Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ระบบโรคติดเชื้อ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ติดเชื้อจากแมวข่วน 

บทนำ

ไข้แมวข่วน (Cat scratch fever) หรือโรคแมวข่วน (Cat scratch disease) ย่อว่าโรคซีเอสดี (CSD) เป็นโรคเกิดจากร่างกายติดเชื้อแบคทีเรีย (ชนิดแกรมลบ) ในสกุล/Genus ที่ชื่อ Bartonella โดยชนิด/Species ที่มักก่อโรคในคนคือ Bartonella henselae (B. henselae) ซึ่งไข้แมวข่วนจัดเป็นโรคหนึ่งที่รวมอยู่ในกลุ่มโรคที่เรียกว่า “Bartonellosis/บาร์โทเนลโลสิส/ โรคต่างๆที่เกิดจากแบคทีเรียสกุล Bartonella” โดยเชื้อจะอาศัยอยู่ในต่อมน้ำลายของแมวแต่ไม่ก่ออาการในแมว ซึ่งเชื้อจะมีอยู่ในน้ำลายติดอยู่ที่ขนและติดที่เล็บของแมว คนติดโรค/ติดเชื้อจากถูกแมวข่วน (มักจากแมวข่วนจึงได้ชื่อว่า “โรคแมวข่วน/Cat scratch disease” แต่เพราะมีอาการไข้ด้วยจึงเรียกได้อีกชื่อว่า “ไข้แมวข่วน/Cat scratch fever”) กัด และ/หรือแมวเลีย

แบคทีเรีย B.henselae เจริญเติบโตได้ดีในอุณหภูมิช่วง 35 - 37 องศาเซลเซียส (Cel sius) เป็นแบคทีเรียพบได้ทั่วโลก แต่มักพบในเขตร้อนชื้น ทั้งนี้มีคน แมว (มักเป็นลูกแมวบ้าน) และสุนัขเป็นโฮสต์ (Host) โดยแหล่งรังโรคคือ แมว แต่อาจพบเป็นสัตว์อื่นได้บ้างเช่น สุนัข และลิง แบคทีเรียนี้สามารถทำลายได้ด้วย

ไข้แมวข่วนเป็นโรคพบได้ทั่วโลก ไม่ขึ้นกับเชื้อชาติ สถิติการเกิดโรคไม่แน่นอน ขึ้นกับอัตราการเลี้ยงแมว แต่พบได้ในประเทศร้อนชื้นมากกว่าในประเทศเขตหนาว ในสหรัฐอเมริกาในแต่ละปีพบโรคนี้ได้ประมาณ 6.6 รายต่อประชากร 1 แสนคน แต่เชื่อว่าน่าพบโรคได้สูงกว่านี้ เพียงแต่ผู้ป่วยไม่มาพบแพทย์ เพราะโดยทั่วไปโรคหายได้เองด้วยการดูแลตนเองตามอาการ โรคนี้พบได้ทั้ง 2 เพศแต่พบในผู้ชายบ่อยกว่าในผู้หญิงเล็กน้อย และเป็นโรคพบได้ในทุกอายุ แต่ 80% ของผู้ป่วยจะอายุต่ำกว่า 21 ปี ซึ่งเข้าใจว่าเพราะเป็นวัยที่ชอบเล่น/ชอบเลี้ยงลูกแมว จึงสัมผ้สโรคได้บ่อยกว่าคนวัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ

ไข้แมวข่วนเกิดได้อย่างไร?

ไข้แมวข่วน

ไข้แมวข่วนเกิดจากแบคทีเรียชนิด B.henselae ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (Zoonoses) โดยมักเกิดจากคลุกคลีกับลูกแมว กล่าวคือประมาณ 90% ของผู้ป่วยโรคนี้มีประวัติสัมผัสแมว โดยประมาณ 75% ของกลุ่มนี้เกิดจากแมวข่วนและ/หรือแมวกัด แต่บางคนส่วนน้อยมากอาจสัมผัสสัตว์อื่นเช่นสุนัข หรือไม่มีประวัติสัมผัสกับสัตว์ชัดเจน ทั้งนี้โรคอาจติดต่อจากแมวสู่คนได้อีกวิธีคือ คนถูกหมัดแมวกัด (หมัดแมวมีเชื้อโรคติดจากแมว) ซึ่งพบว่าเป็นวิธีที่ทำให้เกิดโรคนี้ระบาดในคนบ้านเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานการติดต่อของโรคนี้จากคนสู่คน ทั้งนี้เมื่อเชื้อแบคทีเรียโรคนี้เข้าสู่ร่างกายระยะฟักตัวของโรคจะประมาณ 3 - 12 วันนับจากสัมผัสแมว

ใครมีปัจจัยเสี่ยงเกิดไข้แมวข่วน?

