Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ตับ  ระบบทางเดินอาหาร  ระบบโรคติดเชื้อ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

คลื่นไส้  อ่อนเพลีย  อาเจียน 

บทนำ

ไวรัสตับอักเสบ ซี (Viral hepatitis C) เป็นโรคในกลุ่มไวรัสตับอักเสบ ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ย่อย แต่สายพันธุ์ที่ทำให้เกิดโรคได้บ่อย คือ เอ บี และ ซี

ไวรัสตับอักเสบ ซี เป็นโรคพบบ่อยโรคหนึ่งทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย โดยพบได้ในทุกอายุ ตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ พบในผู้หญิงและในผู้ชายได้ใกล้เคียงกัน

โรคไวรัสตับอักเสบ ซี เกิดจากอะไร? ติดต่อได้ไหม? อย่างไร?

โรคไวรัสตับอักเสบซี

โรคไวรัสตับอักเสบ ซี เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชื่อ ไวรัสตับอักเสบ ซี (Hepatitis C vi rus/HCV) เป็นการติดต่อจากคนสู่คน โดยเป็นการติดเชื้อจากเลือดสู่เลือด ซึ่งอาจจากการให้เลือด ติดจากเครื่องมือ เครื่องใช้ ที่ติดเลือดได้ เช่น เข็มฉีดยา เจาะหู กรรไกรตัดเล็บ การสักลาย แผลสัมผัสแผล สารคัดหลั่งที่มีเลือดปน ทางเพศสัมพันธ์ หรือจากแม่สู่ลูกขณะคลอด (พบได้น้อยกว่า เกิดจากโรคไวรัสตับอักเสบ บี มากกว่า) ดังนั้น การติดต่อจึงเป็นวิธีการเดียว กับโรคไวรัสตับอักเสบ บี

ไวรัสตับอักเสบ ซี เป็นไวรัสกำจัดได้ยากด้วยวิธีธรรมดา เช่น การต้มเดือด เพียงทำให้จำ นวนไวรัสลดลงเท่านั้น มักไม่หมดไป ต้องกำจัดด้วยวิธีการทางการแพทย์

ใครมีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี?

ผู้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี คือ

 

โรคไวรัสตับอักเสบ ซี มีอาการอย่างไร?

ไวรัสตับอักเสบ ซี เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะอยู่ในกระแสเลือดและในตับ จึงเป็นสาเหตุให้เซลล์ตับเกิดอักเสบ จึงเกิดเป็นโรคตับอักเสบขึ้น โดยโรคมีระยะฟักตัวประมาณ 15-160 วัน

โรคไวรัสตับอักเสบ ซี ก่อให้เกิดการอักเสบของตับได้ทั้ง

ซึ่งโรคนี้ต่างจากโรคไวรัสตับอักเสบ เอ และโรคไวรัสตับอักเสบ บี ที่พบการอักเสบเฉียบพลันน้อยมาก โดยประมาณ 80-90% จะเป็นการอักเสบเรื้อรัง

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ 60-70% มักไม่มีอาการ การตรวจพบมักโดยบังเอิญจากตรวจเลือดวินิจ ฉัยโรคอื่นๆ ส่วนผู้ที่มีอาการ 20-30% มีอาการตัว/ตาเหลือง (ดีซ่าน) โดยไม่มีอาการอื่นร่วมด้วย และเพียง 10-20% ที่มีอาการคล้ายไข้หวัด (มีไข้ มีได้ทั้งไข้สูง หรือ ไข้ต่ำ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตัว คลื่นไส้ อาเจียน) นำก่อน 2-7 วันก่อนตัว/ตาเหลืองซึ่งจะคงอยู่ประ มาณ 2-8 สัปดาห์

ผู้ป่วยที่มีการอักเสบแบบเรื้อรัง มักเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคตับแข็ง และโรคมะเร็งตับ ตามมาในระยะเวลาประมาณ 20 ปี หรืออาจเร็ว หรือช้ากว่านี้ โดยปัจจัยเสี่ยงสูงขึ้น เมื่อผู้ติดเชื้ออายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป เป็นผู้ชาย ดื่มแอลกอฮอล์ มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ และ/หรือ ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ร่วมด้วย

แพทย์วินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบ ซี ได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบ ซี ได้ด้วยวิธีการเช่นเดียวกับในการวินิจฉัยโรคตับอัก เสบทุกชนิด คือ จากประวัติอาการ ประวัติการสัมผัสโรค ตรวจร่างกาย ตรวจเลือดดูการทำงานของตับ และดูสารภูมิคุ้มกันต้านทานโรคตับอักเสบชนิดต่างๆ และอาจมีการตรวจอื่นๆเพิ่มเติม เช่น การตัดชิ้นเนื้อจากตับเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา ทั้งนี้ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์

รักษาโรคไวรัสตับอักเสบ ซี อย่างไร?

แนวทางการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ ซี ชนิดเฉียบพลัน คือ รักษาประคับประคองตาอาการ เช่นเดียวกับในการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบทุกชนิด (ไม่จำเป็นต้องได้ยาปฏิชีวนะ เพราะยาปฏิชีวนะฆ่าได้แต่เชื้อแบคทีเรีย ฆ่าเชื้อไวรัสไม่ได้) ที่สำคัญ คือ พักการทำงานของตับ โดยการพักผ่อนเต็มที่ นอกจากนั้น คือ

แนวทางการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ ซี ชนิดเรื้อรัง คือ การรักษาด้วยยาต้านไวรัส อย่างน้อยเป็นระยะเวลาประมาณ 1 ปี ทั้งนี้ขึ้นกับการทำงานของตับ และปริมาณเชื้อไวรัสที่หลงเหลืออยู่ ซึ่งแพทย์จะให้คำแนะนำผู้ป่วยเป็นรายๆไป

ปัจจุบัน การรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ ซี มีประสิทธิภาพสูงขึ้นมาก แพทย์สามารถตรวจได้ละเอียดขึ้นกว่าเดิมว่า ผู้ป่วยติดเชื้อสายพันธุ์ย่อยสายพันธุ์ใด และยังมีตัวยาต้านไวรัสที่มีประ สิทธิภาพสูงกว่าเดิมตามสายพันธุ์ย่อยของไวรัส นอกจากนั้น การรักษาโดยใช้ยาต้านไวรัส 2 ชนิดร่วมกัน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมการแบ่งตัวของไวรัสได้สูงขึ้น จากเดิมที่เคยควบคุมโรคได้ประมาณ 10-20% เป็นควบคุมโรคได้ประมาณ 70-80% ยกเว้นในบางสายพันธุ์ย่อย ที่ควบคุมโรคได้ประมาณ 45-70% และขณะนี้ยังมีการศึกษาวิธีรักษาควบคุมโรคนี้อย่างต่อเนื่อง เช่น การใช้ยาต้านไวรัส 3 ชนิดร่วมกัน เป็นต้น

มีผลข้างเคียงจากไวรัสตับอักเสบ ซี ไหม?

ผลข้างเคียงจากโรคไวรัสตับอักเสบ ซี คือ การเกิดโรคตับแข็ง และโรคมะเร็งตับ ซึ่งโอ กาสเกิดตับแข็งจะขึ้นกับการควบคุมการแบ่งตัวของไวรัส ถ้าสามารถควบคุมการแบ่งตัวของไว รัสได้ดี โอกาสเกิดตับแข็งก็จะลดลง ส่วนมะเร็งตับพบได้ประมาณ 4% ของผู้ป่วยที่เกิดเป็นโรคตับแข็ง

โรคไวรัสตับอักเสบ ซี รุนแรงไหม?

ไวรัสตับอักเสบ ซี จัดเป็นโรครุนแรง เพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิด โรคตับแข็ง และ โรคมะเร็งตับ

ควรพบแพทย์เมื่อไร?

เมื่อมีอาการผิดปกติต่างๆโดยเฉพาะตัว/ตาเหลือง ควรพบแพทย์เสมอ ส่วนในคนที่ไม่มีอาการ ควรพบแพทย์ เมื่อต้องการตรวจ หรือ ต้องการทราบว่า ติดเชื้อไวรัสตัวนี้หรือเปล่า โดย เฉพาะในคนกลุ่มมีปัจจัยเสี่ยงที่ได้กล่าวแล้วในหัวข้อ ใครมีปัจจัยเสี่ยง

ควรดูแลตนเองอย่างไร?

การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคไวรัสตับอักเสบ ซี คือ การปฏิบัติตามแพทย์/พยาบาลแนะนำและเช่นเดียวกับที่ได้กล่าวแล้วในหัวข้อ การรักษา และต้องพบแพทย์ตามนัดเสมอ

นอกจากนั้น คือ รีบพบแพทย์ก่อนนัด เมื่อมีอาการต่างๆเลวลง หรือมีอาการผิดปกติไปจากเดิม หรือเมื่อกังวลในโรค หรือในอาการ

ป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ ซี ได้อย่างไร?

ปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ ซี แต่กำลังมีการศึกษาอย่างจริงจัง ดัง นั้นในขณะนี้ การป้องกันที่สำคัญ คือ

 

บรรณานุกรม

  1. Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, D., Hausen, S., Longo, D., and Jamesson, J. (2001). Harrrison’s: Principles of internal medicine. New York: McGraw-Hill.
  2. Hepatitis C. http://en.wikipedia.org/wiki/hepatitis_C [2013, May 22].
  3. Liang,T., and Ghany,M. (2013).Current and future therapies for hepatitis C virus infection. NEJM.368, 1907-1917.
  4. Risk factors: hepatitis c http://www.mayoclinic.com/health/hepatitis-c/DS00097/DSECTION=risk-factors [2013,May23].
  5. Tran, T., Poordad, F., and Martin, P. (2003). Treatment of hepatitis C. Current Hepatitis Reports, 2, 3-8.
Updated 2013, Sep 3

เว็บบอร์ด
User โรคมือเท้าปาก จากโรงเรียนหนูน้อย อาการเจ็บซี่โครง อาจเกิดจากการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และ/หรือของกระดูกซี่โครง ดังนั้นจึงขึ้นกับว่าคุณไปทำอะไรมา เช่น การออกแรงใช้กล้ามเนื้อ/กระดูก.... โดย Tippatai » 02/05/2012

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 5 คน puminun.io surtrong30332 teera0011 grapedrinkii nongoben331
Frame Bottom