Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ตับ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

คลื่นไส้  อ่อนเพลีย  อาเจียน  ตัวตาเหลือง 

บทนำ

ตับอักเสบอี หรือ ไวรัสตับอักเสบ- อี (Hepatitis E หรือ Viral hepatitis E) เป็นโรคไวรัสตับอักเสบอีกชนิด ที่เกิดจากร่างกายติดเชื้อไวรัสชื่อ ไวรัสตับอักเสบ อี (Hepatitis E virus เรียกย่อว่า เอชอีวี/ HEV) เป็นโรคติดต่อโดยการปนเปื้อนอุจจาระคนและสัตว์ที่เป็นโรคนี้ในน้ำดื่มเป็นหลัก (Fecal-oral route) โดยมีอาการและธรรมชาติของโรคคล้ายกับโรคไวรัสตับอักเสบ เอ

ไวรัสตับอักเสบ-อี เป็นโรคพบได้ทั่วโลก แต่พบได้บ่อยกว่ามากในประเทศกำลังพัฒนา เช่น แถบเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศจีน ซึ่งเคยเกิดการระบาดรุนแรงของโรคนี้มาแล้วในช่วงปี ค.ศ. 1986-1988 (พ.ศ. 2529-2531) และประเทศแถบศูนย์สูตร สถิติทั่วโลกพบโรคนี้ได้ประมาณ 20ล้านคนต่อปี โรคมักพบได้สูงขึ้นในช่วงฤดูฝน ในภาวะมีน้ำท่วม และในชุมชนที่อาศัยอยู่อย่างแออัด เช่น ค่ายอพยพ

ไวรัสตับอักเสบ-อี พบเกิดได้ในทุกอายุ ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ อายุที่พบโรคได้บ่อยอยู่ในช่วง 15- 40 ปี ผู้หญิงและผู้ชายทีโอกาสเกิดโรคได้ใกล้เคียงกัน

ไวรัสตับอักเสบ-อีเกิดได้อย่างไร?

ไวรัสตับอักเสบ-อี

ไวรัสตับอักเสบ-อี เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ-อี (HEV, Hepatitis E virus) โดย

  • การดื่มน้ำที่ปนเปื้อนไวรัสนี้ ที่เรียกว่าการติดต่อทางอุจจาระสู่ปาก( Fecal-oral route) เช่น จากน้ำบ่อ น้ำตามแหล่งธรรมชาติต่างๆ รวมทั้งจากน้ำประปาที่ไม่ได้มาตรฐาน (วิธีนี้พบได้บ่อยที่สุด และเป็นสาเหตุของการระบาดที่สำคัญ)
  • การปนเปื้อนอุจจาระในอาหารที่ปรุงไม่สุก หรือสุกๆดิบๆ เช่น ผักสด ผลไม้ไม่ปอกเปลือก หอย ปลา เนื้อสัตว์ต่างๆ(เช่น เนื้อหมู) ซึ่งสาเหตุนี้พบเป็นสาเหตุรองลงมาจากสาเหตุแรก
  • การให้เลือด เมื่ออยู่ในช่วงที่เชื้อไวรัสยังอยู่ในกระแสเลือด ซึ่งวิธีนี้พบได้น้อย มักเป็นเพียงการรายงานผู้ป่วย และ/หรือ
  • จากมารดาสู่ทารกในขณะคลอด ซึ่งวิธีนี้พบได้น้อยมากๆ มีเพียงจากรายงานผู้ป่วยเช่นกัน

โดยเมื่อได้รับเชื้อไวรัสนี้ทางน้ำดื่มและอาหาร เชื้อจะเข้าสู่กระแสโลหิตและเข้าสู่ตับ และก่อให้เกิดการอักเสบของเซลล์ตับตามมาในที่สุด แต่ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อนี้ อาจไม่มีอาการได้โดยเฉพาะในเด็ก แต่สามารถเป็นผู้แพร่เชื้อผ่านทางอุจจาระได้เสมอ

