหงุดหงิด พูดจาไม่ดีใส่ เสียงดัง โวยวายว่าน่ารำคาญพูดไม่รู้เรือง บางทีก็บอกเขารออยู่คนเดียวเนี้ยพูดไม่รู้เรื่องไม่วางซักที รถจะชนกันตายอยู่แล้วไม่วางซักทีอะไรแบบนี้ พอหนูเสียใจร้องไห้ออกมาก็บอกว่าไม่ชอบ บางทีก็ตัดสายทิ้ง บางทีโทรไปหลายๆครั้งเขาไม่รับสาย มันทั้งโกรธทั้งเป็นห่วง แฟนทำป่อเต็กตึงตอนกลางคืนมันเสี่ยงอยู่แล้ว พอเขารับเราก็ถามว่าทำไมไม่รับไปไหน เขาก็โมโหว่าหนูเสียงดังใส่ขึ้นเสียงแล้วก็ชอบพูดว่ารับแล้วนี่ไงเอาอะไรอีก พอทุกอย่างกลับมาเป็นปกติหนูพยายามบอกเขาตลอดเวลาว่า พูดกับหนูดีๆได้ไหม หนูไม่รู้หรอกเวลาโทรไปหาเขาจะทำอะไรอยู่มาโวยวายได้ยังไง คำพูดเขามันทำร้ายจิตใจกันมาก ถึงแม้ว่าเขาจะบอกว่าเขาเป็นคนแบบนี้ พูดแบบนี้ เสียงดังแบบนี้ หนูก็บอกว่าใจหนูรับไม่ไหวหรอก ขอให้คิดดีๆก่อนพูดได้ไหม คำธรรมดาๆของเขาทำร้ายหนูมากเหลือเกิน บางทีมาแหย่เล่นพูดเล่น บางครั้งต่อหน้าคนอื่น แบบนี้พูดว่าอ้วนบ้าง ทุเรศบ้าง ทำอะไรชักช้า เขาเป็นคนเสียงดังค่ะ ทางบ้านค่อยข้างปล่อยและตามใจ พูดจาไม่มีหางเสียง ไม่ค่อยฟังใครเพราะโดนตามใจตั้งแต่เด็ก แล้วหนูก็ไม่ชอบคนเสียงดัง แบบทีี่คุยกันอยู่ดีๆแล้วเสียงดังขึ้นมาแบบนั้น ความรู้สึกเหมือนโดนตะหวาด ตะคอกค่ะ นอกจากเรื่องแฟน ส่วนตัวหนูเป็นคนไม่ชอบคนผิดคำพูด สัญญา หรือให้ความหวัง ไม่ชอบคนเสียงดังๆ หรือมองหัวจรดเท้า ปกติโกรธยาก เพราะไม่ชอบมีปัญหากับใคร แต่ถ้าโกรธก็จะโกรธเพราะคนๆทำแบบที่หนูไม่ชอบด้านบนคือโกหก เสียงดัง ให้ความหวังแล้วมาปฏิเสธแบบกระทันหัน เวลาโกรธมากๆมันความคุมอารมณ์ยากมาก แรกๆจะต้องอยู่ในที่ๆมีน้ำเสียงแบบน้ำไหลจะทำให้อารมณ์เย็นลง แต่พักหลังเวลาโกรธจะควบคุมอารมณ์ยากมาก ชอบทำร้ายตัวเองค่ะ บางทีก็ทุบตีตัวเอง กำมือแน่ๆ ให้เล็บมันทิ่มไปในฝ่ามือ บางทีก็จิกหัวตัวเอง ดึงผมตัวเองบ้างค่ะ ทุบกำแพง ขว้างปาของ จะเป็นตลอดเลยค่ะ เดือนมกราที่ผ่านมา จะไม่ค่อยมีอารมณ์เศร้าเสียใจเลยนะคะ ปกติมาก คำพูดแรงๆก็ไม่ได้มีผลอะไรมากกับจิตใจค่ะ แต่เมื่อเดือนกุมภาที่ผ่านมาช่วงก่อนหน้าทีีสอบถามคุณหมอ จะอ่อนไหวมากๆ หงุดหงิดง่ายมากๆ คำพูด อารมณ์ แววตาของคนที่เราคุยด้วยจะมีผลมากๆยิ่งคนๆนั้นเป็นคนสำคัญ เช่นพ่อ แม่ หรือแฟน จะเสียใจมากๆ น้อยใจมากๆ จะรู้สึกตลอดเวลาว่าตัวเองไร้ค่ามากๆ รู้สึกไม่มีประโยชน์เลย รู้สึกว่าเป็นส่วนเกินของทุกคน รู้สึกว่าไม่น่าอยู่ตรงนี้ อยากหายไปเลยค่ะ ร้องไห้ทุกวัน และหนักมากๆ ในหัวเบลอ มึนงงตลอด ทำงานไม่ได้เลยค่ะ หยุดงานเลย อยากนอน แต่นอนไม่หลับเลยค่ะ ง่วงแต่ไม่หลับ พอเช้าตื่นปกตินะคะแต่ไม่อยากลุกไปทำอะไรเลย ข้าวก็ไม่กิน กินแค่รองท้อง อยากกินแต่น้ำ น้ำหวาน น้ำชา ตลอดค่ะ ยิ่งตอนที่ส่งเรื่องไปหาคุณหมอช่วงนั้นแย่ที่สุดค่ะ ส่วนเดือนนี้มีนา ตั้งแต่ต้องเดือนเลยความรู้สึกแบบแย่ๆมันหายไปหมดเลยค่ะ รวมทั้งตอนนี้ก็รู้สึกปกติมากๆไม่รู้สึกแย่อะไรเลยกินข้าวปกติมากค่ะ
นพ. อุดม เพชรสังหาร

