Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ตับ  ระบบทางเดินอาหาร  ระบบโรคติดเชื้อ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

คลื่นไส้  อ่อนเพลีย  ตัวตาเหลือง  คลื่นไส้อาเจียน 

บทนำ

โรคไวรัสตับอักเสบ (Viral hepatitis) เป็นโรคพบบ่อยโรคหนึ่งซึ่งเกิดจากตับติดเชื้อไวรัสตับอักเสบที่มีหลายสายพันธุ์ย่อย แต่ที่พบบ่อยได้แก่ การติดเชื้อสายพันธุ์ชนิด เอ บี และซี แต่ในบทนี้จะกล่าวถึงเฉพาะการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ชนิด เอ เท่านั้น ซึ่งคือ โรคไวรัสตับอักเสบ เอ (Viral hepatitis A) หรือชื่อเดิมคือ “Infectious hepatitis”

ไวรัสตับอักเสบ เอ เป็นโรคพบบ่อยทั่วโลกประมาณ 1.4 ล้านคนต่อปี โดยเฉพาะในประเทศยังไม่พัฒนาและกำลังพัฒนา เพราะยังขาดการสาธารณสุขที่ดี โดยเฉพาะในเรื่องน้ำดื่มและ น้ำใช้เป็นโรคพบได้ในทุกอายุ ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้สูงอายุ ทั้งนี้ เพศหญิงและเพศชายมีโอกาสเกิดโรคนี้ใกล้เคียงกัน

โรคไวรัสตับอักเสบ เอ เกิดจากอะไร? ติดต่อได้ไหม? อย่างไร?

โรคไวรัสตับอักเสบ-เอ

โรคไวรัสตับอักเสบ เอ เกิดจากตับติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ เอ (Hepatitis A Virus หรือเรียกย่อว่า HAV) โดยเชื้อผ่านเข้าร่างกายทางปาก เข้าสู่กระแสเลือด/กระแสโลหิต แล้วจึงเข้าสู่ตับ เชื้อในตับจะปนเปื้อนในน้ำดีจากตับเข้าสู่ลำไส้ และปนมาในอุจจาระ เมื่อคนได้รับอุจจาระที่มีเชื้อไวรัสซึ่งปนเปื้อน และปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่ม จึงเกิดโรคไวรัสตับอักเสบ เอ ดังนั้น ไวรัสตับอักเสบ เอ จึงเป็นโรคติดต่อทาง “อุจจาระสู่ปาก (Fecal-Oral route)”

เชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานเป็นเดือนในน้ำดื่มที่ไม่สะอาด น้ำทะเล น้ำเสีย และในดิน ไม่สามารถฆ่าให้ตายด้วย ผงซักฟอก สบู่ สารคลอโรฟอร์ม (Chloroform) ความแห้งแล้ง และการแช่แข็ง แต่ฆ่าให้ตายได้ด้วยแสง ยูวี (UV, Ultraviolet light) หรือ แสงแดด สารคลอรีน (Chlorine) สารฟอร์มาลิน (Formalin) และด้วยอุณหภูมิสูงตั้งแต่ 85 องศาเซลเซียส (Celsius) ขึ้นไป

ไวรัสตับอักเสบ เอ เป็นโรคติดต่อได้ง่าย จึงมีการระบาดได้ง่าย โดยสามารถติดต่อได้จากการกิน และ/หรือ ดื่ม อาหารและ/หรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนอุจจาระที่มีเชื้อนี้อยู่ ซึ่งเชื้อมักอยู่ในอาหารที่ปรุงไม่สุก สุกๆดิบๆ สด อาหารทะเล โดยเฉพาะหอยลวก ปู ผักสด และน้ำดื่มที่ไม่สะอาด โดยเฉพาะในน้ำแข็ง

โดยทั่วไป ผู้ป่วยมักมีอาการภายหลังการได้รับเชื้อประมาณ 2 - 6 สัปดาห์ เฉลี่ยประมาณ 28 วัน (ระยะฟักตัว) ในผู้ป่วยผู้ใหญ่สามารถแพร่เชื้อ (ทางอุจจาระ) ได้ โดยเริ่มตั้งแต่ประมาณ 10 วันก่อนเริ่มมีอาการไปจนถึงประมาณ 1 สัปดาห์หลังมีตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) แต่ในผู้ป่วยเด็ก การแพร่เชื้อทางอุจจาระมีไปตลอดระยะเวลาที่เด็กยังมีอาการตา/ตัวเหลือง หรืออาจนานถึง 6 เดือน (ในเด็กบางคน) อย่างไรก็ตามในช่วงระยะฟักตัว โรคอาจติดต่อทางการให้เลือดได้ (เป็นช่วงมีไวรัสในเลือด) แต่เป็นวิธีติดต่อที่เกิดขึ้นได้น้อยมาก

ไวรัสตับอักเสบ เอ มีอาการอย่างไร?