ผู้มีปัจจัยเสี่ยงเกิดไข้แมวข่วนได้แก่

  • เลี้ยงลูกแมวคือแมวที่อายุต่ำกว่า 12 เดือนเพราะเป็นช่วงอายุของแมวที่มักมีเชื้อโรคนี้อา ศัยอยู่ (มีลูกแมวเป็นโฮสต์)
  • ถูกข่วน กัด เลีย โดยแมวที่ติดเชื้อ (มักเป็นลูกแมว)
  • เลี้ยงลูกแมวหลายตัว
  • แมวที่เลี้ยงโดยเฉพาะลูกแมวมีหมัด

ไข้แมวข่วนมีอาการอย่างไร?

อาการที่เกิดจากไข้แมวข่วนที่เด่นชัดและเป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเกือบทุกรายคือ การมีต่อมน้ำเหลืองอักเสบชนิดที่เป็นโรคกึ่งเฉียบพลัน (Subacute disease) คือ อักเสบอยู่นานประมาณ 2 - 6 เดือนแล้วค่อยๆยุบหายไปเอง แต่บางรายการอักเสบอาจอยู่ได้นานเป็นปี ทั้งนี้ อาการต่อมน้ำเหลืองอักเสบมักเกิดหลังจากสัมผัสแมว/ถูกแมวข่วน/กัดประมาณ 1 - 3 สัปดาห์ (มีรายงานตั้งแต่ 5 วันไปจนถึง 120 วัน) ทั้งนี้ตรงบริเวณแมวข่วน/กัดอาจพบเป็นรอยแผลแดง ขนาดเล็ก ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำ และกลายเป็นแผลแห้งที่ตกสะเก็ด อาจพบรอยแผลเดียว หรือ 2 - 3 รอยแผล ทั้งนี้แผลทางเข้าของเชื้อเหล่านี้มักพบเกิดประมาณ 3 - 10 วันหลังถูกแมวกัด/ข่วนและอยู่ได้นานเป็นสัปดาห์

ส่วนการอักเสบของต่อมน้ำเหลืองอาจเกิดต่อมเดียวข้างเดียวกับรอยแผลถูกข่วน/กัด แต่พบเกิด 2 - 3 ต่อม หรือพบในหลายๆตำแหน่งทั่วตัวได้ (เช่น รักแร้ คอ ขาหนีบ) ต่อมน้ำเหลืองที่อักเสบมักพบเป็นต่อมฯที่อยู่ใกล้กับรอยแมวกัด/ข่วน ซึ่งรอยแมวกัด/ข่วนมักเป็นที่มือ แขน คอ ใบหน้า คือจากการอุ้มแมวนั่นเอง ขนาดต่อมน้ำเหลืองที่อักเสบมีรายงานตั้งแต่ 1 - 10 เซน ติเมตร มีลักษณะนุ่ม เจ็บ มีสีออกแดง และอาจเป็นหนองได้ แต่มักไม่เกิดเป็นแผลแตก

นอกจากมีต่อมน้ำเหลืองโตอักเสบแล้ว มักมีอาการอื่นที่พบร่วมด้วยที่เกิดในระยะเวลาประมาณ 3 - 12 วันนับจากถูกแมวกัด/ข่วนเช่น มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ เจ็บคอ คลื่นไส้ อา เจียน ปวดท้อง ขึ้นผื่น และเยื่อตาอักเสบ แต่มักเป็นอาการไม่รุนแรง อย่างไรก็ตาม มีประมาณ 10% ของผู้ป่วยที่จะมีอาการที่รุนแรงจากมีการอักเสบติดเชื้อของอวัยวะสำคัญเช่น

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

เมื่อถูกลูกแมวข่วน กัด และมีอาการดังกล่าว โดยเฉพาะมีต่อมน้ำเหลืองโต คลำได้ เจ็บ บวม แดง ควรพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเสมอ

แพทย์วินิจฉัยไข้แมวข่วนได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยไข้แมวข่วนได้จากหลายๆปัจจัยประกอบกันเช่น อาการของผู้ป่วย ประวัติการสัมผัสแมวหรือสัตว์ต่างๆโดยเฉพาะการถูกข่วน ถูกกัด ถูกเลีย การตรวจร่างกาย การตรวจพบต่อมน้ำเหลือง โต อักเสบ ร่วมกับรอยแผลที่ถูกสัตว์กัด/ข่วน การตรวจหาเชื้อจากสารคัดหลั่งเช่น หนองจากต่อมน้ำเหลืองหรือจากรอยโรค การตรวจเลือดดูค่าสารภูมิต้านทาน(Serologic test) จากโรคนี้ แต่ที่ให้ผลตรวจได้ค่อนข้างชัดเจนคือ การตรวจทางพยาธิวิทยาจากชิ้นเนื้อจากรอยโรค และการตรวจหาเชื้อจากรอยโรคและ/หรือจากสารคัดหลั่งด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนที่มีบริการตรวจเฉพาะในการศึกษาวิจัยเป็นส่วนใหญ่ที่เรียกว่า PCR (Poly merase chain reaction)

นอกจากนั้นคือการตรวจภาพอวัยวะต่างๆที่มีอาการ อาจด้วยเอกซเรย์ อัลตราซาวด์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และ/หรือเอมอาร์ไอ เช่น ภาพหัวใจ สมอง ทั้งนี้ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษา

รักษาไข้แมวข่วนได้อย่างไร?