ไวรัสตับอักเสบ-อี มีมนุษย์เป็นรังโรค โดยเชื้อไวรัสอาศัยอยู่ในลำไส้ นอกจากนั้นรังโรคของไวรัสชนิดนี้ยังเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆได้ เช่น ลิง หมู สุนัข แมว แพะ แกะ ม้า และสัตว์เลี้ยงต่าง รวมทั้งเป็ด ไก่ ห่าน ซึ่งสัตว์เหล่านี้สามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อมายังคนได้ (Zoonosis) คนก็อาจแพร่เชื้อไปยังสัตว์ หรือแพร่เชื้อในระหว่างสัตว์ด้วยกันได้ จากการปนเปื้อนเชื้อในอุจจาระ และอุจจาระปนเปื้อนในน้ำดื่มและในอาหาร แต่การติดต่อระหว่างคนและสัตว์ยังพบเกิดได้น้อยและมักเกิดโดยเชื้อไวรัสนี้สายพันธ์ย่อย HEV3

ไวรัสตับอักเสบ-อี มีได้หลายสายพันธ์ย่อย(Genotype) คือ

  • สายพันธ์ HEV1 พบก่อโรคบ่อยที่สุด มักพบในเอเชีย และมักพบทำให้เกิดการระบาดได้สูง การก่อโรคไม่รุนแรง มักก่อการติดเชื้อเป็นแบบเฉียบพลันและไม่เปลี่ยนเป็นแบบเรื้อรัง
  • สายพันธ์ HEV2 พบก่อโรคบ่อยในอาฟริกาและเม็กซิโก เป็นสายพันธ์ก่อเชื่อแบบเฉียบพลัน ไม่เปลี่ยนเป็นโรคแบบเรื้อรัง
  • สายพันธ์ HEV3 พบก่อโรคได้น้อย ก่อโรคได้ทั้งในประเทศที่กำลังพัฒนา และในประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่ง HEV3 เป็นสายพันธ์ที่รุนแรงติดต่อได้ทางอาหาร คนสามารถติดต่อเชื้อสายพันธ์นี้จากสัตว์ได้ และมีการพัฒนาของโรคจากโรคเฉียบพลันไปเป็นโรคเรื้อรังได้ โดยเฉพาะในคนที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำผิดปกติ เช่น ในผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะที่ต้องกินยากดภูมิคุ้มกัน
  • สายพันธ์ HEV4 พบก่อโรคได้น้อย ก่อโรคได้ทั้งในประเทศที่กำลังพัฒนาและในประเทศที่พัฒนาแล้ว มักติดต่อผ่านทางอาหาร และติดต่อมาจากสัตว์ได้ แต่ยังไม่มีรายงานการพัฒนาจากโรคเฉียบพลันไปเป็นโรคเรื้อรัง

ทั้งนี้ไวรัสตับอักเสบอี มักเป็นการอักเสบติดเชื้อฉียบพลัน และไม่ค่อยพบเปลี่ยนเป็นการอักเสบติดเชื้อเรื้อรัง (ซึ่งจะส่งผลให้เกิด ภาวะตับแข็ง และพัฒนาไปเป็นมะเร็งตับได้) จึงไม่เป็นปัจจัยเสี่ยงเกิดมะเร็งตับ ยกเว้นสายพันธ์ HEV3 ที่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นการติดเชื้อเรื้อรัง ที่จะเป็นปัจจัยเสี่ยงเกิดมะเร็งตับได้

ไวรัสตับอักเสบ-อี สามารถตรวจพบได้ในอุจจาระตั้งแต่ได้รับเชื้อโดยยังไม่เกิดอาการ ไปจนถึงประมาณ 30 วันหลังเกิดอาการ ตัว ตาเหลือง (โรคดีซ่าน) แต่อาจพบได้นานเป็นหลายเดือนหลังเกิดตัวตาเหลืองก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ เชื้อนี้สามารถมีชีวิตได้นานหลายเดือนในอุจจาระ ถึงแม้จะอยู่นอกร่างกายมนุษย์และสัตว์ก็ตา

น้ำยาฆ่าเชื้อชนิดมีสารไอโอดีน หรือ พวกไฮโปคลอไรท์ (Hypochlorites) หรือฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) สามารถใช้กำจัดเชื้อไวรัสตัวนี้ได้ รวมทั้งสามารถทำให้เชื้อหมดประสิทธิภาพในการก่อโรคได้ด้วยความร้อนในน้ำต้มตั้งแต่ 60 องศาเซลเซียส (Celsius) ขึ้นไป และในระยะเวลาตั้งแต่ 15 นาทีขึ้นไป

ไวรัสตับอักเสบ-อีติดต่อได้อย่างไร?

ไวรัสตับอักเสบ-อีติดต่อได้เช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบ-เอ คือติดต่อทางน้ำดื่ม และทางอาหารที่ปนเปื้อนอุจจาระที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ-อี ที่เรียกว่าการติดต่อทางอุจจาระสู่ปาก (Fecal-oral transmission) ส่วนน้อยมากๆมีรายงานติดต่อจากการให้เลือด และจากการคลอดได้ ดังนั้นการติดต่อ การระบาดจึงมักพบในแหล่งที่ขาดสุขอนามัย โดยเฉพาะในเรื่องของน้ำดื่มทั้งของคนและของสัตว์เลี้ยง และในถิ่นที่อยู่กันอย่างแออัด

อนึ่ง เมื่อได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ อี สามารถตรวจพบเชื้อไวรัสนี้ได้ในอุจจาระผู้ป่วยตั้งแต่ได้รับเชื้อ (ส่วนใหญ่ประมาณ 1สัปดาห์ก่อนเกิดอาการ) และตรวจพบได้นานไปจนถึงประมาณ 30วัน หลังเกิดอาการตัวเหลืองตาเหลืองแล้ว

ใครมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดไวรัสตับอักเสบ-อี?

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ-อี ได้แก่

  • ผู้ที่อาศัยอยู่ในแหล่งที่ไม่มีสุขอนามัยพื้นฐาน หรืออาศัยในแหล่งแออัด
  • ผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน หรือคลุกคลีกับผู้ป่วยไวรัสตับอัเสบ-อี
  • ผู้ที่อาศัยอยู่ในถิ่นที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ-อีเป็นเชื้อประจำถิ่น เช่น ประเทศจีน เป็นต้น
  • ชอบกินอาหารดิบ หรือปรุงสุกๆดิบๆ
  • ผู้เดินทาง หรือนักท่องเที่ยวที่ท่องเที่ยวในแหล่งที่มีการสาธารณสุขยังไม่ดี หรือในประเทศที่มีเชื้อนี้เป็นเชื้อประจำถิ่น

ไวรัสตับอักเสบ- อีมีอาการอย่างไร?

ในผู้ป่วยเด็ก หรือในผู้ป่วยบางรายเมื่อติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ-อี อาจไม่มีอาการได้ แต่สามารถแพร่กระจายเชื้อได้ เรียกว่าเป็น พาหะโรค

ในผู้ป่วยที่มีอาการ อาการของโรคไวรัสตับอักเสบ-อี จะเช่นเดียวกับอาการของไวรัสตับอักเสบชนิดอื่นๆ แยกกันไม่ออกจากอาการ แต่โดยทั่วไปเป็นอาการไม่รุนแรง ยกเว้นเมื่อเกิดการติดเชื้อในหญิงตั้งครรภ์ที่การอักเสบของตับมักรุนแรง(Fulminant hepatitis) จนผู้ป่วยอาจเกิดภาวะตับวาย และเสียชีวิต(ตาย)ได้

อาการของไวรัสตับอักเสบ-อี จะเกิดภายหลังได้รับเชื้อประมาณ 3-8 สัปดาห์ เฉลี่ยประมาณ 40 วัน (ระยะฝักตัวของโรค) และโรคมักหายได้เองภายในระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ โดยไม่มีการอักเสบยืดเยื้อต่อไปเป็นการอักเสบแบบเรื้อรัง ยกเว้นเมื่อเป็นการติดเชื้อของผู้ป่วยซึ่งผ่าตัดปลูกถ่ายตับที่มักเป็นการติดเชื้อสายพันธ์ย่อย HEV3

อาการที่พบได้บ่อยของไวรัสตับอักเสบ-อี คือ

หลังจากนั้น อาการของผู้ป่วยจะค่อยๆฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับ จนกลับเป็นปกติในระยะเวลาทั้งหมดประมาณ 2-3 สัปดาห์นับจากเริ่มมีอาการ

แพทย์วินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบ-อีได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบ-อี ได้จากประวัติอาการ ประวัติถิ่นที่อยู่อาศัย ประวัติการเจ็บป่วยของคนในบ้านและในชุมชน ประวัติการดื่มน้ำและการบริโภคอาหาร และประวัติการเดินทางและท่องเที่ยว การตรวจร่างกาย และการตรวจเลือดดูสารภูมิต้านทาน (Antibody)ของไวรัสชนิดนี้ นอกจากนั้น ในการศึกษาวิจัยยังสามารถตรวจหาเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้โดยตรงด้วยเทคนิคที่ซับซ้อนขึ้นในระดับโมเลกุล โดยตรวจเชื้อได้จากเลือดในระยะแรกที่เพิ่งเริ่มติดเชื้อ และจากอุจจาระในช่วงระยะเวลาต่อมาเมื่อมีอาการแล้ว

รักษาไวรัสตับอักเสบ- อีอย่างไร?

โรคไวรัสตับอักเสบ-อี เป็นโรคที่หายได้เอง ไม่มีวิธีรักษาเฉพาะเจาะจง ไม่มียาเฉพาะโรคหรือยาต้านไวรัส ดังนั้นแพทย์หลายคนจึงกล่าวว่า วิธีรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ-อี ที่ดีที่สุด คือ การป้องกันการเกิดโรค

อย่างไรก็ตาม การรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ-อี คือ การรักษาประคับประคองตามอาการของผู้ป่วย ซึ่งที่สำคัญที่สุด คือ

  • การพักผ่อนให้เต็มที่เพื่อลดการทำงานของตับ ซึ่งจะช่วยให้เซลล์ตับฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
  • ดื่มน้ำสะอาดให้ได้ปริมาณมากๆ เพิ่มกว่าปกติ โดยให้ได้ประมาณวันละอย่างน้อย 8-10 แก้วเพื่อช่วยลดอาการตัว ตาเหลือง (โรคดีซ่าน)เมื่อไม่มีโรคที่แพทย์สั่งให้จำกัดน้ำดื่ม
  • กินอาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ให้ครบถ้วนในทุกวัน โดยลดอาหารที่จะเพิ่มการทำงานของตับ คือ โปรตีนและไขมัน เพิ่มอาหารแป้ง (คาร์โบไฮเดรต) ผักและผลไม้ เพื่อชดเชยพลังงานที่ขาดไปจากอาหารโปรตีนและอาหารไขมัน

ไวรัสตับอักเสบอีรุนแรงไหม? มีผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง?

