Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

หลอดเลือด  นิ้วมือ นิ้วเท้า จมูก ใบหู 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

มือเท้าเย็นซีด ปวด เมื่อกระทบความเย็น 

บทนำ

โรคเรเนาด์(Raynaud disease หรือ Raynaud’s disease) หรือเรียกอีกชื่อว่า ปรากฏการณ์เรเนาด์(Raynaud phenomenon หรือ Raynaud’s phenomenon) ส่วนน้อยเรียกว่า กลุ่มอาการเรเนาด์(Raynoud syndrome) เป็นโรคที่ได้ชื่อตามผู้รายงานโรคนี้คนแรกในปลายศตวรรษที่ 19 คือ Auguste Gabriel Maurice Raynaud นายแพทย์ชาวฝรั่งเศส

โรคเรเนาด์ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม/ชนิดคือ โรคเรเนาด์ปฐมภูมิ และโรคเรเนาด์ทุติยภูมิ

ก. โรคเรเนาด์ปฐมภูมิ(Primary Raynaud หรือ เรียกว่า Raynaud disease) คือ โรคเรเนาด์ที่เกิดโดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่เชื่อว่า เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมชนิดที่ถ่ายทอดมาจากครอบครัวได้ โรคกลุ่มนี้พบเป็นส่วนใหญ่ ประมาณ 90%ของโรคเรเนาด์ทั้งหมด และอาการมักไม่รุนแรง หายได้เองโดยไม่ต้องมีการรักษา

ข. โรคเรเนาด์ทุติยภูมิ(Secondary Raynaud หรือ Raynaud phenomenon) คือ โรคเรเนาด์ที่มีสาเหตุจากโรค/ภาวะ ต่างๆบางโรค/บางภาวะ เช่น ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด(เช่นยา Ergotamine), โรคมะเร็งบางชนิด(เช่น มะเร็งปอด), โรคเนื้องอกบางชนิด(เช่น Pheochromocytoma) ทั้งนี้โรคเรเนาด์กลุ่มนี้ พบได้น้อย ประมาณ 10%ของผู้ป่วยโรคเรเนาด์ทั้งหมด และทั่วไปมักมีอาการรุนแรง และต้องการการรักษาจากแพทย์

โรคเรนาวด์เป็นโรคพบได้เรื่อยๆทั่วโลก ในทุกเชื้อชาติ พบในผู้หญิงบ่อยกว่าในผู้ชาย โดยในผู้หญิงทั่วโลกพบได้ประมาณ 4.9-20.1% และประมาณ 3.8-13.5% ในผู้ชายทั่วโลก เป็นโรคพบได้ในทุกอายุ ตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงผู้สูงอายุ แต่ในกลุ่มปฐมภูมิมักพบในช่วงอายุ 15-30 ปี ส่วนในกลุ่มทุติยภูมิ พบในอายุเท่าไรก็ได้ขึ้นกับสาเหตุ

โรคเรเนาด์มีกลไกการเกิดอย่างไร?

โรคเรเนาด์

กลไกการเกิดโรคเรเนาด์คือ เมื่อได้รับตัวกระตุ้น ซึ่งโดยทั่วไป คือ อุณหภูมิที่เย็น หรือความเครียด จะกระตุ้นให้เกิดภาวะหดตัวที่หลอดเลือดของอวัยวะในส่วนปลายของร่างกาย(แขน ขา มือ เท้า) ที่พบบ่อยที่สุด คือ หลอดเลือดนิ้วมือ ที่พบบ่อยรองลงมา คือหลอดเลือดนิ้วเท้า แต่อาจพบเกิดกับหลอดเลือด ใบหู และจมูกได้ โดย

