Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ระบบโรคติดเชื้อ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

บทนำ

โรคไข้กระต่าย (Rabbit fever) หรืออีกชื่อคือ “โรคทูลารีเมีย (Tularemia)” เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียชนิดรุนแรงชนิดหนึ่ง เป็นโรคติดต่อที่สามารถก่อให้เกิดโรคระบาดได้ โดยเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อ Francisella tularensis (F. tularensis)

โรคไข้กระต่ายเป็นโรคติดต่อจากสัตว์ประเภทสัตว์ฟันแทะสู่คน โดยส่วนใหญ่คือจากกระ ต่ายจึงได้ชื่อว่า “โรคไข้กระต่าย” ส่วนชื่อ “ทูลารีเมีย” ได้มาจากเมืองชื่อ Tulare ในรัฐแคลิ ฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาที่เป็นเมืองแรกที่รายงานโรคนี้โดยพบโรคในกระรอกในปี ค.ศ. 1911 (พ.ศ. 2454)

โรคไข้กระต่ายเป็นโรคพบได้บ่อยในอเมริกาเหนือ ยุโรป ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย และบางประเทศในเอเชียเช่น ญี่ปุ่น มีรายงานน้อยมากถึงไม่พบโรคในอัฟริกาและในอเมริกาใต้

ในสหรัฐเมริกามีรายงานพบโรคนี้ได้ประมาณ 200 รายต่อปี

ในประเทศไทยยังไม่มีรายงานที่ชัดเจนถึงการเกิดโรคนี้ แต่มีรายงานพบผู้สงสัยเป็นโรคนี้ 1 รายและเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2550 ที่ประจวบคีรีขันธ์โดยเชื่อว่าเกิดจากการสัมผัสกระต่ายที่สั่งมาจากต่างประเทศ

โรคไข้กระต่ายพบเกิดในทุกเพศ ทุกวัยแต่วัยที่มีโอกาสสัมผัสโรคสูงกว่าคือ วัยหนุ่มสาว และผู้ใหญ่

โรคไข้กระต่ายมีสาเหตุจากอะไร? ติดต่อได้อย่างไร?

ไข้กระต่าย

โรคไข้กระต่ายเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชื่อ Francisella tularensis (F. tularensis) ที่แบ่งเป็น 4 ชนิดย่อยที่มีความรุนแรงโรคต่างกันได้แก่ Subtype A (Biovar tularensis), Sub type B (Biovar palearctica), Subtype Novicida, และ Subtype Biovar mediasiatica โดย เชื้อชนิด เอ/A เป็นชนิดรุนแรงที่สุด และเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้จากการก่อให้เกิดปอดอักเสบ/ปอดบวม ส่วนชนิด บี/B และชนิด Novicida เป็นชนิดไม่รุนแรง และชนิด Biovar mediasiatica เป็นชนิดที่แพทย์มีข้อมูลที่ไม่แน่ชัด แต่อย่างไรก็ตามทุกชนิดของเชื้อที่ก่อโรค มีธรรมชาติของโรคเหมือนกัน ต่างกันแต่ที่ความรุนแรง (การพยากรณ์โรค)

เชื้อโรคไข้กระต่ายสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานในดิน โคลน ซากสัตว์ และอยู่ได้เป็นปีเมื่อถูกแช่แข็ง โดยเชื้อถูกทำลายได้ในน้ำยาฆ่าเชื้อทั่วๆไปเช่น 70% แอลกอฮอล์ และ Formalde hyde และจากความร้อนที่อุณหภูมิ 121 องศาเซลเซียส (Celsius) นานประมาณ 15 นาที หรือจากการอบที่อุณหภูมิ 100 - 170 องศาเซลเซียสนานประมาณ 1 ชั่วโมง

โรคไข้กระต่าย มีสัตว์ฟันแทะเป็นรังโรคทั้งที่เป็นสัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยง (เช่น กระต่าย กระ รอก หนู บีเวอร์) แต่พบบ่อยจากกระต่าย อย่างไรก็ตาม สามารถพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิดเช่น กวาง วัว ควาย แกะ และสัตว์กินเนื้อต่างๆเช่น แมว โดยมีหมัด เห็บ ไร ของสัตว์เหล่านี้เป็นพาหะโรค

โรคไข้กระต่ายเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ไม่ติดต่อจากคนสู่คน โดยคนติดโรคได้จาก

