Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

กล้ามเนื้อ  ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก  ระบบประสาทวิทยา 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ปวดกล้ามเนื้อ 

บทนำ

ปวดทั่วสรรพางค์กาย” ผมได้ยินผู้ป่วยพูดคำนี้ตกใจครับ ว่ามีโรคอะไรที่ทำให้ผู้ป่วยปวดทั่วร่างกาย ตรงไหนๆก็เจ็บปวดไปหมด ผมเริ่มค้นคว้าโรคนี้แล้วพบว่า “โรค Fibromyalgia” ที่ไม่มีชื่อภาษาไทย (ผมขอแปลว่า “โรค/กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อ เอ็นและเนื้อเยื่ออ่อน”) น่าจะเป็นโรคที่ผู้ป่วยรายนี้บอกว่า “ปวดทั่วสรรพางค์กาย” ลองติดตามดูว่า คือโรคอะไร มีอาการอย่างไร และจะรักษาหายหรือไม่

โรคไฟโบรมัยอัลเจียคืออะไร?

ไฟโบรมัยอัลเจีย

โรคไฟโบรมัยอัลเจีย คือ โรค/กลุ่มอาการที่มีการเจ็บปวดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และเนื้อ เยื่ออ่อน (Soft fibrous tissue) ทั่วสรรพางค์กาย/ทั่วร่างกาย (Widespread musculoskeletal pain) โดยอาการเจ็บปวดนั้นจะมีลักษณะสำคัญ คือ เจ็บปวดรุนแรงมากกว่าปกติเมื่อถูกกระตุ้น (เช่น จากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิสิ่งแวดล้อม) ซึ่งในภาวะปกติจะไม่มีอาการเจ็บปวดเกิดขึ้น (เรียกอาการนี้ว่า Allodynia) และมีอาการเจ็บปวดที่มากเกินภาวะปกติที่ควรปวดเมื่อถูกทำให้ปวด (เรียกอาการนี้ว่า Hyperalgesia)

โรคนี้พบบ่อย พบประมาณ 4% ของประชากรทั้งหมด โดยพบในผู้หญิงมากกว่าในผู้ ชาย และพบบ่อยในวัยกลางคนและในผู้สูงอายุ

โรคไฟโบรมัยอัลเจียมีสาเหตุเกิดได้อย่างไร?

สาเหตุเกิดโรคไฟโบรมัยอัลเจีย ยังไม่ทราบแน่นอน สันนิษฐานว่า อาจเกิดจากปัจจัยทางจิตใจ ร่างกาย และสิ่งแวดล้อมร่วมกัน เพราะผู้ป่วยบางรายจะมีอาการหลังจากมีเหตุการณ์กระตุ้นให้เกิดอาการ เช่น ติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือหลังการเจ็บป่วยจากเหตุอื่นๆ ร่วมกับ(ผู้ป่วยส่วนหนึ่ง) มีภาวะทางจิตใจผิดปกติ เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า มีความผิดปกติของการนอน (นอนไม่หลับ) และมีการรับรู้ความเจ็บปวดที่ผิดไป คือ ตอบสนองต่อการเจ็บปวดไวกว่าปกติ

อะไรเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคไฟโบรมัยอัลเจีย?

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ คือ

  • เพศหญิง
  • ผู้ที่มีปัญหาในการนอนหลับ และ
  • ผู้มีความเครียดสูง

โรคไฟโบรมัยอัลเจียมีอาการอย่างไร? อะไรกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้น?

ลักษณะอาการสำคัญของไฟโบรมัยอัลเจีย คือ มีการปวดทั่วร่างกาย และ เป็นการปวดลักษณะที่รุนแรงกว่าปกติอย่างมาก ผู้ป่วยจะบ่นว่าปวดเหมือนกล้ามเนื้อถูกดึงหรือตึง เหมือนใช้งานมาอย่างหนัก ปวดเหมือนถูกเหยียบระบมทั้งตัว บางครั้งปวดจนเหมือนคนหมดแรง และบาง ครั้งมีกล้ามเนื้อกระตุก

นอกจากนั้น อาการอื่นที่พบร่วมด้วยบ่อย คือ ปัญหาการนอนไม่หลับ อ่อนเพลีย มีอาการฝืดตึงตามร่างกายและข้อ โดยเฉพาะหลังตื่นนอน ตื่นขึ้นมาไม่สดชื่น เหมือนพักผ่อนไม่เพียง พอ ตื่นขึ้นมาแล้วอ่อนเพลีย ง่วงนอนตอนกลางวัน บางครั้งมีความรู้สึกข้อมือ ข้อเท้าบวม มีอา การไวต่อสิ่งเร้า เช่น แสง เสียง รสชาติ อุณหภูมิ การสัมผัส ปวดศีรษะช่วงเช้า ปัสสาวะบ่อย ปวดท้องเรื้อรัง ท้องเสียง่าย ซึ่งอาการต่างๆมักเป็นเรื้อรัง

ทั้งนี้ การมีปัญหาทางอารมณ์ เช่น อารมณ์ไม่ดี ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ และอากาศที่เปลี่ยนแปลง เป็นปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้อาการรุนแรงขึ้น

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

ถ้าผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวในหัวข้อ อาการ ที่รุนแรง คือ ปวดไปทั้งตัว ปวดจนส่งผลต่อการนอน ต่อการทำงาน และต่อการดำรงชีวิต ควรต้องไปพบแพทย์เสมอ เพื่อให้การวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

แพทย์วินิจฉัยโรคไฟโบรมัยอัลเจียได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคนี้ โดยจะพิจารณาจากอาการที่ผู้ป่วยบอกเล่า ซึ่งมักมีอาการนานมาก กว่า 3 เดือน ร่วมกับการตรวจร่างกาย พบจุดกดเจ็บ 11 จาก 18 จุด

  • ด้านหน้า 8 จุด คือ ด้านซ้ายและด้านขวาของ ลำคอ หน้าอกส่วนบน เหนือข้อพับแขน และเหนือหัวเข่า
  • ด้านหลัง 10 จุด คือ ด้านซ้ายและด้านขวาของ คอ เหนือสะบัก (หลังส่วนบน) ข้างละ 2 จุด ด้านหลังตอนล่าง และโคนขา

โดยอาการปวดนั้น เกิดเมื่อแรงกดด้วยนิ้ว ความแรงเพียงแค่ที่ทำให้เล็บส่วนปลายซีดขาวเท่า นั้น และจะต้องมีจุดกดเจ็บทั้ง 4 บริเวณ คือ ซ้าย ขวา เหนือและต่ำกว่าเอว นอกจากนั้น ยังต้องมีอาการเจ็บกล้ามเนื้อกลางลำตัวคือ คอ หน้าอก หลังส่วนบน และหลังส่วนล่างร่วมด้วย และถ้าพบร่วมกับอาการผิดปกติต่างๆดังกล่าวข้างต้นในหัวข้อ อาการ ร่วมด้วย จะทำให้การวินิจฉัย แม่นยำขึ้น

อนึ่ง โดยทั่วไป โรคนี้จะตรวจเลือดหรือเอกซเรย์ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ แต่บางครั้งแพทย์ต้องส่งตรวจเลือด และ/หรือการตรวจทางเอกซเรย์เพิ่มเติม เพราะอาการผู้ป่วยอาจใกล้ เคียงกับโรคอื่นๆ ดังนั้น ถ้าแพทย์มั่นใจในการวินิจฉัยเนื่องจากอาการชัดเจน ก็จะไม่มีความจำ เป็นต้องส่งตรวจอื่นๆเพิ่มเติม จากประวัติทางการแพทย์และการตรวจร่างกาย

โรคไฟโบรมัยอัลเจียต่างจากลุ่มอาการความล้าเรื้อรังอย่างไร?

ไฟโบรมัยอัลเจีย และ กลุ่มอาการความล้าเรื้อรัง:โรคซีเอฟเอส (Chronic-fatigue syn drome:CFS) มีอาการคล้ายกันมาก การวินิจฉัยต้องใช้เกณฑ์การวินิจฉัยของแต่ละโรค ซึ่งกลุ่มอาการความล้าเรื้อรัง มีเกณฑ์การวินิจฉัย ดังนี้

อนึ่ง นอกจากกลุ่มอาการความล้าเรื้อรังแล้ว ยังมีโรคอื่นๆที่มีอาการคล้ายกับโรคไฟโบรมัยอัลเจียได้ เช่น โรค เอส แอล อี (Systemic lupus erythematosus:SLE) ภาวะขาดไท รอยด์ฮอร์โมน ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด (เช่น ยาลดไขมันในเลือด ยาต้านไวรัส) โรคไวรัสตับอักเสบชนิดเรื้อรัง โรค Polymyalgia rheumatica ภาวะพึ่งสเตียรอยด์/ภาวะขาดยาสเตีย รอยด์ไม่ได้ (Steroid dependent) และโรคมะเร็ง

รักษาโรคไฟโบรมัยอัลเจียอย่างไร?

การรักษาโรคไฟโบรมัยอัลเจีย ต้องแก้ไขที่สาเหตุ/ปัจจัยดังกล่าวข้างต้นในหัวข้อ สา เหตุ คือ การดูแล ด้านจิตใจ ร่างกาย และสิ่งแวดล้อม คือ ต้องเข้าใจสภาวะจิตใจของผู้ป่วย และถนอมน้ำใจผู้ป่วย ต้องให้เวลากับผู้ป่วย และสร้างบรรยากาศ (จัดสิ่งแวดล้อม) ที่ทำให้ผู้ ป่วยผ่อนคลาย สบายที่สุด หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ร้อน หนาวอย่างรวดเร็ว ไม่มีเสียงดัง แดดจ้า หรือแสงการสะท้อนต่างๆ

การออกกำลังกายที่เหมาะสม การทำกายภาพบำบัด และการใช้ยาต่างๆตามอาการ เช่น ยาแก้ปวดเพื่อลดอาการปวด ยารักษาปัญหาการนอนไม่หลับ ยาดูแลรักษาในเรื่องอารมณ์ (ยาที่ใช้ เช่น ยาต้านเศร้า) และยาคลายกล้ามเนื้อ แต่ยาในกลุ่ม สเตียรอยด์จะไม่ได้ผลในการรัก ษา

โรคไฟโบรมัยอัลเจียมีการพยากรณ์โรคอย่างไร?

การพยากรณ์โรค หรือผลการรักษาโรคไฟโบรมัยอัลเจีย แตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละคน ขึ้นกับปัจจัยส่วนบุคคลนั้นๆ เช่น การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต การควบคุมอารมณ์ ความเครียด การพักผ่อนที่พอเหมาะ การปรับสภาพแวดล้อม และความเข้าอกเข้าใจของผู้ที่อยู่รอบข้าง

อย่างไรก็ตาโรคนี้จะไม่มีการทำลายอวัยวะต่างๆ ยกเว้นการเป็นเรื้อรังก็จะส่งผลต่อคุณ ภาพชีวิต โดยเฉพาะเรื่องของสุขภาพจิต ซึ่งการรักษาที่สำคัญ คือ ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยต้องเข้าใจผู้ป่วยและมีความปรารถนาดีที่จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น

ควรดูแลตนเองอย่างไร? ควรพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อไหร่?

เมื่อเป็นโรคไฟโบรมัยอัลเจีย การดูแลตนเองที่สำคัญ คือ ควรต้องแก้ไขสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต พักผ่อนให้เพียงพอ รักษาสุขภาพจิต อย่าเครียด และพบแพทย์สม่ำเสมอตามนัด

ซึ่งกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการทรุดลง เช่น อาการปวดที่รุนแรงขึ้น นอนไม่หลับ เป็นระยะเวลานานติดต่อกัน เกิดภาวะซึมเศร้า หรือมีผลข้างเคียง/ผลแทรกซ้อนจากยาที่ใช้รักษา (เช่น ขึ้นผื่น คลื่นไส้) หรือ กังวลในอาการ ก็ควรต้องพบแพทย์ก่อนนัดเสมอ

อนึ่ง ในโรคนี้ ไม่มีอาหารต้องห้าม/อาหารแสลง แต่ไม่ควรออกกำลังกายอย่างหักโหม

ป้องกันโรคไฟโบรมัยอัลเจียได้อย่างไร?

จริงๆแล้ว โรคนี้ไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด การป้องกันโรคเต็มร้อยจึงเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเราสามารถปรับสภาพแวดล้อมให้ดี มีอารมณ์แจ่มใส สดชื่น พักผ่อนให้เพียงพอ ก็จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคนี้ลงได้



สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน nanzaaa
Frame Bottom