Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ตับ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ไวรัสตับอักเสบซี   โรคติดเชื้อ 

บทนำ

โรคไวรัสตับอักเสบซีเกิดจากการติดเชื้อไวรัสซึ่งเหนี่ยวนำให้เกิดโรคตับแข็ง (Cirrhosis) หากการติดเชื้อไวรัสเกิดขึ้นเป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ภาวะตับล้มเหลว มะเร็งตับ รวมไปถึงภาวะหลอดเลือดดำในกระเพาะอาหารโป่งพอง (Gastric varices)

โดยปกติไวรัสจะไม่สามารถแบ่งตัวได้ด้วยตัวเอง ต้องอาศัยเซลล์ของโฮสต์ (Host) กล่าว คือสัตว์หรือมนุษย์ในการแบ่งตัว ไวรัสตับอักเสบซีมีหลายจีโนไทป์ (Genotype; ชนิดหรือลักษณะ ของยีน/จีน/Geneที่แฝงอยู่ภายในรหัสพันธุกรรม ซึ่งจะมีลักษะแตกต่างกันออกไปส่งผลให้การแสดงออกของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันมีความแตกต่างกัน) แต่ละจีโนไทป์มีระยะเวลาการรักษาที่แตกต่างกันออกไป

ยาไรบาไวริน (Ribavirin) มีบทบาทสำคัญในการใช้เป็นยารักษาโรคไวรัสตับอักเสบซี โดยใช้ร่วมกับยาอินเตอร์เฟอรอนแอลฟา-2บี (Interferon α-2b) ปัจจุบันจัดอยู่ในประเภทยาอันตรายตามกฎหมาย อย่างไรก็ดี การใช้ยานี้ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์เพื่อติดตามผลการ รักษาและผลข้างเคียงของยา

ยาไรบาไวรินมีสรรพคุณ (คุณสมบัติ) อย่างไร?

ไรบาไวริน

ยาไรบาไวรินมีสรรพคุณ/ข้อบ่งใช้ดังนี้

นอกจากนี้ แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาไรบาไวรินในข้อบ่งใช้ที่ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนเช่น ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่อินฟลูเอนซาชนิดเอ (Influenza A) และเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา ชนิดบี (Influenza B)

ยาไรบาไวรินมีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร?

กลไกการออกฤทธิ์ของยาไรบาไวรินยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด เชื่อว่ายาไรบาไวรินเข้าจับกับอาร์เอ็นเอ (RNA; สารพันธุกรรมที่ใช้ในกระบวนการแบ่งเซลล์) เหนี่ยวนำให้เกิดการกลายพันธุ์ระหว่างการถ่ายทอดรหัสพันธุกรรมของเชื้อไวรัส นำไปสู่การยับยั้งการแบ่งตัวหรือการกำ เนิดใหม่ของไวรัสในที่สุด

ยาไรบาไวรินมีรูปแบบการจัดจำหน่ายอย่างไร?

ยาไรบาไวรินมีรูปแบบทางเภสัชภัณฑ์ที่จำหน่ายในประเทศไทยได้แก่

  • ชนิดแคปซูลรับประทาน ขนาดความแรง 200 มิลลิกรัมและ 400 มิลลิกรัมต่อแคป ซูล
  • ชนิดเม็ดรับประทาน ขนาดความแรง 500 มิลลิกรัมและ 600 มิลลิกรัมต่อแคปซูล ในบางประเทศอาทิ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป มีการจัดจำหน่ายยาไรบาไวรินในรูปแบบเภสัชภัณฑ์อื่นๆได้แก่
  • ชนิดยาผงพร้อมผสมเพื่อใช้เป็นยาสูดพ่นจมูกแบบฝอยละออง (Powder for solution for nebulization) ขนาดความแรง 6 กรัม
  • ชนิดยาน้ำรับประทาน ขนาดความแรง 40 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร

ยาไรบาไวรินมีขนาดรับประทานหรือวิธีใช้ยาอย่างไร?