  • ถูกหมัด เห็บ ไร สัตว์ กัด
  • จากการสัมผัสทางผิวหนังและ/หรือทางเยื่อเมือก (เช่น ใช้มือที่สัมผัสโรคเช็ดตา) จากสัมผัสตัวสัตว์โดยตรง เนื้อสัตว์ สารคัดหลั่งของสัตว์ที่ติดโรค ทั้งที่เรามีแผลหรือไม่มีแผล รวม ถึงการสัมผัสซากสัตว์ของสัตว์ติดโรค
  • จากการสัมผัสดิน โคลน แหล่งน้ำ ที่ปนเปื้อนอุจจาระ ปัสสาวะ สารคัดหลั่ง ซากสัตว์ ที่ติดโรค
  • ทางการหายใจรวมทั้งจากฝุ่นละอองที่เชื้อโรคปนอยู่
  • ทางอาหาร น้ำดื่ม การกินเนื้อสัตว์ติดโรค และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ดิบหรือปรุงสุกๆดิบๆ
  • ถูกสัตว์ติดโรคกัด
  • จากการใช้เชื้อนี้เป็นอาวุธสงคราม

โรคไข้กระต่ายก่อโรคได้อย่างไร?

เมื่อคนได้รับเชื้อแบคทีเรีย F. tularensis เชื้อจะเข้าสู่เม็ดเลือดขาวชนิดที่ชื่อว่า Macro phage และเชื้อจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากมายในเม็ดเลือดขาวนี้ ต่อจากนั้นเชื้อในเม็ดเลือดขาวเหล่านี้จะแพร่กระจายตาเม็ดเลือดขาวเข้าสู่กระแสโลหิตและระบบน้ำเหลืองที่ทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อไปยังอวัยวะต่างๆทั่วร่างกายเช่น ปอด ตับ ม้าม และต่อมน้ำหลืองทั่วตัว ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบของอวัยวะต่างๆทั่วตัวและอาจเกิดเป็นหนองได้ ซึ่งถ้าเกิดการอักเสบในอวัยวะสำคัญเช่น ปอด จะก่อให้เกิดปอดอักเสบ/ปอดบวม ซึ่งเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้สูงถึงประมาณ 50% ของผู้ป่วย

ใครมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดโรคไข้กระต่าย?

ผู้มีปัจจัยเสี่ยงเกิดโรคไข้กระต่ายคือ ผู้ที่มีโอกาสสัมผัสกับเชื้อแบคทีเรีย F. tularensis ได้สูงเช่น ผู้เลี้ยงสัตว์ ทำฟาร์มสัตว์ ทำสวน (เพราะเชื้อที่ปนเปื้อนจากสารคัดหลั่งของสัตว์อาจปน เปื้อนในดิน) นักล่าสัตว์ คนขายเนื้อ ขายสัตว์ ผู้ขนส่งสัตว์ สัตวแพทย์ ผู้ทำงานในห้องปฏิบัติ การเกี่ยวกับเชื้อนี้ และ/หรือการเดินทางท่องเที่ยวในถิ่นของโรค

โรคไข้กระต่ายมีอาการอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไหร่?

โรคไข้กระต่ายมีระยะฟักตัวของโรคประมาณ 3 - 21 วัน แต่โดยทั่วไปจะประมาณ 3 - 5 วัน ทั้งนี้อาการและอาการแสดงพบได้ 6 แบบ/ลักษณะได้แก่

ก. Ulceroglandular form: เป็นการติดเชื้อในแบบมีแผลที่ผิวหนังและมีต่อมน้ำ เหลืองโตคลำพบได้ เป็นแบบที่พบบ่อยที่สุดประมาณ 80% ของผู้ป่วย เป็นแบบที่เกิดจากติดเชื้อทางผิวหนัง จากถูกหมัด เห็บ ไร สัตว์ป่วยกัด หรือติดเชื้อจากการเกา ผิวหนังมีแผล โดยเชื้อจะเข้าสู่ผิวหนังและเข้าสู่ระบบน้ำเหลืองโดยตรง อาการที่พบคือ มีไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย และตรวจร่างกายพบมีแผลที่ติดเชื้อและมีต่อมน้ำเหลืองอาจทั่วตัว โตและเจ็บ

ข. Glandular form: เป็นการติดเชื้อเฉพาะต่อมน้ำเหลือง/ต่อมน้ำเหลืองโต พบอาการและอาการแสดงเช่นเดียวกับแบบ Ulceroglandular form ยกเว้นไม่พบแผลที่ผิวหนัง อาการกลุ่มนี้พบได้น้อย

ค. Oculoglandular form: เป็นการติดเชื้อที่ตาร่วมกับมีต่อมน้ำเหลืองโต เป็นการติดเชื้อแบบที่พบได้น้อย โดยเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อตา มักจากการขยี้ตาจากมือที่ติดเชื้อ หรือสิ่งของที่ติดเชื้อสัมผัสตาเช่น ผ้าเช็ดหน้า บางครั้งจากสารต่างๆที่ติดเชื้อกระเด็นเข้าตา เช่น เลือด อาการและอาการแสดงที่พบได้คือ ปวดตา ตาแดง ตาบวม มีขี้ตา ตาพร่า อาจเห็นภาพผิด ปกติ (พบน้อย) พบแผลติดเชื้อที่เยื่อตาและมีต่อมน้ำเหลือโต เจ็บ มักเป็นต่อมน้ำเหลืองที่ลำคอ และ/หรือที่หน้าใบหู

