กระดานสุขภาพ

ดวงตาแดงไม่หาย 7 เดือนแล้ว เป็นโรคไรได้บ้าง
Anonymous

15 มกราคม 2560 03:01:49 #1

http://haamor.com/media/images/webboardpics/d437f-34427.jpg

อายุ: 31 ปี เพศ: M น้ำหนัก: 55 กก. ส่วนสูง: 173ซม. ดัชนีมวลกาย : 18.38 (ค่ามาตรฐานคนเอเชีย=18.5-22.9)
Anonymous

15 มกราคม 2560 03:03:23 #2

ช่วยทีคับ จากที่เคยถาม ว่าใช้ cmv เพราะผมตรวจ hiv ผลเป็นลบ ตาแดงไม่หาย นานแล้ว โรคอะไร ทำให้มี อาการตาแดง ลักษณะ แบบนี่ได้บ้าง รบกวนหมอตอบผมหน่อยครับ
พญ.มณฑากร อภิญญาณกุล

จักษุแพทย์

17 มกราคม 2560 03:30:19 #3

จากรูปที่ส่งมานะคะ เห็นว่ามีเส้นเลือดที่ผิดปกติบริเวณหางตาของตาซ้ายค่ะ โดยเส้นเลือดนั้นมีการขยายตัวผิดปกติที่บริเวณหางตาค่ะ ทำให้เห็นมีตาแดงบริเวณนั้น ต่อจากบริเวณเส้นเลือดที่มีความผิดปกติ สังเกตเห็นลักษณะเหมือนเป็นก้อนอยู่ใต้เยื่อบุตา เป็นสีชมพูๆ นูนไม่มาก ดังรูปที่ส่งไปใน file แนบนะคะ โดยที่สงสัยคือ ตรงตำแหน่งที่มีลักษณะเหมือนก้อนนั้นจำเป็นต้องตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งค่ะ ว่าเป็นก้อนเนื้องอกหรือป่าว ซึ่งหากเป็นก้อนเนื้องอกก็สามารถมีเส้นเลือดมาเลี้ยงก้อนนั้นได้ค่ะ และจำเป็นต้องหาขอบเขตของก้อนนั้นด้วยค่ะ ว่ามีเฉพาะภายนอกตา หรือมีก้อนติดแน่นกับตาขาวหรือเปล่า หรือมีภายในลูกตาด้วย ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษอย่างอื่นช่วยในการตรวจค่ะ หรือถ้าไม่ไช่ก้อนอาจเป็นการอักเสบของตาขาวเฉพาะที่ได้ค่ะ ซึ่งหากเป็นการขยายตัวของเส้นเลือดตาขาวชั้นนอก เรียกว่า (episcleritis) ซึ่งมักไม่มีอาการปวด มีเฉพาะอาการตาแดงเกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน และมีอาการชั่วคราวมักเป็นหลายวันถึงหลายสัปดาห์ อาจกดเจ็บบริเวณที่มีตาแดงเล็กน้อย ส่วนมากเป็นตาข้างเดียว มีเพียง 1 ใน 3 ที่เกิดทั้งสองตา อาการตาแดงจะมีสีแดงหรือชมพู ซึ่งแตกต่างจากการอักเสบของเยื่อบุตาขาวชั้นลึก(scleritis) ซึ่งจะมีอาการปวดลึกๆ อาการแดงมักเป็นสีม่วงๆ อาการค่อยเป็นค่อยไป อาจมีอาการเป็นมากขึ้นตอนกลางคืน บางครั้งมีการตื่นนอนเนื่องจากปวดตา และอาจมีอาการร่วมกับการปวดใบหน้าหรือศีรษะข้างเดียวกัน กดเจ็บบริเวณที่แดง หากต้องการทดสอบว่ามีเส้นเลือดชั้นลึกของตาขาวอักเสบ (scleritis) ร่วมด้วยหรือไม่ อาจทดสอบด้วยการหยอดยา 2.5% phenylephrine หากตาแดงลดลงหมด ที่เป็นการอักเสบของเส้นเลือดตาขาวชั้นนอกค่ะ (episcleritis) แต่หากไม่หายแดงหมดก็เป็นการอักเสบของตาขาวชั้นลึกร่วมด้วย (scleritis) และ 10% ของผู้ป่วยอาจมีการขุ่นของกระจกตาบริเวณใกล้เคียงกับบริเวณที่มีตาขาวอักเสบได้ค่ะ โดยปกติ episcleritis สามารถหายได้เอง แต่ในบางรายมีอาการเป็นๆหาย เป็นซำ้บ่อยๆ หรือไม่หายเอง ควรมีการตรวจหาโรคร่วมเพิ่มเติม เช่น โรคข้อรูมาตอยด์ (rheumatoid arthritis), โรค Sjogren ซึ่งจะมีอาการปากแห้ง ตาแห้งร่วมด้วย, โรคเกาท์ ( gout ), โรคผิวหนัง rosacea, การติดเชื้องูสวัด (Herpes zoster), วัณโรค (tuberculosis), โรคไลม์ ( Lyme disease) เป็นต้น และในโรคนี้หากใช้ยาหยอดตาที่เป็นสเตียรอยด์ (FML) ไม่หาย ซึ่งเป็นส่วนน้อยค่ะ ก็อาจใช้ยากินต้านการอักเสบ (NSAIDS) ได้ค่ะแต่หากเป็นการอักเสบของตาขาวเฉพาะที่ ส่วนมากจะสามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาหยอดตา เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ หรือบางรายอาจใช้ร่วมกับยากินแก้การอักเสบในกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ได้ค่ะ แต่หากอาการเป็นๆหายๆ หรือไม่หายขาด ก็ควรหาสาเหตุอื่นๆ เช่น โรคทางร่างกายบางชนิดทำให้มีการอักเสบของตาขาวได้ แนะนำให้ไปตรวจกับจักษุแพทย์เพิ่มเติมค่ะ เพื่อให้หาสาเหตุให้ละเอียดมากขึ้น

แต่ในรูปที่ส่งมาควรให้จักษุแพทย์ตรวจเพิ่มเติมก่อนนะคะว่ามีก้อนเนื้องอกผิดปกติหรือป่าว หรือเป็นการอักเสบของตาขาวค่ะ

พญ.มณฑากร อภิญญาณกุล

จักษุแพทย์

Anonymous

18 มกราคม 2560 08:06:32 #4

ไปหาหมอที่โรงบาลมาแล้ว 3 ครั้ง ก็ บอกว่าเป็นเยื้อบุตาอักเสบ ได้ยามาหยอด แต่ไม่หาย ขาด

 

แค่แดงน้อยลง ช่วย หยอดยา เฉยๆครับ