  • ระยะแรกของอาการ จะเกิดการหดตัวของหลอดเลือดก่อน ส่งผลให้ นิ้วมือ นิ้วเท้า ฯลฯ เย็น และมีสีขาวซีด
  • ระยะที่2 เมื่อหลอดเลือดหดตัวมากขึ้น นิ้วมือนิ้วเท้า ฯลฯ จะขาดเลือด/ขาดออกซิเจน จึงมีภาวะเจ็บ/ปวด ชา และอวัยวะส่วนนั้นเปลี่ยนเป็นมีสีเขียวคล้ำ ต่อจากนั้นจะเข้าสู่”ระยะที่3”
  • ระยะที่3 หลอดเลือดจะกลับมาขยายตัวกลับสู่ภาวะปกติ นิ้วมือ นิ้วเท้า ฯลฯ จะกลับมาเป็นสีชมพูตามปกติ

ทั้งนี้ อาการเหล่านี้ทั้ง 3 ระยะ อาจเกิดขึ้นภายในระยะเวลาเป็นนาที หรือเป็นชั่วโมงหลังได้รับตัวกระตุ้น และอาจมีอาการอยู่นานเป็นนาที หรือเป็นชั่วโมงขึ้นกับสาเหตุ แต่โดยทั่วไป อาการมักเกิดอยู่นานเป็นนาที(กรณีโรคเรเนาด์ปฐมภูมิ) ยกเว้นในรายรุนแรงที่พบได้น้อย(โรคเรเนาด์ทุติยภูมิ)ที่อาการอาจคงอยู่นานเป็นชั่วโมง หรือหลายชั่วโมงได้

โรคเรเนาด์มีสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงจากอะไร?

สาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงของโรคเรเนาด์ ได้แก่

ก. โรคเรเนาด์ปฐมภูมิ: ตัวกระตุ้นให้เกิดอาการของโรคเรเนาด์ คือ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่เย็นกว่าปกติ และ/หรือ ความเครียด ซึ่งกลไกการเกิด ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่า มีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยเหล่านี้

  • พันธุกรรม: เพราะมักพบอาการนี้เกิดในคนที่ครอบครัวมีประวัติเป็นโรคนี้
  • เพศ: ผู้หญิงพบเกิดโรคได้สูงกว่าในผู้ชาย
  • อายุ: มักพบเกิดในช่วงวัยรุ่น หรือวัยหนุ่มสาว

ข. โรคเรเนาด์ทุติยภูมิ: สาเหตุมีได้หลากหลาย เช่น

โรคเรเนาด์มีอาการอย่างไร?

อาการของโรคเรเนาด์ทั้ง 2 กลุ่มจะเกิดหลังได้รับตัวกระตุ้น ที่สำคัญคือ อุณหภูมิที่เย็น และ/หรือความเครียด โดยอาการจะแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ

ทั้งนี้ อาการทั้งหมดทุกระยะ อาจเกิดขึ้นภายในระยะเวลาเป็นนาที หรือเป็นชั่วโมงหลังได้รับตัวกระตุ้น และจะมีอาการอยู่นานเป็นนาที(2-3นาที) หรือเป็นชั่วโมง โดยทั่วไป อาการมักเกิดอยู่นานเป็นนาที แต่ในรายรุนแรงที่พบได้น้อยอาการอาจคงอยู่นานหลายชั่วโมงได้

อนึ่ง

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

โดยทั่วไป อาการจากโรคเรเนาด์ จะไม่ก่อผลข้างเคียง และจะหายไปเอง แต่เกิดใหม่ได้เสมอเมื่อได้รับตัวกระตุ้นครั้งใหม่ ดังนั้น เมื่อเกิดอาการขึ้น จึงมักใช้การดูแลตนเองโดยให้ความอบอุ่นกับมือและเท้า อาการก็จะหายไปเอง

แต่เมื่อมีอาการดังกล่าวในหัวข้อ”อาการ” ที่รุนแรง เช่น ปวดนิ้วมือ นิ้วเท้ามาก หรือมีแผล(เกิดจากเนื้อเน่าตาย)ตามปลายนิ้วมือ นิ้วเท้าหลังเกิดอาการทั้ง 3ระยะดังกล่าวในหัวข้อ “อาการ” หรือเกิดอาการ นิ้วเย็น ชา พร้อมกับมีอาการผิดปกติอื่นๆร่วมด้วย เช่น ไอเป็นเลือด เหนื่อยหอบ หรือ เกิดหลังการกินยา/ใช้ยา หรืออาการส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ควรรีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาล

แพทย์วินิจฉัยโรคเรเนาด์ได้อย่างไร?

โดยทั่วไป แพทย์วินิจฉัยโรคเรเนาด์ปฐมภูมิ ได้จากอาการทางคลินิกของผู้ป่วย คือจาก ประวัติอาการที่มี 3 ระยะ(ดังกล่าวในหัวข้อ “อาการ”) ร่วมกับประวัติอาการที่เกิดตามหลังตัวกระตุ้น และไม่มีอาการผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วย รวมถึงการตรวจร่างกายก็ไม่พบความผิดปกติ

แต่ถ้ามีอาการผิดปกติอื่นๆร่วมด้วย เช่น ไอเป็นเลือด มีไข้ น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุอันควร มีการทำงานผิดปกติทางระบบประสาท เป็นต้น และการตรวจร่างกายพบสิ่งผิดปกติ แพทย์ก็จะนึกถึงโรคเรเนาด์ทุติยภูมิ ซึ่งแพทย์จะตรวจสืบค้นเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุของโรคเรเนาด์ทุติยภูมิต่อไป โดยการตรวจสืบค้นเพิ่มเติมจะขึ้นกับว่า แพทย์สงสัยว่า สาเหตุเกิดจากโรคอะไร เช่น เอกซเรย์ปอด เมื่อสงสัยอาการเกิดจากโรคมะเร็งปอด เป็นต้น

รักษาโรคเรเนาด์อย่างไร?

แนวทางการรักษาโรคเรเนาด์ ได้แก่

ก. โรคเรเนาด์ปฐมภูมิ: โรคนี้ไม่จำเป็นต้องให้ยารักษา โรคจะเป็นๆหายๆ ไม่ก่ออันตราย ไม่มีผลข้างเคียง ในบางคนเมื่อโตขึ้น โรคจะหายไปเอง ทั้งนี้การรักษา คือการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ไม่เครียด และรักษาดูแลร่างกายโดยเฉพาะมือเท้าให้อบอุ่นอยู่เสมอโดยเฉพาะเมื่ออยู่ในที่มีอากาศเย็น และลดความกังวลในโรคโดยการทำความเข้าใจและยอมรับในธรรมชาติของโรคนี้

ข. โรคเรเนาด์ทุติยภูมิ: แนวทางการรักษานอกจากเช่นเดียวกับในข้อ “ก” แล้ว คือการรักษาสาเหตุ ซึ่งจะแตกต่างกันในแต่บุคคล/แต่ละสาเหตุ เช่น การรักษาภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน การรักษามะเร็งปอด การรักษาโรคข้อรูมาตอยด์ การหยุดใช้ยาที่เป็นสาเหตุ เป็นต้น ทั้งนี้ อ่านเพิ่มเติ่ม วิธีรักษาแต่ละโรคที่เป็นสาเหตุได้จากเว็บ haamor.com

อนึ่ง กรณีเกิดอาการจากโรคเรเนาด์ที่รุนแรง คือเป็นครั้งละนานเป็นชั่วโมง หรือ มีอาการเกิดบ่อย หรือ มีอาการมากจนเกิดแผลที่นิ้วมือ-นิ้วเท้า แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาตามความรุนแรงของอาการ และดุลพินิจของแพทย์ เช่น

โรคเรเนาด์มีผลข้างเคียงอย่างไร?