(จิตแพทย์)

15 มีนาคม 2561 06:50:57 #4

มีคำพูดของฝรั่งพูดเอาไว้ว่า "We don't see things as they are, we see them as we are."
"เรามักมองสิ่งต่าง ๆ รอบตัวไม่ว่าจะเป็นการกระทำของผู้คน หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา ด้วยมุมมองและวิธีคิดของเราเอง เราไม่ได้มองสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นตามความเป็นจริงของมัน"

คุณมีประสบการณ์ชีวิตที่ทำให้คุณรู้สึกขมขื่น เพราะพ่อแม่ ครูล้วนทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ไร้ความสามารถ ซึ่งในความจริงพ่อแม่ทำลงไปเพราะเป็นห่วงคุณ ครูทำลงไปเพราะต้องการกระตุ้นให้คุณมีความใส่ใจในเรื่องการเรียนรู้ ความรู้สึกนี้มันฝังใจคุณมาตลอดจนกระทั่งกลายเป็นทัศนะในการมองผู้คน รวมทั้งทัศนะในการมองตัวเองด้วย

คุณมองว่าตัวเองไร้ค่า คุณตีความการกระทำของคนรอบข้าง(โดยเฉพาะคนที่คุณเห็นว่ามีความสำคัญกับชีวิตของคุณ) ว่าเขาทำแบบนั้นแบบนี้เพราะว่าเขาเห็นคุณเป็นคนไม่มีค่า ไม่ได้ทำไปเพราะความหวังดี ทัศนะแบบนี้แหละที่ทำให้คุณเป็นทุกข์กับชีวิตอยู่ในขณะนี้

ลองมองผู้คนรอบตัวในแง่มุมใหม่ดูนะครับ

เริ่มจากแฟนของคุณเลย
ผู้ชายคนนี้ขอเป็นแฟนกับคุณ เขายอมเลิกบุหรี่ตามที่คุณขอ กินเหล้าน้อยลง เลิกนิสัยตีรันฟันแทง เพราะทั้งหมดนี้คุณไม่ชอบ ถามว่าถ้าคุณไม่มีค่าสำหรับเขา เขาจะยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองมั้ย แต่เขาก็อาจจะยังมีพฤติกรรมอีกหลาย ๆ อย่างที่คุณไม่ชอบหลงเหลืออยู่ เพราะเขาก็คือเขา มันอาจมีบางเรื่องที่เขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองตามที่คุณต้องการได้ แต่พอเขาไม่เปลี่ยนแปลงตามที่คุณต้องการ คุณก็มองว่าเพราะเขารู้สึกว่าคุณไม่มีค่าพอที่จะทำให้เขาต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง

คุณกำลังจะขุดรากถอนโคนพฤติกรรมที่ปฏิบัติมาจนเป็นกลายนิสัยของคน ๆ หนึ่ง ให้เป็นไปตามที่คุณต้องการ ถ้าเขาไม่เปลี่ยนแปลงตามที่คุณต้องการก็แปลว่าคุณไม่มีค่า ไม่มีความหมายในสายตาเขา คุณมีโอกาสที่จะผิดหวังสูงมากครับ เพราะขนาดตัวเราเองพยายามจะเปลี่ยนแปลงนิสัยบางอย่างของตัวเองยังไม่ง่ายเลย แต่นี่คุณกำลังลังจะทำให้คนอื่นเปลี่ยนแปลงตัวเองตามที่คุณอยากให้เป็น