ยาไรบาไวรินมีขนาดยาที่แนะนำจำแนกตามข้อบ่งใช้ดังต่อไปนี้

ก. โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี หรือเรสไฟราทอรีซินซีเชียลไวรัส (RSV/ Respiratory Syncitial Virus, ไวรัสที่ก่อโรคระบบทางเดินหายใจอักเสบและปอดอักเสบ) ในทารกและในเด็ก: ใช้ยาไรบาไวรินรูปแบบยาผงสูดพ่นจมูก ผสมยาผงขนาด 6 มิลลิกรัมกับน้ำปราศ จากเชื้อชนิดไม่ผสมสารกันบูด (Sterile water without preservatives) ให้ผู้ป่วยสูดพ่นผ่านทางจมูกผู้ป่วยแบบฝอยละออง (ใช้เครื่องพ่น) โดยใช้ยาต่อเนื่องกัน 12 - 18 ชั่วโมงต่อวันเป็นเวลา 3 - 7 วัน

ข. โรคไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง (Chronic Hepatitis C): ชนิดยาแคปซูล ยาเม็ด หรือยาน้ำรับประทาน โดยใช้ยานี้ร่วมกับยาอินเตอร์เฟอรอน แอลฟา-2บี (Interferon α-2b) ขนาดยาที่แนะนำมีความแตกต่างกันเล็กน้อยตามผู้ผลิตและสถาบันที่ศึกษา ในที่นี้จะกล่าวถึงขนาดยาของยาไรบาไวรินภายใต้ชื่อการค้ารีบีทอล (Rebetol®) และโคพิกุส (Copegus®) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนในประเทศไทย และขนาดยาแนะนำโดยสมาคมการศึกษาโรคตับในสหรัฐอเมริกา (American Association for the Study of Liver Diseases; AASLD)

  1. ขนาดยาสำหรับผู้ป่วยที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี: สมาคมการศึกษาโรคตับในสหรัฐอเมริกา (American Association for the Study of Liver Diseases; AASLD) กำหนดขนาดยาแนะนำทั้งรีบีทอล (Rebetol®) และโคพิกุส (Copegus®) ในผู้ป่วยตั้งแต่อายุ 2 - 17 ปีคือ 15 มิลลิ กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวันเป็นระยะเวลา 48 สัปดาห์และ

    สำหรับผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อร่วมกับเชื้อเอชไอวีให้ใช้รูปแบบการรักษาเช่นเดียวกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเพียงอย่างเดียว

    อย่างไรก็ดี ยาไรบาไวรินในทั้งสองชื่อการค้าคือ รีบีทอล (Rebetol®) และโคพิกุส (Copegus®) มีขนาดยาแนะนำตาน้ำหนักตัวของผู้ป่วยดังต่อไปนี้

    1.1 รีบีทอล (Rebetol®): รีบีทอลมีขนาดยาแนะนำสำหรับผู้ป่วยตั้งแต่อายุ 3 ปีขึ้นไป การใช้ยากับผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 3 ปีขึ้นอยู่กับดุลยวินิจของแพทย์ เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลการศึก ษาความปลอดภัยของยาในผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 3 ปีอย่างเพียงพอ

    รีบีทอลมีขนาดยาที่แนะนำทั้งชนิดยาน้ำและยาแคปซูลรับประทานดังต่อไปนี้

    • ผู้ป่วยน้ำหนักน้อยกว่า 47 กิโลกรัม: ขนาดยาที่แนะนำคือ 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวันโดยแบ่งให้เป็น 2 เวลาคือเช้าและเย็น
    • ผู้ป่วยน้ำหนัก 47 - 59 กิโลกรัม: ขนาดยาที่แนะนำคือ 800 มิลลิกรัมต่อวันโดยแบ่งให้เป็น 2 เวลาคือ 400 มิลลิกรัมในตอนเช้าและ 400 มิลลิกรัมในตอนเย็น
    • ผู้ป่วยน้ำหนัก 60 - 73กิโลกรัม: ขนาดยาที่แนะนำคือ 1,000 มิลลิกรัมต่อวันโดยแบ่งให้เป็น 2 เวลาคือ 400 มิลลิกรัมในตอนเช้าและ 600 มิลลิกรัมในตอนเย็น
    • ผู้ป่วยน้ำหนักมากกว่า 73 กิโลกรัมขึ้นไปขนาดยาที่แนะนำคือ 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน โดยแบ่งให้เป็น 2 เวลาคือ 600 มิลลิกรัมในตอนเช้าและ 600 มิลลิกรัมในตอนเย็น

    1.2 โคพิกุส (Copegus): ไม่แนะนำให้ใช้ยาโคพิกุสในผู้ป่วยที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เนื่อง จากยังไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยของยาอย่างเพียงพอ อย่างไรก็ดี มีข้อมูลด้านประสิทธิ ภาพและความปลอดภัยของโคพิกุสในผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปอย่างจำกัด จึงมีขนาดยาที่แนะนำตาน้ำหนักตัวของผู้ป่วยที่มีอายุตั้งแต่ 5 ปีดังต่อไปนี้

    • ผู้ป่วยน้ำหนักน้อยกว่า 23 และจนถึง 33 กิโลกรัม: ขนาดยาที่แนะนำคือ 400 มิลลิ กรัมต่อวันโดยแบ่งให้เป็น 2 เวลาคือ 200 มิลลิกรัมในตอนเช้าและ 200 มิลลิกรัมในตอนเย็น
    • ผู้ป่วยน้ำหนัก 34 - 46 กิโลกรัม: ขนาดยาที่แนะนำคือ 600 มิลลิกรัมต่อวันโดยแบ่งให้เป็น 2 เวลาคือ 200 มิลลิกรัมในตอนเช้าและ 400 มิลลิกรัมในตอนเย็น
    • ผู้ป่วยน้ำหนัก 47 - 59 กิโลกรัม: ขนาดยาที่แนะนำคือ 800 มิลลิกรัมต่อวันโดยแบ่งให้เป็น 2 เวลาคือ 400 มิลลิกรัมในตอนเช้าและ 400 มิลลิกรัมในตอนเย็น
    • ผู้ป่วยน้ำหนัก 60 - 74 กิโลกรัม: ขนาดยาที่แนะนำคือ 1,000 มิลลิกรัมต่อวันโดยแบ่งให้เป็น 2 เวลาคือ 400 มิลลิกรัมในตอนเช้าและ 600 มิลลิกรัมในตอนเย็น
    • ผู้ป่วยน้ำหนักตั้งแต่ 75 กิโลกรัมขึ้นไป: ขนาดยาที่แนะนำคือ 1,200 มิลลิกรัมต่อวันโดยแบ่งให้เป็น
  2. ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป: สมาคมการศึกษาโรคตับในสหรัฐอเมริกา (American Association for the Study of Liver Diseases; AASLD) แนะนำระยะเวลาการรัก ษา หากพบว่าไวรัสเป็นจีโนไทป์ชนิด 2 หรือ 3 ระยะเวลาที่แนะนำในการใช้ยาคือ 24 สัปดาห์ หากเป็นจีโนไทป์ชนิด 1 หรือ 4 ควรใช้ยานี้ในการรักษา 48 สัปดาห์ หากผู้ป่วยเคยรับการรักษาโรคนี้มาก่อนแต่ล้มเหลวให้ใช้ยานี้เป็นเวลา 48 สัปดาห์ และ ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสนี้ร่วมกับการติดเชื้อเอชไอวีให้ใช้ยานี้เป็นระยะเวลา 48 สัปดาห์ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัสจีโนไทป์ใดก็ตา
  3. 2.1 รีบีทอล (Rebetol®): มีขนาดยาที่แนะนำดังต่อไปนี้

    ขนาดยาที่แนะนำทั้งชนิดยาน้ำและยาแคปซูลรับประทานสำหรับผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอัก เสบซีอย่างเดียวดังต่อไปนี้

  • ผู้ป่วยน้ำหนักน้อยกว่า 66 กิโลกรัม: ขนาดยาที่แนะนำคือ 800 มิลลิกรัมต่อวันโดยแบ่งให้เป็น 2 เวลาคือ 400 มิลลิกรัมในตอนเช้าและ 400 มิลลิกรัมในตอนเย็น
  • ผู้ป่วยน้ำหนัก 66 - 80 กิโลกรัม: ขนาดยาที่แนะนำคือ 1,000 มิลลิกรัมต่อวันโดยแบ่งให้เป็น 2 เวลาคือ 400 มิลลิกรัมในตอนเช้าและ 600 มิลลิกรัมในตอนเย็น
  • ผู้ป่วยน้ำหนัก 81 - 105 กิโลกรัม: ขนาดยาที่แนะนำคือ 1,200 มิลลิกรัมต่อวันโดยแบ่งให้เป็น 2 เวลาคือ 600 มิลลิกรัมในตอนเช้าและ 600 มิลลิกรัมในตอนเย็น
  • ผู้ป่วยน้ำหนักมากกว่า 105 กิโลกรัมขึ้นไป: ขนาดยาที่แนะนำคือ 1,400 มิลลิกรัมต่อวันโดยแบ่งให้เป็น 2 เวลาคือ 600 มิลลิกรัมในตอนเช้าและ 800 มิลลิกรัมในตอนเย็น