ง. Oropharyngeal form: เป็นการติดเชื้อที่มีรอยโรคในช่องปากและคอหอย เป็นโรคแบบที่พบได้น้อยเช่นกัน โดยติดเชื้อจากการบริโภค ซึ่งอาการและอาการแสดงที่พบได้แก่ มีไข้สูงเฉียบพลัน เจ็บคอ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และพบแผลในช่องปาก คอหอย ลำคอ ถ้าอาการรุนแรงอาจพบมีเลือดออกในทางเดินอาหาร รวมทั้งอาจมีต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโต เจ็บ

จ. Pneumonic form: เป็นการติดเชื้อที่ปอด เป็นโรคในแบบที่พบได้น้อย ติดเชื้อจากทางการหายใจ (มักพบในผู้สูงอายุ คนที่ทำงานในห้องปฏิบัติการ และมักเกิดร่วมกับการติดเชื้อนี้ในกระแสโลหิต/ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ เป็นโรคที่รุนแรงที่สุด และเป็นสาเหตุเสียชีวิตสูง อา การและอาการแสดงที่พบได้คือ ไข้สูง ไอมักไม่มีเสมหะ (แต่มีเสมหะก็ได้) เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก เอกซเรย์ปอดพบปอดอักเสบเป็นจุดๆกระจายได้ทั่วทั้งปอด และ/หรือปอดอักเสบทั้งกลีบ (Lobar pneumonia) และมักพบมีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด (มักเป็นน้ำเลือด)

ฉ. Typhoidal form หรือ Septicemia form: เป็นการติดเชื้อที่โรคกระจายทั่วตัวตากระแสโลหิต/ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ ที่มีอาการคล้ายโรคไทฟอยด์ เป็นโรคแบบที่พบได้ประมาณ 10 - 15% ของผู้ป่วย เป็นการติดเชื้อที่รุนแรงที่สุดเช่นกัน มักพบร่วมกับการติดเชื้อที่ปอด เชื่อว่าเป็นการติดเชื้อจากการบริโภคแล้วเชื้อผ่านจากลำไส้เข้าสู่กระแสโลหิต อาการและอาการแสดงจะคล้ายกับในโรคไข้ไทฟอยด์คือ มีไข้สูงเฉียบพลัน อ่อนเพลียมาก อาเจียน ท้อง เสีย ตับโต ม้ามโต และมักมีปอดอักเสบ/ปอดบวมร่วมด้วย

นอกจากการติดเชื้อในแบบ/ลักษณะดังกล่าวทั้ง 6 แบบแล้ว ยังสามารถพบการติดเชื้อ

อนึ่ง เมื่อมีประวัติสัมผัสสัตว์ทุกชนิดโดยเฉพาะสัตว์ฟันแทะที่ป่วย และผู้สัมผัสเกิดมีอา การผิดปกติดังกล่าวเช่น มีไข้เฉียบพลัน มีแผลและ/หรือมีต่อมน้ำเหลืองโต ควรรีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเสมอ

แพทย์วินิจฉัยโรคไข้กระต่ายได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคไข้กระต่ายได้จากประวัติอาการ ประวัติการสัมผัสโรค การงาน อาชีพ การตรวจร่างกาย และการตรวจสืบค้นเพิ่มเติมตามอาการและดุลพินิจของแพทย์เช่น การตรวจเลือดดูสารภูมิต้านทานและ/หรือสารก่อภูมิต้านทานของโรคนี้ การเพาะเชื้อ (แต่โอกาสไม่พบเชื้อสูง) จากเลือด เสมหะ น้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด และ/หรือจากต่อมน้ำเหลืองที่โต นอกจาก นั้นคือ การตัดชิ้นเนื้อจากแผลและ/หรือจากต่อมน้ำเหลืองที่โตเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา

รักษาโรคไข้กระต่ายอย่างไร?

การรักษาโรคไข้กระต่ายคือ การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ และการรักษาประคับประคองตามอาการ

โรคไข้กระต่ายมีผลข้างเคียงอย่างไร?

ผลข้างเคียง/ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้จากโรคไข้กระต่ายได้แก่ ภาวะไตวายเฉียบพลัน และการติดเชื้อในระบบต่างๆของร่างกายดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อ อาการ เช่น ปอด กระดูก ระบบ ประสาท เยื่อหุ้มหัวใจ และประสาทตา

โรคไข้กระต่ายมีการพยากรณ์โรคอย่างไร?