ฝากให้คิดดูนะครับ บางทีมันอาจช่วยทำให้คุณมีความสุขกับชีวิตมากขึ้น

นพ.อุดม เพชรสังหาร

Anonymous

16 มีนาคม 2561 02:03:28 #5

ขอบคุณค่ะคุณหมอที่ให้คำแนะนำ ทุกวันนี้หนูก็พยายามปรับตัว ปรับความคิด ให้มันกว้างๆ มองหลายๆมุม มันขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากแล้วค่ะกับทัศนะคติตรงนั้น ที่เริ่มรู้สึกผิดหวังหรือแย่ๆกับคนที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ตั้งแต่เพื่อนผู้ชายคนนั้นที่สร้างความรู้สึกนี้ให้กับเรา เขาเสียไป พยายามบอกตัวเองว่าให้ปล่อยทุกอย่างไป เหมือนกับที่เขาจากไป แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ ที่จะปล่อยมือไปได้ทันที แต่หนูพยายามทำตรงนั้นอยู่ ถ้าหนูปล่อยความรู้สึกนั้นไปได้ ความรู้สึกที่คุณหมอบอกว่าหนูต้องการให้คนอื่นเป็นอย่างที่หนูต้องการให้เป็นก็คงหายไป ถูกมั้ยคะ แต่สิ่งที่อยู่อยากรู้อีกอย่างนึงก็คือหนูไม่ได้ป่วยใช่มั้ยคะ ไม่ได้เป็นโรคเครียด โรคซึมเศร้า ภาวะอะไรพวกนี้ถูกต้องไหมคะ เพราะอาการที่หนูเป็นและรู้สึก ทั้งไร้ค่า ไร้ความสามารถ อยากหายตัวไป อยากตาย ไม่มีกำลังใจจะทำอะไร ทำร้ายตัวเองแบบนั้น มันมีมานานก่อนที่หนูจะรู้จักและเข้าใจคำว่าโรคซึมเศร้าด้วยซ้ำไป หนูไม่ได้อุปทานไปเองตามอาการที่สื่อต่างๆเสนอมา ไม่รู้สิคะ บางครั้งมันแย่มากๆจริงๆ หนูรู้ว่าทุกคนรักและหวังดี รู้มาตลอดนะคะ แต่มันห้ามความรู้สึกน้อยใจและความคิดทีีว่าไม่ได้เป็นคนสำคัญหรือมีค่ากับเขาไปได้เลย คือความรูุสึกจริงๆ กับความรู้สึกในตอนนั้นมันคนละทาง รู้ทั้งรู้ค่ะ แต่มันห้ามร่างกายที่ตีตัวเอง ร้องไห้ และความคิดแย่ๆแบบนั้นไม่เคยได้เลย ยิ่งพยายามห้ามยิ่งอึดอัดค่ะ อยากจะกริ๊ดให้ดังๆ อยากตะโกน อยากทำอะไรก็ได้ให้แรงๆ ถึงทุบตัวเองตีตัวเองให้มันเจ็บค่ะแล้วความรู้สึกแย่ๆมันก็ดีขึ้นมา ถ้าไม่ได้ป่วยจริงๆจะดีใจมากค่ะ เพราะเคยถามจิตแพทย์อีกท่านเขาบอกว่าหนูเป็น แต่ก็ไม่ได้คุยจริงจังค่ะ เขาแค่แนะนำให้ไปรับยาที่โรงพยาบาลมาทานแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น
นพ. อุดม เพชรสังหาร

(จิตแพทย์)

26 มีนาคม 2561 14:59:34 #6

คุณมีอาการซึมเศร้าครับ แต่จะถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ผมคงตอบไม่ได้ เพราะการจะบอกเช่นนั้นได้ต้องมีการตรวจสภาพจิตใจและสอบถามประวัติการเจ็บป่วยกันอีกมากทีเดียว

แต่ผมก็เห็นด้วยกับจิตแพทย์ที่คุณเคยถามนะครับ การรักษาด้วยยาและการทำจิตบำบัดจะช่วยทำให้คุณสบายใจมากขึ้น ถ้าเป็นไปได้ผมอยากให้คุณไปพบจิตแพทย์ที่ไหนก็ได้ครับ เพื่อตรวจวินิจฉัยให้ชัดเจน ถ้าเป็นก็จะได้รักษา การป่วยด้วยโรคซึมเศร้ามันก็เหมือนกับการป่วยด้วยโรคอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน ความดันสูง โรคหัวใจ ฯลฯ คือต้องรักษาและใคร ๆ ก็เป็นโรคนี้ได้ เป็นแล้วก็สามารถรักษาให้หายได้

นพ.อุดม เพชรสังหาร