โดยทั่วไป โรคไวรัสตับอักเสบ-อี เป็นโรคไม่รุนแรง โรคมักเกิดเป็นอาการเฉียบพลัน และไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงไปเป็นไวรัสตับอักเสบ-อีเรื้อรัง ที่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นโรคตับแข็ง และภาวะตับวาย หรือมะเร็งตับ อย่างไรก็ตาโรคในระยะเฉียบพลันนี้ อาจรุนแรงจนเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะตับวายและผู้ป่วยเสียชีวิตได้ ซึ่งพบได้ประมาณ 0.5-4% ซึ่งมักเป็นในผู้ป่วยเด็กเล็ก ในผู้ป่วยตั้งครรภ์ (พบอัตราเสียชีวิตได้สูงถึงประมาณ 20%) ในผู้ป่วยที่มีการปลูกถ่ายอวัยวะ หรือในผู้ป่วยที่มีโรคตับเรื้อรังอยู่ก่อนแล้ว เช่น โรคตับแข็ง เป็นต้น

ผลข้างเคียงจากโรคไวรัสตับอักเสบ-อี คือการเปลี่ยนแปลงไปเป็นโรคตับแข็งที่อาจเปลี่ยนแปลงไปเป็นมะเร็งตับได้ ซึ่งมักพบเฉพาะในผู้ป่วยที่มีการปลูกถ่ายอวัยวะร่วมด้วย เช่น การปลูกถ่ายตับ เป็นต้น

ดูแลตนเองอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

การดูแลตนเองที่ดีที่สุด คือ การรีบพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติต่างๆ เพื่อการวินิจฉัยหาสาเหตุ เพื่อการรักษาที่เหมาะสมแต่เนิ่นๆ

ภายหลังการพบแพทย์ และได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นโรคตับอักเสบ-อีแล้ว การดูแลตนเองที่บ้าน และการพบแพทย์ก่อนนัด ได้แก่

ป้องกันไวรัสตับอักเสบอีอย่างไร? มีวัคซีนไหม?

ปัจจุบัน วัคซีนโรคไวรัสตับอักเสบ-อี มีการนำมาใช้เฉพาะในประเทศจีน โดยประเทศอื่นๆยังไม่ยอมรับ แต่ในสหรัฐอเมริกา การศึกษาเรื่องวัคซีนไวรัสตับอักเสบ-อี กำลังดำเนินการอยู่ และคาดว่าน่าจะได้รับผลสำเร็จในเร็ววันนี้

ส่วนการป้องกันไวรัสตับอักเสบ-อี ในปัจจุบัน ได้แก่

  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ)
  • ระมัดระวังเรื่องน้ำดื่ม และอาหารเสมอ โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางในถิ่นที่มีการสาธารณสุขไม่ดี
  • กินแต่อาการที่ปรุงสุกอย่างทั่วถึงทั้งชิ้นอาหาร
  • ล้างผัก ผลไม้ ให้สะอาดก่อนบริโภค
  • จัดให้มีส้วมที่ถูกสุขลักษณะ

บรรณานุกรม

  1. Hepatitis E http://www.who.int/mediacentre/factsheets/fs280/en/ [2015,Oct3]
  2. Hepatitis E virus http://www.phac-aspc.gc.ca/lab-bio/res/psds-ftss/hepe-eng.php [2015,Oct3]
  3. Hepatitis E http://www.cdc.gov/hepatitis/hev/hevfaq.html [2015,Oct3]
  4. Hughes, J. et al. (2010). The two faces of hepatitis E virus. Clin Infect Dis. 51, 328-334.
  5. Kamar, N. et al. (2012). Hepatitis E. Lancet. 379, 2477-2488.
  6. Kwonchit samransurp. Et al. (2009). The prevalence of anti-hepatitis E in occupational risk group. J Med Assoc Thai.92 (Suppl), S38-S42.
  7. Remy,P et al. Hepatitis E http://emedicine.medscape.com/article/178140-overview#showall [2015,Oct3]
  8. Wedemeyer, H. (2012). Pathogenesis and treatment of hepatitis E virus infection. Gastroenterology.142, 1388-1397.


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 3 คน Thuksa Saelao aomki IKaihom
Frame Bottom