การพยากรณ์โรคของโรคไข้กระต่ายขึ้นกับหลายปัจจัยเช่น ชนิดของเชื้อสายพันธุ์ย่อย จำนวนเชื้อที่ร่างกายได้รับว่ามากหรือน้อย ชนิดของอาการ/ของการติดเชื้อว่าเป็นแบบไหน อายุ (ผู้สูงอายุโรครุนแรงกว่า) การมีโรคประจำตัว และการพบแพทย์เร็วหรือช้า

โดยทั่วไปถ้าไม่มีปัจจัยเสี่ยงเกิดโรครุนแรง เมื่อได้รับยาปฏิชีวนะ โรคหายได้ภายในระยะ เวลาประมาณ 2 - 3 สัปดาห์ ซึ่งอัตราเสียชีวิต (ตาย) อยู่ที่ประมาณ 2 - 5% แต่ถ้าเป็นโรคที่มีการติดเชื้อที่ปอด และ/หรือติดเชื้อแบบการติดเชื้อในกระแสโลหิต มีโอกาสเสียชีวิตได้สูงขึ้น คือ ประมาณ 10 - 50% ขึ้นกับปัจจัยต่างๆดังกล่าวในตอนต้นหัวข้อนี้

ดูแลตนเองอย่างไร? ควรพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อไร?

การดูแลตนเองเมื่อป่วยด้วยโรคไข้กระต่ายคือ

  • ปฏิบัติตามแพทย์พยาบาลแนะนำ
  • กินยาที่แพทย์สั่งให้ครบถ้วน ถูกต้อง ไม่ขาดยา กินยาให้หมดตามที่แพทย์สั่ง ถึง แม้อาการจะหายแล้ว
  • พบแพทย์/ไปโรงพยาบาลตามนัด
  • พบแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนนัดเมื่ออาการต่างๆเลวลง มีอาการที่ผิดไปจากเดิม และ/หรือเมื่อกังวลในอาการ

ป้องกันโรคไข้กระต่ายอย่างไร?

การป้องกันโรคไข้กระต่ายได้แก่

  • รักษาความสะอาดร่างกาย โดยเฉพาะมือเมื่อสัมผัสสัตว์รวมถึงสัตว์เลี้ยง
  • ดูแลสัตว์เลี้ยงไม่ให้มีหมัด เห็บ ไร รวมทั้งหาทางป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงสัมผัสสัตว์ป่วยหรือสัตว์อื่นที่ไม่ใช่สัตว์เลี้ยง
  • เมื่อมีสัตว์ป่วย ต้องดูแลรักษาความสะอาดให้ดี ป้องกันการติดเชื้อต่างๆจากสัตว์
  • ระมัดระวังการถูกกัดจากหมัด เห็บ ไร โดยเฉพาะในการเดินทางท่องเที่ยวหรือไปในถิ่นของโรค
  • รักษากฎในการป้องกันการติดโรคอย่างเคร่งครัดเมื่อมีอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสัตว์
  • ในการทำสวนที่บ้านควรต้องใช้ถุงมือยางและถุงเท้ายางเพื่อป้องกันการสัมผัสดินที่อาจปนเปื้อนเชื้อ
  • ปัจจุบันมีวัคซีนฉีดป้องกันโรคนี้ แต่แพทย์แนะนำฉีดเฉพาะคนกลุ่มเสี่ยงและเฉพาะ เท่าที่จำเป็น เพราะเป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็น (Live attenuated vaccine) จึงอาจมีผลข้างเคียงได้สูงโดยเฉพาะการติดเชื้อนี้จากวัคซีนที่ฉีด และเนื่องจากเป็นโรคพบ ได้น้อยในคนทั่วไป การใช้วัคซีนในคนทั่วไปจึงไม่คุ้มค่าและอาจเสี่ยงจากผลข้าง เคียงของวัคซีนโดยไม่จำเป็น

บรรณานุกรม

  1. 1. วิมล เพชรกาญจนาพงศ์: http://webdb.dmsc.moph.go.th/ifc_nih/a_nih_1_001c.asp?info_id=1390 [2015,March7]
  2. โรทูลารีเมีย หรือไข้กระต่าย http://beid.ddc.moph.go.th/media/factsheet_detail.php?id=29 [2015,March7]
  3. Bratton,K. et al. (2005). Tick-borne disease. Am Fam Physician. 71,2323-2330
  4. Cleveland,K. (2014).Tularemia http://emedicine.medscape.com/article/230923-overview#showall[2015,March7]
  5. Gibson,C. et al.http://www.wikidoc.org/index.php/Tularemia_pathophysiology [2015,March7]
  6. Tularemiahttp://www.cdc.gov/tularemia/ [2015,March7]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom