Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

อาการที่เกี่ยวข้อง :

บทนำ

ยาไดเมอร์แคปรอล (Dimercaprol) หรือยา British anti-Lewisite (ย่อว่า BAL) เป็นสารประกอบที่ถูกพัฒนาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยนักชีวเคมีชาวอังกฤษที่ทำงานในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เพื่อนำมาต่อต้านอาวุธเคมีประเภทสารหนู (Organo arsenic compound) ที่มีชื่อว่า Lewisite สารชนิดนี้ออกฤทธิ์ทำให้ผิวหนังเป็นแผลพุพองและระคายเคืองกับปอด ผู้ที่ได้รับพิษจาก Lewisite จะมีอาการทรมานอย่างมาก ปัจจุบันมีข้อตกลงยกเลิกการใช้อาวุธทางเคมีเหล่านี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทางการแพทย์ได้นำยาไดเมอร์แคปรอลมารักษาอาการของผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากสารประกอบโลหะหนักต่างๆเช่น อาร์เซนิก (สารหนู) ปรอท ทอง ตะกั่ว แอนติโมนี (Antimony) เป็นต้น ในอดีตที่ผ่านมาก็ได้มีการนำยาไดเมอร์แคปรอลมารักษาอาการของ Wilson’s disease ซึ่งเป็นโรคพบยากทางพันธุกรรมประเภทหนึ่ง โดยร่างกายจะมีการสะสมธาตุทองแดงอยู่มากเกินไปซึ่งอาการสำคัญคือ ดีซ่าน อ่อนเพลียมาก พูดลำบาก กลืนลำบาก เคลื่อนไหวร่างกายลำบาก

ยาไดเมอร์แคปรอลไม่ได้ใช้รักษาอาการพิษจากโลหะหนักได้ทุกชนิด ด้วยลักษณะสารประกอบของโลหะหนักต่างๆนั้นความซับซ้อนแตกต่างกันออกไปเช่น เหล็ก แคดเมียม (Cadmium) ซีลีเนียม (Selenium) ไม่สามารถรักษาด้วยยาไดเมอร์แคปรอลได้

ก่อนการใช้ยานี้แพทย์อาจซักประวัติทางการแพทย์ของผู้ป่วยเพิ่มเติมเช่น

โดยระหว่างการให้ยาหรือรักษาด้วยยานี้ หากพบอาการผิดปกติต่างๆเช่น มีอาการง่วงนอน หรือปวดศีรษะมาก คลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้องอย่างรุนแรง เจ็บคอ หรือแน่นหน้าอก วิตกกังวล กระสับกระส่าย หัวใจเต้นเร็ว รู้สึกแสบร้อนในปาก-คอหรือในอวัยวะเพศโดยเฉพาะเพศชาย มีอาการตาแดง คันตา คัดจมูก น้ำลายมาก หรือมีอาการของโรคไตเช่น ผู้ป่วยไม่ปัสสาวะเลย เจ็บ/ปวดระ หว่างปัสสาวะ เท้า-ข้อเท้าบวม หรือหายใจหอบเหนื่อย จะต้องรีบแจ้งแพทย์ทันทีเพื่อพิจารณาปรับกระบวนการรักษา

จากการศึกษาเรื่องการกระจายตัวของยานี้ในร่างกายพบว่า เมื่อฉีดยาไดเมอร์แคปรอลเข้ากล้ามเนื้อ ตัวยาจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและมีระดับสูงสุดภายในเวลาประมาณ 30 - 60 นาที ยาไดเมอร์แคปรอลจะแพร่กระจายเข้าไปตาเนื้อเยื่อส่วนต่างๆของร่างกายรวมถึงสมองด้วย ตับจะคอยเปลี่ยนสภาพโครงสร้างทางเคมีของยานี้ไปเป็นสารที่ไม่ออกฤทธิ์อย่างรวดเร็ว และจะถูกขับออกไปพร้อมกับยาไดเมอร์แคปรอลที่รวมตัวกับโลหะหนักโดยผ่านทิ้งไปกับปัสสาวะ ร่างกายต้องใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำในการกำจัดยาไดเมอร์แคปรอลครึ่งหนึ่งของปริมาณที่มีอยู่ในกระแสเลือดออกจากร่างกาย

จริงอยู่ที่อาการของผู้ป่วยหลังได้รับยานี้จะเริ่มดีขึ้นภายในประมาณ 1 - 2 ชั่วโมงแรก แต่การให้ยานี้กับผู้ป่วยอาจต้องใช้เวลาหลายวันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าได้รับพิษของโลหะชนิดใด