2.2 โคพิกุส (Copegus®): มีขนาดยา (มีเฉพาะยาแคปซูล) ที่แนะนำดังต่อไปนี้

  • จีโนไทป์ 1 และ 4:
  • นำหนักตัวน้อยกว่า 75 กิโลกรัม: ขนาดยาที่แนะนำคือ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน โดยแบ่งให้เป็น 2 เวลาคือ 400 มิลลิกรัมในตอนเช้าและ 600 มิลลิกรัมในตอนเย็นเป็นเวลา 48 สัปดาห์
  • นำหนักตัวตั้งแต่ 75 กิโลกรัมขึ้นไป: ขนาดยาที่แนะนำคือ 1,200 มิลลิกรัมต่อวันโดยแบ่งให้เป็น 2 เวลาคือ 600 มิลลิกรัมในตอนเช้าและ 600 มิลลิกรัมในตอนเย็นเป็นเวลา 48 สัปดาห์
  • จีโนไทป์ 2 และ 3:
  • ขนาดยาที่แนะนำคือ 800 มิลลิกรัมต่อวันโดยแบ่งให้เป็น 2 เวลาคือ 400 มิลลิ กรัมในตอนเช้าและ 400 มิลลิกรัมในตอนเย็นเป็นเวลา 24 สัปดาห์
  • ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีร่วมกับเอชไอวี
  • ขนาดยาที่แนะนำคือ 800 มิลลิกรัมต่อวันโดยแบ่งให้เป็น 2 เวลาคือ 400 มิลลิ กรัมในตอนเช้าและ 400 มิลลิกรัมในตอนเย็นเป็นเวลา 48 สัปดาห์ไม่ว่าจะเป็นจีโนไทป์ชนิดใดก็ตา

***อนึ่ง:

การพิจารณาใช้ยารูปแบบยาน้ำรับประทาน แนะนำให้ใช้รูปแบบเภสัชภัณฑ์นี้ในผู้ป่วยเด็ก ที่ยังไม่สามารถรับประทานยาเม็ดหรือยาแคปซูลได้หรือในผู้ป่วยซึ่งไม่สามารถกลืนอาหารได้

ค. ขนาดยาในผู้ป่วยไตบกพร่อง: ในผู้ป่วยที่มีค่าเครทินีนเคลียแรนส์ (Creatinine Clearance ; CrCl) ซึ่งเป็นค่าบอกความสามารถของไตในการกำจัดของเสียออกจากร่างกาย ต่ำกว่า 50 มิล ลิลิตรต่อนาทีให้หยุดใช้ยานี้

ง. ขนาดยาในผู้ป่วยตับบกพร่อง: ในผู้ป่วยที่มีภาวะการทำงานของตับบกพร่องปานกลางถึงรุนแรงห้ามใช้ยาไรบาไวริน

***อนึ่ง:

ในระหว่างการรักษา แพทย์อาจสั่งตรวจเลือดซีบีซี/CBC เพื่อตรวจวัดปริมาณเม็ดเลือดและเกล็ดเลือดเป็นระยะๆ การปรับขนาดยาอาจมีความจำเป็นหากจำนวนเม็ดเลือดแดงลดลง หรืออาจจำเป็นต้องหยุดยาหากมีจำนวนเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดต่ำ ทั้งนี้ขึ้นกับวิจารณญาณของแพทย์ผู้ทำการรักษา

เมื่อมีการสั่งยาควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกรอย่างไร?

เมื่อมีการสั่งยาไรบาไวรินควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกรดังนี้เช่น

ยาเหล่านั้นเช่น

หากลืมรับประทานยาควรทำอย่างไร?

หากลืมรับประทานยาไรบาไวรินให้รับประทานยาทันทีที่นึกขึ้นได้ หากใกล้เวลากับมื้อถัดไปให้ข้ามไปทานมื้อถัดไป โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า

ยาไรบาไวรินมีผลไม่พึงประสงค์อย่างไร?

ยาไรบาไวรินมีผลไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง/อาการไม่พึงประสงค์) เช่น

ก. ยาไรบาไวรินชนิดพ่นจมูกแบบละอองฝอย: อาจก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์เช่น ภาวะความดันโลหิตต่ำ หัวใจหยุดเต้น โลหิตจาง เหนื่อยล้า นอนไม่หลับ หายใจลำบาก

ข. ยาไรบาไวรินชนิดรับประทาน: อาจก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์บางประการเช่น ไอ ปวดมวนท้อง ปากแห้ง การรับรสเปลี่ยนไป แน่นหน้าอก แสบร้อนกลางอก ผมร่วง มีไข้ และ ปวดศีรษะ

ยาไรบาไวรินชนิดรับประทาน อาจก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงเช่น อุจจาระมีเลือดปน/อุจจาระเป็นเลือด หรืออุจจาระมีสีดำเหนียว ปัสสาวะมีสีเข้มเหมือนสีน้ำปลา เกิดห้อเลือดตาผิวหนังและมีการขยายขนาดห้อเลือด เกิดภาวะสับสน วิตกกังวลมากเกินไป ซึมเศร้า มีความคิดทำร้ายตัวเองหรือพยายามฆ่าตัวตาย การควบคุมอารมณ์เปลี่ยนไป ผิวหรือตาเปลี่ยน เป็นสีเหลือง ให้แจ้งให้แพทย์ทราบ/ไปโรงพยาบาลโดยทันที

