Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ระบบโรคติดเชื้อ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ไข้สูง  มีฝี  มีหนองตามตัว 

บทนำ

โรคเมลิออย หรือ เมลิออยโดสิส (Melioidosis) เป็นโรคที่เกิดจากร่างกายติดเชื้อแบคที เรียชนิดแกรมลบที่อยู่ในสกุล/Genus ชื่อ Burkholderia ที่ชื่อสกุลเดิมคือ Pseudomanas และอยู่ในชนิด/Species ชื่อ Pseudomallei รวมแล้วเป็นแบคทีเรียชื่อ Burkholderia pseudomal lei (B. pseudomallei)

โรคเมลิออยมีชื่ออื่นได้อีกได้แก่ Pseudoglanders, Whitmore’s disease (ตั้งชื่อตาม Alfred Whitmore พยาธิแพทย์ชาวอังกฤษผู้ซึ่งเป็นคนแรกที่รายงานโรคนี้ในปี ค.ศ. 1911/พ.ศ. 2454), Paddy-field disease

B. pseudomallei เป็นแบคทีเรียพบได้ทั่วโลก แต่พบได้บ่อยในเขตร้อนโดยเฉพาะใน เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ที่รวมถึงประเทศไทยและทางเหนือของออสเตรเลีย โดยมีแหล่งรังโรค คือ ดิน แหล่งน้ำตามธรรมชาติ น้ำหน้าผิวดินเช่น ในนาข้าว ซึ่งเชื้อในแหล่งเหล่านี้จะอยู่ได้นานเป็นหลายๆปี และยังพบได้ในสัตว์บางชนิดเช่น แกะ แพะ ม้า หมู ลิง และหนู ซึ่งสัตว์เหล่านี้ นอกจากเป็นรังโรคแล้ว ยังเป็นโฮสต์ (Host) ของแบคทีเรียนี้ที่รวมถึงคนด้วย

B. pseudomallei เป็นแบคที่เรียที่ถูกทำลายได้ด้วยความร้อนชื้น (Moist heat เช่น อบไอน้ำ) ที่ 121 องศาเซลเซียส/Celsiusขึ้นไปนานประมาณ 15 นาทีขึ้นไป หรือด้วยความร้อนแห้ง (Dry heat เช่น อบแห้ง) ทื่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียสขึ้นไปนานอย่างน้อย 1 ชั่วโมง นอกจากนั้นยังถูกทำลายได้ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ 1% Sodium hypochlorite, 70% Ethanol หรือ Formaldehyde

โรคเมลิออยเป็นโรคพบทั่วโลก แต่พบได้บ่อยในภูมิประเทศเขตร้อนโดยเฉพาะเป็นโรคประจำถิ่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รวมถึงประเทศไทยที่มีรายงานพบได้สูงในภาคตะวัน ออกเฉียงเหนือ โดยมีการศึกษาที่จังหวัดอุบลราชธานีพบโรคนี้ในแต่ละปีประมาณ 4.4 รายต่อประชากร 1 แสนคน

โรคเมลิออยพบได้ในทุกเชื้อชาติ ทุกอายุ ทุกเพศ และทุกวัย ขึ้นกับโอกาสสัมผัสโรค/เชื้อแบคทีเรียนี้ของแต่ละคน ซึ่งพบได้สูงในช่วงอายุ 30 - 40 ปี เพราะเป็นช่วงอายุทำงานจึงสัมผัสแหล่งรังโรคได้สูงกว่าวัยอื่น

โรคเมลิออยเกิดได้อย่างไร?

โรคเมลิออย

โรคเมลิออยเกิดจากร่างกายติดเชื้อแบคทีเรียชื่อ B. pseudomallei โดยระยะฟักตัวของโรคมีได้ตั้งแต่ประมาณ 1 - 2 วันไปจนถึงนานเป็นปีๆ ทั้งนี้ขึ้นกับจำนวนเชื้อที่ร่างกายได้รับและ ภาวะภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกาย

การติดเชื้อแบคทีเรียนี้เกิดได้จากเชื้อจากดินและ/หรือจากน้ำที่มีเชื้อโรคนี้อยู่สัมผัสผิว หนังที่บาดเจ็บหรือเป็นแผล เชื้อจึงเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลเหล่านี้ นอกจากนั้นเชื้อยังเข้าสู่ร่างกายได้จากการสูดหายใจเอาฝุ่นละอองดินละอองน้ำที่มีเชื้อนี้อยู่ ซึ่งเป็นช่องทางให้เชื้อเข้าสู่ปอดได้โดยเฉพาะในช่วงมีพายุ ลมแรง หรือฝนตก และยังมีรายงานการติดเชื้อเกิดจากการกินอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อนี้ และการสัมผัสกับสัตว์ที่เป็นโฮสต์เช่น เนื้อสัตว์ แผลที่ตัวสัตว์ และ/หรือ สารคัดหลั่งต่างๆของสัตว์เหล่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม รายงานการติดต่อระหว่างคนสู่คนมีได้บ้าง แต่โอกาสเกิดน้อยมาก และยังไม่มีรายงานว่าคนเป็นพาหะโรค/เชื้อนี้

อนึ่ง เชื้อนี้ก่อโรคในคนได้ง่ายจากการสูดหายใจ และเชื้อยังมีชีวิตอยู่ได้นานในธรรมชาติ จึงมีการนำเชื้อนี้มาทำเป็นอาวุธชีวภาพ (Biological weapon) ซึ่งเชื้อจะก่อโรคจากการสัมผัสผิวหนังและส่วนใหญ่จากการสูดหายใจ ซึ่งระยะฟักตัวของโรคจากเหตุอาวุธชีวภาพนี้ประมาณ 10 - 14 วัน

ใครมีปัจจัยเสี่ยงเกิดโรคเมลิออย?

มีปัจจัยเสี่ยงเกิดโรคเมลิออยคือ ผู้ที่มีโอกาสสูงในการสัมผัสเชื้อจากดินและ/หรือจากแหล่งน้ำหน้าผิวดินคือ เกษตรกรโดยเฉพาะชาวนา

นอกจากนั้นคือ ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัวที่เป็นสาเหตุให้มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำเช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน, โรคพิษสุราเรื้อรัง, โรคไตเรื้อรัง, โรคมะเร็ง, ผู้ได้รับยาที่กดภูมิคุ้มกันต้าน ทานโรค (เช่นผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ เช่นการใช้ยา Cyclosporine) และผู้ป่วยที่ได้รับยาสเตีย รอยด์นานๆต่อเนื่อง (เช่นในโรคหืด) ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีการติดเชื้อที่รุนแรงด้วย

โรคเมลิออยมีอาการอย่างไร?

อาการจากโรคเมลิออยมีได้หลากหลายอาจแบ่งเป็นกลุ่มๆได้ดังนี้

ก. การติดเชื้อเฉพาะที่เฉียบพลัน (Acute localized infection) เป็นการติดเชื้อเฉพาะตำแหน่งที่สัมผัสเชื้อโรคเช่น ตำแหน่งแผลที่ผิวหนังที่จะมีลักษณะนูนและเป็นแผลเปื่อย สีออกขาว เทา และอาจเกิดเป็นหนองได้, ถ้าเกิดติดเชื้อที่ต่อมน้ำลาย (จากเชื้อสัมผัสเยื่อเมือกในช่องปากที่ติดต่อได้กับต่อมน้ำลาย) ต่อมน้ำลายจะอักเสบบวม โต เจ็บ อาจเกิดหนอง ซึ่งโรคมักเกิดกับต่อมพาโรติด, ถ้าเชื้อเข้าตาจะส่งผลให้เกิดเยื่อตาอักเสบ นอกจากนั้น การอักเสบเฉพาะอวัยวะเหล่านี้จะส่งผลให้เกิดการอักเสบของต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงอวัยวะนั้นๆร่วมด้วยคือ ต่อมน้ำเหลืองจะบวม โต คลำได้ เจ็บ และอาจเกิดเป็นหนองได้

ข. การติดเชื้อที่ปอด (Pulmonary form) เกิดจากการสูดดมเชื้อเข้าไป ซึ่งการติดเชื้อด้วยวิธีนี้เป็นการติดเชื้อรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุดของโรคนี้ ซึ่งอาจพบเป็นการติดเชื้อโดยตรงจากการสูดหายใจ หรือเป็นส่วนหนึ่งของการติดเชื้อแบบการติดเชื้อทางกระแสโลหิตก็ได้ โดยมีอาการเช่น มีไข้ ปวดกล้ามเนื้อทั่วตัว อาจปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ไอ เจ็บหน้าอกเมื่อหายใจเข้า - ออก และอาจมีไอเป็นเลือด พบมีปอดอักเสบ มีฝี/หนองในปอด และอาจมีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด (อาจเป็นหนอง) อาจพบเกิดร่วมกับการมีฝี/หนองที่ผิวหนังด้วย ส่วนใหญ่ของโรครูปแบบนี้จะมีระยะฟักตัวประมาณ 10 - 14 วัน

ค. การติดเชื้อในกระแสโลหิต/ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ (Septicemia) เกิดจากเชื้อเข้าสู่กระแสโลหิต อาจผ่านทางผิวหนังที่มีบาดแผลหรือจากการหายใจ โดยระยะฟักตัวของโรคมักประมาณ 2 - 7 วัน และเป็นการติดเชื้อที่รุนแรง ซึ่งถ้าเกิดในผู้มีโรคประจำตัวที่มีภาวะภูมิ คุ้มกันต้านทานโรคต่ำ ผู้ป่วยมักมีโอกาสเสียชีวิต (ตาย) สูง (มีรายงานอัตราเสียชีวิตสูงได้ถึง 90%) ภายในระยะเวลา 2 - 10 วันหลังมีอาการ ทั้งนี้โรคแบบ/ลักษณะนี้มักเกิดร่วมกับการติดเชื้อที่ผิวหนังและที่ปอด ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน หรือไข้สูงเป็นๆหายๆ หายใจลำบาก เหนื่อย อ่อนเพลียมาก ปวดท้อง ท้องเสีย ไอ ตา-ตัวเหลือง ปวด/เจ็บกล้ามเนื้อทั่วตัว และเกิดฝี/หนองขึ้นกับอวัยวะต่างๆได้ทั่วร่างกาย

ง. การติดเชื้อแบบเรื้อรัง (Chronic form) ได้แก่ การเกิดฝี/หนองกับอวัยวะต่าง ๆ โดยเป็นการเกิดแบบเรื้อรังเช่น ที่ปอด ตับ ม้าม กระดูก กล้ามเนื้อ ผิวหนัง หัวใจ หลอดเลือด สมอง เยื่อหุ้มสมอง ซึ่งพบเกิดได้หลายปีหลังได้รับเชื้อนี้

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

ควรรีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเสมอเมื่อมีอาการดังกล่าวในหัวข้อ อาการ โดยเฉพาะเมื่อเป็นผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่จะติดโรค และกลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรง

แพทย์วินิจฉัยโรคเมลิออยได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคเมลิออยได้จากอาการของผู้ป่วย ประวัติการงาน อาชีพ แหล่งอยู่อาศัย ประวัติโรคประจำตัว การตรวจร่างกาย การตรวจรอยโรคที่ผิวหนัง การตรวจภาพเอกซเรย์ปอด การตรวจเชื้อและการตรวจเพาะเชื้อจากเลือดและจากสารคัดหลังรวมถึงจากแผลที่ผิวหนังของผู้ป่วย การตรวจหาสารก่อภูมิต้านทานต่อเชื้อนี้จากเลือด (Serologic test) การตรวจสารคัดหลั่ง เลือด และเนื้อเยื่อจากรอยโรค ด้วยเทคโนโลยีที่ซับซ้อน (ตรวจได้เฉพาะบางโรงพยา บาล) เช่น การตรวจที่เรียกว่า PCR (Polymerase cell reaction)

นอกจากนั้นคือการตรวจภาพอวัยวะต่างๆที่มีอาการ อาจด้วยเอกซเรย์ อัลตราซาวด์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และ/หรือเอมอาร์ไอเช่น ภาพปอด สมอง ช่องท้อง ทั้งนี้ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษา

รักษาโรคเมลิออยได้อย่างไร?

แนวทางการรักษาโรคเมลิออยคือ การใช้ยาปฏิชีวนะ การรักษาประคับประคองตามอา การ และการผ่าตัด ก. การใช้ยาปฏิชีวนะ: คือการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อนี้ โดยยาปฏิชีวนะที่ใช้รัก ษาโรคนี้ได้ผลมีหลายชนิด ซึ่งการจะเลือกใช้ยาชนิดใดและระยะเวลารักษานานเท่าไร จะขึ้น กับความรุนแรงของอาการ, เป็นการติดเชื้อที่อวัยวะใด, ผู้ป่วยมีโรคประจำตัวชนิดใด และดุล พินิจของแพทย์ผู้รักษา

ยาปฏิชีวนะดังกล่าวเช่น Doxycycline, Ciprofloxacin, Chloramphenicol, Tetracy cline, Imipenem, Ceftazidime, Trimethoprim-sulfamethoxazole

ข. การรักษาประคับประคองตามอาการ: คือ มีอาการอะไรก็รักษาตามอาการนั้น เช่น การให้ยาลดไข้เมื่อมีไข้ การให้ยาแก้ปวดเมื่อมีอาการปวด การให้ออกซิเจนช่วยการหายใจ การใส่ท่อช่วยหายใจเมื่อมีปัญหาการหายใจ การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำเมื่อกิน/ดื่มได้น้อย เป็นต้น

ค. การผ่าตัดที่รวมถึงการผ่า/เจาะหนองออกเช่น หนองในข้อ หนองในปอด หรือ ในโพรงเยื่อหุ้มปอด เป็นต้น

โรคเมลิออยก่อผลข้างเคียงอย่างไร?

ผลข้างเคียงสำคัญของโรคเมลิออยคือ การก่อให้เกิด ฝี/หนองในอวัยวะต่างๆเช่น สมอง ปอด ตับ ม้าม ซึ่งอาจจำเป็นต้องให้การรักษาด้วยการผ่าตัด/เจาะหนองออกล

โรคเมลิออยมีการพยากรณ์โรคอย่างไร?

การพยากรณ์โรคของโรคเมลิออยคือ เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่มีธรรมชาติของโรครุน แรง และความรุนแรงยังขึ้นกับชนิดอวัยวะที่ติดเชื้อ และ/หรือการมีโรคประจำตัวที่ส่งผลให้ร่าง กายมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ

ในการติดเชื้อที่ปอดหรือการติดเชื้อในกระแสโลหิต ถ้าไม่ได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ อัตราเสียชีวิตประมาณ 90 - 95% แต่ถ้าได้รับยาปฏิชีวนะและเชื้อตอบสนองดีต่อยาปฏิชีวนะ อัตราเสียชีวิตประมาณ 40 - 50%

ส่วนในโรคเมลิออยแบบติดเชื้อที่ผิวหนังและ/หรือแบบเรื้อรัง ถ้าไม่ได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ โรคจะลุกลามเป็นการติดเชื้อที่ปอดและ/หรือการติดเชื้อในกระแสโลหิต แต่ถ้าได้การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะและโรคตอบสนองดีต่อยา อัตราเสียชีวิตประมาณ 50%

อนึ่ง โรคเมลิออยถึงแม้จะรักษาได้หายแล้ว แต่สามารถกลับมาติดโรคซ้ำได้เสมอ จากได้รับเชื้อซ้ำอีกหรือจากเชื้อที่ยังฝังตัวอยู่ในร่างกาย

ดูแลตนเองอย่างไร?

โดยทั่วไปโรคเมลิออยมักได้รับการรักษาในโรงพยาบาล ในกรณีที่แพทย์อนุญาตให้กลับ มารักษาดูแลตนเองที่บ้าน การดูแลตนเองที่บ้านเช่น

พบแพทย์ก่อนนัดเมื่อไหร่?

ควรพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนนัดเสมอเมื่อ

ป้องกันโรคเมลิออยได้อย่างไร?

ปัจจุบันยังไม่มียาหรือวัคซีนป้องกันโรคนี้ในคน แต่ในด้านวัคซีนกำลังมีการศึกษาวิจัย อย่างไรก็ตามสามารถป้องกันโรคเมลิออยได้โดย

  • ในการทำสวนทำนาควรสวมรองเท้าบูทเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้สัมผัสดินแหล่งน้ำโดยตรง
  • เมื่อมีแผลที่มือเท้าโดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัว ไม่ควรสัมผัสดินหรือแหล่งน้ำธรรมชาติ แหล่งน้ำหน้าดิน
  • เมื่อต้องดูแลผู้ป่วยโรคนี้ ต้องระวังการสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่งของผู้ป่วยโดยเฉพาะเมื่อมือมีแผล
  • รู้จักใช้หน้ากากอนามัย เมื่อมีพายุหรืออยู่ในแหล่งมีฝุ่นละอองดิน โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในแหล่งสวนและ/หรือนาข้าว หรือในพื้นที่ที่มีเชื้อนี้เป็นเชื้อประจำถิ่น

บรรณานุกรม

1. http://www.phac-aspc.gc.ca/lab-bio/res/psds-ftss/bartonella-henselae-eng.php [2015,April25]
2. http://www.dermnetnz.org/bacterial/melioidosis.html [2015,April25]
3. http://www.cfsph.iastate.edu/Factsheets/pdfs/melioidosis.pdf [2015,April25]
4. Cheng,A., and Currie,B. (2005). Clinical Microbiology Review. 18, 383-416
5. Rega,P. et al. (2013). http://emedicine.medscape.com/article/830235-overview#showall [2015,April25]
6. Wiersinga,W., and Peacock, S. (2012). N Engl J Med. 367,1035-1044



สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน Nisapanan11 owen88
Frame Bottom