โรคไวรัสตับอักเสบ เอ มักเป็นการอักเสบติดเชื้อเฉียบพลัน ไม่ค่อยเปลี่ยนรุนแรง เป็นการอักเสบเรื้อรัง หรือโรคตับแข็ง และไม่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับ ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ เอ มักมีอาการอยู่ทั้งหมดประมาณ 8 สัปดาห์ และมักจำเป็นต้องหยุด งานในช่วงมีอาการมากเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 30 วัน ในเด็กเล็กมักไม่มีอาการ แต่เป็นผู้แพร่เชื้อ (เป็นพาหะโรค) ส่วนเด็กโตและในผู้ใหญ่อาการที่พบบ่อย คือ มีอาการคล้ายโรคหวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ มีไข้ (มีได้ทั้งไข้สูงหรือไข้ต่ำ) ปวดศีรษะ ปวดเนื้อตัว เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และท้องเสีย หลังจากนั้น 3 - 7 วัน เมื่ออาการคล้ายโรคหวัดทุเลาลง

นอกจากนั้น อาจคลำพบมี ตับ ม้ามโต และ/หรือ มีต่อมน้ำเหลืองด้านหลังลำคอโต คลำได้เจ็บเล็กน้อย และในขณะมี ตัว ตาเหลือง อาจมีอาการคันได้ จากสารสีเหลืองในเลือดก่อการระคายต่อผิวหนัง

แพทย์วินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบ เอ ได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบ เอ ได้จาก ประวัติอาการ ประวัติการทำงาน การเดินทาง การกินอาหาร/น้ำดื่ม ตรวจร่างกาย ตรวจเลือดซีบีซี/CBC (ดูเม็ดเลือดขาวเพื่อแยกระหว่างติดเชื้อไวรัสหรือติดเชื้อแบคทีเรีย) ตรวจเลือดดูการทำงานของตับ ตรวจเลือดดูสารภูมิต้านทานโรคไวรัสตับชนิดต่างๆเพื่อการวินิจฉัยว่าเป็นไวรัสตับอักเสบชนิดใด และอาจมีการตรวจอื่นๆเพิ่มเติม ทั้งนี้ขึ้นกับอาการผู้ป่วยและดุลพินิจของแพทย์ เช่น การตรวจภาพตับด้วยอัลตราซาวด์

รักษาโรคไวรัสตับอักเสบ เอ อย่างไร?

ในขณะนี้ ยังไม่มียารักษาโรคไวรัสตับอักเสบทุกชนิด รวมทั้งชนิด เอ และไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เพราะยาปฏิชีวนะฆ่าได้เฉพาะแบคทีเรีย ฆ่าไวรัสไม่ได้ การรักษาจึงเป็นการรักษาประคับประคองตามอาการ อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยอาการรุนแรง แพทย์อาจให้ตัวยาภูมิคุ้มกันต้านทานโรค (Immunoglobulin) ซึ่งการใช้ยาตัวนี้อยู่ในดุลพินิจของแพทย์

การรักษาประคับประคองตามอาการที่สำคัญคือ

  • พยายามพักการทำงานของตับโดยพักผ่อนให้มากๆ (จึงจำเป็นต้องหยุดงาน)
  • ดื่มน้ำให้มากกว่าปกติเพื่อขับสารสีเหลืองออกทางปัสสาวะ อย่างน้อยวันละ 6 - 8 แก้ว (เมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำดื่ม)
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ เพราะเพิ่มการทำลายเซลล์ตับ
  • กินอาหารอ่อน (อ่านเพิ่มเติมใน ประเภทอาหารทางการแพทย์) มื้อละน้อยๆ แต่กินให้บ่อยขึ้น พยายามอย่าให้ร่างกายขาดอาหาร
  • กินยาบรรเทาอาการต่างๆเฉพาะตามแพทย์แนะนำเท่านั้น ไม่ซื้อยากินเอง เพราะยาอาจเพิ่มผล ข้างเคียงต่อตับทำลายเซลล์ตับเพิ่มขึ้น
  • เมื่อมีอาการคันใช้ยาทาบรรเทาอาการคันภายนอก เช่น ยาคาลาไมด์ และใช้โลชันชนิดอ่อนโยน(สำหรับเด็กอ่อน) ทาผิวกายภายหลังการอาบน้ำ

มีผลข้างเคียงจากโรคไวรัสตับอักเสบ เอ ไหม?

ผลข้างเคียงจากโรคไวรัสตับอักเสบ เอ คือ การติดเชื้อไวรัสตัวนี้ซ้ำ จึงกลับมามีอาการต่างๆได้เหมือนเดิม หลังจากอาการต่างๆหายแล้ว ซึ่งพบได้ประมาณ 10 - 20%

ประมาณน้อยกว่า 1% อาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคอื่นๆตามมา เช่น โรคตับอ่อนอักเสบ ภาวะซีด ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ไตอักเสบ หลอดเลือดอักเสบ สมองอักเสบ ไขสันหลังอักเสบ

โรคไวรัสตับอักเสบ เอ รุนแรงไหม?

ไวรัสตับอักเสบ เอ เป็นโรคไม่รุนแรง มักหายได้เสมอ และดังกล่าวแล้ว มักไม่เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคตับแข็งและโรคมะเร็งตับ แต่น้อยรายโรคอาจรุนแรง ซึ่งที่รุนแรงมักพบในผู้สูงอายุ และในคนสุขภาพไม่แข็งแรงอยู่ก่อนแล้ว (มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคผิดปกติ) ทั้งนี้ไวรัสตับอักเสบ เอ เป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้จากภาวะตับล้มเหลวประมาณ 0.5%

ควรพบแพทย์เมื่อไร?

ควรพบแพทย์เสมอเมื่อมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหารมาก ตัว/ตาเหลือง (ดีซ่าน) และควรต้องรีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเมื่ออาการต่างๆเลวลง เช่น อาเจียนมาก อ่อนเพลียมาก กินไม่ได้ และ/หรือ มีไข้สูง

ควรต้องพบแพทย์ฉุกเฉินเมื่อมีอาการทางสมอง เช่น ปวดศีรษะมาก คอแข็ง และ/หรือ แขน/ขาอ่อนแรง

นอกจากผู้ป่วยแล้ว ผู้ดูแลผู้ป่วยควรต้องพบแพทย์ ขอคำแนะนำในการดูแลตนเองเพราะอาจติดโรคได้ง่าย และเพื่อเรียนรู้วิธีป้องกันการแพร่เชื้อของผู้ป่วย

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคไวรัสตับอักเสบ เอ?

การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคไวรัสตับอักเสบ เอ คือ พักการทำงานของตับ ดังกล่าวแล้วในหัวข้อการรักษา นอกจากนั้น คือ การป้องกันโรคแพร่กระจายสู่ผู้อื่น และการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อช่วยให้ตับฟื้นตัวได้เร็วและได้ดี ซึ่งทั้งสองประการคือ การรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) กินอาหารสุกสะอาด ดื่มน้ำสะอาด รักษาความสะอาดเครื่องใช้ทุกชนิด แยกของใช้ส่วนตัวต่างๆ รวมทั้ง จาน ชาม ช้อน และแก้วน้ำ และรักษาความสะอาดในการขับถ่าย

ป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ เอ อย่างไร?

การป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ เอ ที่สำคัญคือ

บรรณานุกรม

1. Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, D., Hausen, S., Longo, D., and Jamesson, J.(2001). Harrrison’s: Principles of internal medicine. New York. McGraw-Hill.
2. Brundage, S. and Fitzpatrick, A. (2006). Hepatitis A. Am Fam Physician, 73, 2162-8.
3. Hepatitis A. http://en.wikipedia.org/wiki/hepatitis_A [2014, Sept20]
http://www.mims.com/usa/drug/info/hepatitis%20a%20immunoglobulin/ [2014,Sept20] 4. Hepatitis A immunoglobulin

Updated 2014, Sept 20


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 6 คน sirikul popeppo Nongbeer a1v4d PPaapp Panupol
Frame Bottom