องค์การอนามัยโลกระบุให้ยาไดเมอร์แคปรอลอยู่ในกลุ่มยาจำเป็นขั้นพื้นฐานที่สถานพยาบาลควรมีสำรองไว้เพื่อใช้งาน คณะกรรมการอาหารและยาของไทยได้บรรจุยาไดเมอร์แคปรอลลงในบัญชียาหลักแห่งชาติเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์บำบัดพิษเฉียบพลันจากปรอท ทอง และสารหนู และใช้ร่วมกับยา Sodium calcium edentate (Edetate calcium disodium) ในกรณีบำบัดพิษเฉียบพลันจากตะกั่ว และด้วยรูปแบบของยาแผนปัจจุบันที่เป็นลักษณะของยาฉีด เราจึงพบเห็นการใช้ยานี้แต่ในสถานพยาบาลเท่านั้น

ไดเมอร์แคปรอลมีสรรพคุณ (คุณสมบัติ) อย่างไร?

ไดเมอร์แคปรอล

ยาไดเมอร์แคปรอลมีสรรพคุณ/ข้อบ่งใช้เช่น

ไดเมอร์แคปรอลมีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร?

กลไกการออกฤทธิ์ของยาไดเมอร์แคปรอลคือ ตัวยาจะเข้ารวมตัวและจับกับโลหะหนักเช่น อาร์เซนิก (สารหนู) ทอง ปรอท ตะกั่ว แอนติโมนี (Antimony) บิสมัท (Bismuth) นิกเกิล (Nickel) แทลเลียม (Thallium) ทำให้โลหะหนักหมดฤทธิ์ของการก่อพิษต่อเนื้อเยื่อต่างๆในร่างกาย จากนั้นโลหะหนักจะถูกร่างกายกำจัดออกมากับน้ำปัสสาวะ

ไดเมอร์แคปรอลมีรูปแบบการจัดจำหน่ายอย่างไร?

ยาไดเมอร์แคปรอลมีรูปแบบการจัดจำหน่ายเช่น

  • ยาฉีด ขนาด 50 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร
  • ยาฉีด ขนาด 50 มิลลิกรัม/2 มิลลิลิตร

ไดเมอร์แคปรอลมีขนาดการบริหารยาอย่างไร?

ยาไดเมอร์แคปรอลมีขนาดการบริหารยา/ใช้ยาขึ้นกับชนิดของโลหะหนัก ตัวอย่างเช่น

ก. รักษาพิษจากสารหนูหรือพิษจากทอง:

  • ผู้ใหญ่อายุมากกว่า 18 ปี: วันที่ 1 - 2 ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อขนาด 10 - 12 มิลลิกรัม/น้ำหนัก ตัว 1 กิโลกรัม/วันโดยแบ่งให้ผู้ป่วยทุกๆ 6 ชั่วโมงเป็นเวลา 2 วัน, วันที่ 3 ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อขนาด 5 - 6 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วันโดยแบ่งให้ผู้ป่วยทุกๆ 12 ชั่วโมงเป็นเวลา 1 วัน, วันที่ 4 -14 ฉีดยาเข้ากล้ามฯขนาด 2.5 - 3 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมวันละครั้งเป็นเวลา 11 วัน

ข. รักษาพิษจากปรอท:

  • ผู้ใหญ่อายุมากกว่า 18 ปี: วันที่ 1 ฉีดยาเข้ากล้ามฯขนาด 5 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม วันละครั้งเพียง 1 วัน, วันที่ 2 – 11 ฉีดยาเข้ากล้ามฯขนาด 2.5 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมทุก 12 - 24 ชั่วโมงเป็นเวลา 10 วัน

ค. รักษาพิษจากตะกั่ว:

  • ผู้ใหญ่อายุมากกว่า 18 ปี: เริ่มต้นฉีดยาเข้ากล้ามฯขนาด 4 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม จากนั้นฉีดยาขนาด 3 - 4 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมโดยใช้ควบคู่กับยา Edetate calcium disodium ทุก 4 ชั่วโมง และต้องให้ยาเพื่อคงระดับการรักษาต่ออีกเป็นเวลา 2 - 7 วัน

ง. รักษาพิษโลหะหนักในเด็ก:

  • เด็กอายุ 1 เดือน - 18 ปี: ฉีดยาเข้ากล้ามฯขนาด 2.5 - 3 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุกๆ 4 ชั่วโมงเป็นเวลา 2 วัน จากนั้นฉีดยาเข้ากล้ามฯขนาดเดียวกันวันละ 2 - 4 ครั้งในวันที่ 3, และฉีดยาเข้ากล้ามขนาดเดียวกันวันละ 1 - 2 ครั้งอีก 10 วัน
  • เด็กอายุต่ำกว่า 1 เดือน: ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาแน่ชัดถึงขนาดยาในเด็กกลุ่มนี้ การใช้ยาในเด็กกลุ่มนี้จึงอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษา

จ. รักษาอาการของ Wilson’s disease:

  • ผู้ใหญ่และเด็ก: ฉีดยาเข้ากล้ามฯขนาด 2.5 - 3 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมวันละ 2 - 3 ครั้ง ระยะเวลาการใช้ยานี้ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษา

*****หมายเหตุ:

  • ขนาดยาและระยะเวลาในการใช้ยาที่ระบุในบทความนี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนคำสั่งใช้ยาของแพทย์ได้ การใช้ยาที่เหมาะสมควรต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

เมื่อมีการสั่งยาควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกรอย่างไร?

เมื่อมีการสั่งยาทุกชนิดที่รวมถึงยาไดเมอร์แคปรอล ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกรดังนี้

ไดเมอร์แคปรอลมีผลไม่พึงประสงค์อย่างไร?

ยาไดเมอร์แคปรอลสามารถก่อให้เกิดผลไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง/อาการข้างเคียง) ดังนี้ เช่น เกิดภาวะความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว มีน้ำลายมาก เหงื่อออกมาก มีภาวะกระตุ้นสมอง (เช่น กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ) คลื่นไส้ อาเจียน แสบร้อนบริเวณริมฝีปาก ในลำคอ และในลูกตา ปวดท้องและปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ประสาทสัมผัสเพี้ยน และมีไข้

สำหรับผู้ที่ได้รับยานี้เกินขนาด: จะมีอาการอาเจียน เกิดอาการชัก และมึนงงภายใน 30 นาทีและอาการทรุดลงภายใน 6 ชั่วโมงหลังการฉีดยานี้เกินขนาด กรณีนี้แพทย์มักแก้ไขโดยใช้ยา Diphenhydramine 50 มิลลิกรัมหรือ Ephedrine 30 มิลลิกรัมฉีดเข้าใต้ผิวหนัง

มีข้อควรระวังการใช้ไดเมอร์แคปรอลอย่างไร?

มีข้อควรระวังการใช้ยาไดเมอร์แคปรอลเช่น

***** อนึ่ง:

ทุกคนต้องตระหนักถึงความปลอดภัยจากการใช้ ”ยา” ที่รวมถึงยาแผนปัจจุบันทุกชนิด (รวม ยาไดเมอร์แคปรอลด้วย) ยาแผนโบราณทุกชนิดและสมุนไพรต่างๆเสมอ เพราะยามีทั้งให้คุณและให้โทษ ดังนั้นเมื่อมีการใช้ยาทุกครั้งควรต้องปฏิบัติตาข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิดเสมอ (อ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิด) รวมทั้งควรต้องปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อนซื้อยาใช้เองเสมอด้วยเช่นกัน

ไดเมอร์แคปรอลมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นอย่างไร?

ยาไดเมอร์แคปรอลมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นเช่น

  • ห้ามใช้ยาไดเมอร์แคปรอลร่วมกับยาหรืออาหารเสริมที่ผสมธาตุเหล็ก ด้วยจะทำให้เกิดพิษ(ผลข้างเคียง) ของการใช้ยาไดเมอร์แคปรอลติดตามมา

ควรเก็บรักษาไดเมอร์แคปรอลอย่างไร?

ควรเก็บยาไดเมอร์แคปรอลภายใต้อุณหภูมิ 2 - 25 องศาเซลเซียส (Celsius) ไม่เก็บยาในช่องแช่แข็งของตู้เย็น เก็บยาในภาชนะที่ปิดมิดชิด พ้นแสงแดด ความร้อนและความชื้น และเก็บยาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไดเมอร์แคปรอลมีชื่ออื่นอีกไหม? ผลิตจากบริษัทอะไรบ้าง?

ยาไดเมอร์แคปรอลที่จำหน่ายในประเทศไทย มียาชื่อการค้าอื่นและบริษัทผู้ผลิตเช่น

ชื่อการค้าบริษัทผู้ผลิต
B.A.L. (บี.เอ.แอล) Samarth

บรรณานุกรม

  1. https://en.wikipedia.org/wiki/Dimercaprol [2015,Aug1]
  2. http://www.drugs.com/mtm/dimercaprol.html [2015,Aug1]
  3. http://reference.medscape.com/drug/bal-dimercaprol-343726 [2015,Aug1]
  4. http://www.mims.com/INdia/drug/info/dimercaprol/ [2015,Aug1]
  5. https://www.medicines.org.uk/emc/medicine/10794 [2015,Aug1]
  6. http://dmsic.moph.go.th/dmsic/admin/files/userfiles/files/essential_book_56.pdf [2015,Aug1]
  7. http://www.mims.com/India/drug/info/b-a-l-/B.A.L.%20inj [2015,Aug1]
  8. http://www.mims.com/INdia/drug/info/dimercaprol/?type=full&mtype=generic#Dosage [2015,Aug1]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน sirikul
Frame Bottom