ผลข้างเคียงที่อาจพบได้จากโรคเรเนาด์ คือ

ก. โรคเรเนาด์ปฐมภูมิ: เป็นโรคที่ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง ยกเว้นก่อความกังวลให้กับผู้มีอาการ

ข. โรคเรเนาด์ทุติยภูมิ: คือ ผลข้างเคียงที่เกิดจะเป็นผลข้างเคียงจากโรคที่เป็นสาเหตุที่จะแตกต่างกันตามแต่ละสาเหตุของแต่ละผู้ป่วย แนะนำอ่านเพิ่มเติมเรื่อง ผลข้างเคียงของโรคที่เป็นสาเหตุแต่ละโรค ได้จากเว็บ haamor.com

อนึ่ง ที่พบได้น้อยมาก คือเมื่อเกิดอาการจากโรคเรเนาด์ที่รุนแรง (มักพบในโรคเรเนาด์ทุติยภูมิ) คือนิ้วมือ-นิ้วเท้าขาดเลือด/ขาดออกซิเจนเป็นเวลานานเป็นชั่วโมง อาจส่งผลให้เกิดแผลที่ปลายนิ้วมือนิ้วเท้าได้ ซึ่งเป็นแผลจากเนื้อเยื่อส่วนนั้นตายจากการขาดเลือด ซึ่งเมื่อ เกิดแผลขึ้นที่ปลายนิ้ว ควรต้องรีบไปโรงพยาบาล

โรคเรเนาด์มีการพยากรณ์โรคอย่างไร?

การพยากรณ์โรคของโรคเรเนาด์ คือ

ก. โรคเรเนาด์ปฐมภูมิ: เป็นโรคมีการพยากรณ์โรคที่ดี ไม่มีผลกระทบต่ออายุไขของชีวิต และไม่เป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคอะไรรวมถึงโรคมะเร็ง

ข. โรคเรเนาด์ทุติยภูมิ: การพยากรณ์โรคจะขึ้นกับแต่ละสาเหตุ แนะนำอ่านเพิ่มเติมเรื่อง การพยากรณ์โรคของแต่ละสาเหตุ/แต่ละโรคได้ใน เว็บ haamor.com

ดูแลตนเองอย่างไร?

การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคเรเนาด์ ที่สำคัญ คือ

ควรพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อไร?

กรณีมีอาการจากโรคเรเนาด์รุนแรงจนต้องพบแพทย์ และเมื่อกลับมาดูแลตนเองที่บ้าน ควรพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนนัดเมื่อ

ควรพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อไร?

การป้องกันโรคเรเนาด์คือ

ก. โรคเรเนาด์ปฐมภูมิ: การป้องกันคือ การลดปัจจัยเสี่ยงด้วยการดูแลตนเองดังกล่าวในหัวข้อ “การดูแลตนเอง” ที่สำคัญ คือ หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้น(ความเย็นและความเครียด) ดูแลรักษาร่างกาย มือ เท้า ให้อบอุ่นเสมอ

ข. โรคเรเนาด์ทุติยภูมิ: การป้องกันคือ การปฏิบัติตนดังกล่าวในข้อ “ การดูแลตนเอง” ร่วมกับการป้องกันการเกิดโรคต่างๆที่เป็นสาเหตุ แนะนำอ่านเพิ่มเติมเรื่องการป้องกันโรคต่างๆที่เป็นสาเหตุของโรคเรเนาด์ได้ในเว็บ haamor.com

บรรณานุกรม

  1. https://en.wikipedia.org/wiki/Maurice_Raynaud [2016,Oct8]
  2. https://en.wikipedia.org/wiki/Raynaud%27s_phenomenon [2016,Oct8]
  3. http://emedicine.medscape.com/article/331197-overview#showall [2016,Oct8]
  4. https://www.nlm.nih.gov/medlineplus/raynaudsdisease.html#cat95 [2016,Oct8]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน miyamoto Moo25
Frame Bottom