*****ข้อสำคัญ:

  • หากขณะเริ่มใช้ยานี้และพบว่ามีผื่นคันขึ้น แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก/หายใจลำบาก เปลือกตา/หนังตา ริมฝีปาก คาง ใบหน้า บวม อาจเกิดจากการแพ้ยาได้ ให้หยุดใช้ยานี้และพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลโดยทันที
  • หากใช้ยานี้และเกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่อเนื่องและรุนแรงมากขึ้น ให้รีบพบแพทย์/รีบไปโรงพยาบาลก่อนนัดหรือทันที/ฉุกเฉิน ขึ้นกับความรุนแรงของอาการ

มีข้อควรระวังการใช้ยาไรบาไวรินอย่างไร?

มีข้อควรระวังการใช้ยาไรบาไวรินเช่น

***** อนึ่ง:

ทุกคนต้องตระหนักถึงความปลอดภัยจากการใช้ ”ยา” ที่รวมถึงยาแผนปัจจุบันทุกชนิด(รวมยาไรบาไวริน) ยาแผนโบราณทุกชนิดและสมุนไพรต่างๆเสมอ เพราะยามีทั้งให้คุณและให้โทษ ดังนั้นเมื่อมีการใช้ยาทุกชนิดควรต้องปฏิบัติตาข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิดเสมอ (อ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิด) รวม ทั้งควรต้องปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อนซื้อยาใช้เองเสมอด้วยเช่นกัน

ยาไรบาไวรินมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นอย่างไร?

ยาไรบาไวรินไม่ควรใช้ร่วมกับยาบางขนานเพราะอาจส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยา โดยอาจทำให้ระดับยาดังจะกล่าวต่อไปสูงขึ้น จึงอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงของยาหรือพิษของยาดังกล่าวสูงขึ้นตามไปด้วยเช่น

*นอกจากนี้ ยาไรบาไวรินอาจลดประสิทธิภาพของวัคซีนไวรัสไข้หวัดใหญ่อีกด้วย ดังนั้นผู้ใช้ยานี้ต้องปรึกษาแพทย์ผู้รักษาก่อนจะฉีดวัคซีนทุกชนิดด้วย

ควรเก็บรักษายาไรบาไวรินอย่างไร?

ควรเก็บรักษายาไรบาไวรินอย่างไร?

  • เก็บยาในภาชนะบรรจุดั้งเดิมของบริษัทผู้ผลิต
  • เก็บยาในที่แห้งและแสงแดดส่องไม่ถึงโดยตรง หลีกเลี่ยงการเก็บยาบริเวณที่มีความอับชื้นเช่น บริเวณใกล้ห้องน้ำหรือในห้องน้ำ
  • เก็บยาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ยาไรบาไวรินมีชื่ออื่นอีกไหม? ผลิตจากบริษัทอะไรบ้าง?

ในประเทศไทยยาไรบาไวรินมีการจัดจำหน่ายดังนี้

ชื่อการค้า บริษัทผู้ผลิต
รีบีทอล (Rebetol) บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด
โคพีกุส (Copegus) บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด
ไรบาโซล (Ribazole) บริษัท นีโอฟาร์ม จำกัด

บรรณานุกรม

1.American Pharmacists Association. Ribavirin. Drug Information Handbook with Trade names index. 23;2014:1828-1834.
2.Mims Online. Rebetol® Ribavirin. http://www.mims.com/Thailand/drug/info/Rebetol [2015,June13]

4.Crotty S, Cameron C, Andino R. Ribavirin's antiviral mechanism of action: lethal mutagenesis?. J. Mol. Med. 2012;80 (2): 86–95.
5.Paeshuyse, J, Dallmeier, K, Neyts, J. Ribavirin for the treatment of chronic hepatitis C virus infection: a review of the proposed mechanisms of action. Current Opinion in Virology 1 2011;6:590–8.
6. Patient Information Leaflet. Copegus. http://www.accessdata.fda.gov/drugsatfda_docs/label/2010/021511s018lbl.pdf[2015,June13]
3.Ortega-Prieto, Ana M.; Sheldon, et al. Extinction of Hepatitis C Virus by Ribavirin in Hepatoma Cells Involves Lethal Mutagenesis. ONE 2013;8(8):71039.



สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน nongmeen monday000
Frame Bottom