แนวทางการรักษาไข้แมวข่วนคือ การใช้ยาปฏิชีวนะและการรักษาประคับประคองตามอาการ

ก. การให้ยาปฏิชีวนะ: คือการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อนี้ ซึ่งยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาโรคนี้ได้ผลมีหลายชนิด ซึ่งการจะเลือกใช้ยาชนิดใดและระยะเวลารักษานานเท่าไรจะขึ้นกับความรุนแรงของอาการ เป็นการติดเชื้อที่อวัยวะใด และดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษา ยาปฏิชีวนะดังกล่าวเช่น Azithromycin, Rifampin, Ciprofloxacin, Bactrim, Gentamycin, Tetracy cline, Erythromycin

ข. การรักษาประคับประคองตามอาการ: คือ มีอาการอะไรก็รักษาตามอาการนั้น เช่น การให้ยาลดไข้เมื่อมีไข้ การให้ยาแก้ปวดเมื่อมีอาการปวด การเจาะหนองออกเมื่อต่อมน้ำ เหลืองอักเสบโตเป็นหนอง การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำเมื่อกิน/ดื่มได้น้อย เป็นต้น

ไข้แมวข่วนก่อผลข้างเคียงอย่างไร?

ผลข้างเคียงจากไข้แมวข่วนคือ การติดเชื้อรุนแรงเช่น การติดเชื้อในกระดูก การติดเชื้อที่ตา สมองอักเสบ และ/หรือเยื่อบุหัวใจอักเสบ

ไข้แมวข่วนมีการพยากรณ์โรคอย่างไร?

โดยทั่วไปในคนที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคปกติ ไข้แมวข่วนมักมีการพยากรณ์โรคที่ดี รัก ษาได้หาย โอกาสเสียชีวิต (ตาย) มีได้น้อย โดยอาการมักกลับปกติในระยะเวลาเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรือหลายเดือน ขึ้นกับความรุนแรงของอาการและเป็นการติดเชื้อกับอวัยวะใด โดยการติดเชื้อรุนแรงที่มักเป็นเหตุเสียชีวิต มักเป็นการติดเชื้อที่สมองและ/หรือการติดเชื้อในกระแสโลหิต

แต่ถ้าเป็นการติดเชื้อในคนที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ โรคมักรุนแรงและเป็นสาเหตุเสียชีวิตได้สูง

ในส่วนการโตอักเสบของต่อมน้ำเหลือง ต่อมน้ำเหลืองจะค่อยๆยุบลงเองใช้เวลาประ มาณ 3 - 6 เดือนหรือบางคนอาจ 1- 2 ปี

อนึ่ง เมื่อเป็นการติดเชื้อในเด็ก ร่างกายมักมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคนี้อยู่ได้นาน แต่ยังไม่ทราบชัดเจนว่านานเท่าไร แต่ถ้าเป็นการติดเชื้อในผู้ใหญ่ โรคอาจกลับเป็นซ้ำได้ โดยมีรายงานการกลับเป็นซ้ำได้ภายใน 6 - 12 เดือนหลังการติดเชื้อครั้งแรก

ดูแลตนเองอย่างไร?

การดูแลตนเองที่บ้านเมื่อเป็นไข้แมวข่วนได้แก่

พบแพทย์ก่อนนัดเมื่อไหร่?

ควรพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนนัดเสมอเมื่อ

ป้องกันไข้แมวข่วนได้อย่างไร?

ปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนหรือยาที่ใช้ป้องกันไข้แมวข่วน แต่สามารถป้องกันไข้แมวข่วนได้จาก

  • หลีกเลี่ยงแมว กัด ข่วน ไม่แหย่แมว หลีกเลี่ยงการสัมผัสแมวจรจัด ระวังไม่ให้หมัดแมว/หมัดสัตว์กัด
  • ดูแลแมวไม่ให้มีหมัด ไม่ให้แมวเลี้ยงสัมผัสกับแมวจรจัด
  • เมื่อมีแผล ต้องไม่ให้แผลสัมผัสแมว
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันต้าน ทานโรคปกติ ลดความรุนแรงของโรคเมื่อมีการติดเชื้อเกิดขึ้น
  • เมื่อมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ ต้องไม่เลี้ยงแมวหรือสัตว์เลี้ยงทุกชนิด เพื่อป้องกันโรคที่เกิดจากสัตว์

บรรณานุกรม

1. http://www.phac-aspc.gc.ca/lab-bio/res/psds-ftss/bartonella-henselae-eng.php[2015,March28]
2. Klotz,s., and Ellioh,S. (2011).Am Fam Physician. 83, 152-155
3. Lamps,L., and Scott, M. (2004). Am J Clin Patho. 121 (suppl), s71-s80
4. Nervi,S. et al. (2014). http://emedicine.medscape.com/article/214100-overview#showall[2015,March28]
5. http://www.cdc.gov/bartonella/ [2015,March28]



สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom