Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน  ระบบโรคติดเชื้อ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

บวม 

บทนำ

โรคเท้าช้าง (Lymphatic filariasis หรือ Elephantiasis) เป็นโรคที่เกิดจากหนอนพยาธิตัวกลม (Roundworm) ซึ่งมีอยู่ 3 ชนิด แต่ละชนิดจะพบการระบาดตามพื้นที่ที่แตกต่างกัน หนอนพยาธิตัวกลมที่ทำให้เกิดโรคเท้าช้างนั้นอยู่ในกลุ่มหนอนพยาธิตัวกลมที่เรียกว่า Filarial para sites ซึ่งหนอนพยาธิในกลุ่มนี้ที่ทำให้เกิดโรคในคนมีอยู่ 8 ชนิด และโรคที่เกิดจากหนอนพยาธิในกลุ่มนี้จะเรียกว่า ฟิลาริเอสิส (Filariasis) ซึ่งมีอยู่หลายโรค แต่หากเป็นโรคเท้าช้างก็จะเรียก ว่า Lymphatic filariasis โดยหนอนพยาธิโรคเท้าช้างจะอาศัยอยู่ในท่อน้ำเหลืองและในต่อมน้ำเหลือง หากติดเชื้อเป็นเวลานานก็จะทำให้แขน-ขาบวมโต ผิวหนังหยาบหนา มองดูคล้ายเท้าช้างนั่นเอง

ในสมัยก่อนพบผู้ป่วยติดเชื้อหนอนพยาธิเท้าช้างทั่วประเทศไทยประมาณ 300 กว่าคนต่อปี เมื่อได้มีการจัดทำโครงการกำจัดโรคเท้าช้างขึ้นในปี พ.ศ. 2543 จำนวนผู้ป่วยก็ลดลงเรื่อยๆ ในปีพ.ศ. 2558 รายงานจากสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กระทรวงสาธารณสุข พบผู้ป่วยโรคเท้าช้าง 0.36 รายต่อประชากรไทย 1 แสนคน พบได้ในทุกอายุพบได้สูงกระจายในช่วงอายุต่างๆหลายช่วงอายุคือ 15 - 24 ปี, 35 - 44 ปีและตั้งแต่ 65 ขึ้นไป พบในผู้ชายสูงกว่าในผู้หญิง 1.6 เท่า และพบในจังหวัดในภาคใต้โดยพบสูงสุดในจังหวัดนราธิวาส

ทั่วโลกพบคนที่เป็นโรคเท้าช้างประมาณ 110 ล้านคน ส่วนมากพบในทวีปเอเชีย แอฟริกา อเมริกาใต้ หมู่เกาะแปซิฟิก และหมู่เกาะแถบทะเลแคริบเบียน

โรคเท้าช้างมีสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงจากอะไร?

โรคเท้าช้าง

โรคเท้าช้างมีสาเหตุจากหนอนพยาธิตัวกลม โดยชนิดของหนอนพยาธิตัวกลมที่เป็นสาเหตุ คือ หนอนพยาธิ Wuchereria bancrofti, Brugia malayi และ Brugia timori ซึ่งเชื้อเหล่านี้อาศัยร่างกายคนเป็นแหล่งที่อยู่และอาศัยยุงเป็นพาหะโรค โดยเชื้อ Wuchereria bancrofti อาศัยยุงลาย (Aedes) และยุงรำคาญ (Culex) เป็นพาหะ เชื้อ Brugia malayi อาศัยยุงลายเสือ (Mansonia) เป็นพาหะ ส่วนเชื้อ Brugia timori อาศัยยุงก้นปล่อง (Anopheles) เป็นพาหะ

วงจรชีวิตของหนอนพยาธิตัวกลมเหล่านี้ เริ่มจากยุงตัวเมียที่มีเชื้อพยาธิเท้าช้างที่เป็นตัวอ่อนในระยะที่ก่อการติดเชื้อได้ซึ่งคือตัวอ่อนขั้นที่ 3 (Third-stage filarial larva, ตัวอ่อนของหนอนพยาธิมีได้หลายขั้น) กัดดูดเลือดคน เชื้อพยาธิจะเคลื่อนออกจากปากยุงและไชเข้าสู่ผิวหนังตรงจุดที่ยุงกัดแล้วเดินทางต่อไปยังท่อน้ำเหลืองบริเวณใกล้ๆกับที่ไชเข้ามา หลังจากนั้นจะพัฒนาเปลี่ยนรูปร่าง 2 ครั้งภายในระยะเวลา 9 เดือนจนกลายเป็นตัวเต็มวัย ซึ่งจะมีทั้งตัวผู้และตัวเมีย ตัวเมียเต็มวัยมีความยาวประมาณ 80 - 100 มิลลิเมตร (มม.) กว้างประมาณ 0.24 - 0.30 มม. ส่วนตัวผู้เต็มวัยมีความยาวประมาณ 40 มม. กว้างประมาณ 0.1 มม. ตัวเต็มวัยเหล่านี้อาศัยอยู่ในท่อน้ำเหลืองรวมทั้งในต่อมน้ำเหลือง และเมื่อผสมพันธุ์กันจะได้ตัวอ่อนซึ่งเรียกว่า Microfilaria

ตัวอ่อนเหล่านี้จะเคลื่อนที่จากท่อน้ำเหลืองเข้ามาอยู่ในหลอดเลือด และเมื่อยุงมากัดดูดเลือดคนที่มีพยาธิตัวอ่อน Microfilaria นี้ ยุงก็จะรับเชื้อเข้าไป เชื้อจะเข้าสู่ทางเดินอาหารของยุง และเดินทางต่อไปยังกล้ามเนื้อที่อกของยุง และพัฒนาเปลี่ยนรูปร่าง 2 ครั้งจนกลายเป็นตัวอ่อนขั้นที่ 3 ซึ่งจะเคลื่อนตัวมาอยู่บริเวณปากยุงและพร้อมที่จะแพร่สู่คนได้ต่อไป

ระยะเวลาตั้งแต่ยุงได้รับเชื้อจากคนจนสามารถแพร่เชื้อสู่คนอื่นต่อไปได้นั้นกินเวลาประมาณ 1 - 2 สัปดาห์ ส่วนระยะเวลาตั้งแต่คนได้รับเชื้อจนกระทั่งแพร่เชื้อให้ยุงได้กินเวลาประมาณ 1 ปี ซึ่งพยาธิตัวโตเต็มวัยจะมีชีวิตอยู่ในร่างกายคนได้ประมาณ 5 ปี

ในประเทศไทยพบเชื้อโรคเท้าช้างเฉพาะ Wuchereria bancrofti และ Brugia malayi เท่านั้น โดยแบ่งเชื้อทั้ง 2 นี้ออกได้เป็น 4 ชนิดย่อยตามการปรากฏตัวของพยาธิตัวอ่อน Micro filaria ในกระแสเลือดคือ

1. Wuchereria bancrofti, nocturnally periodic type เชื้อชนิดนี้ตัวเต็มวัยจะผลิตตัวอ่อน Microfilaria ออกมาในกระแสเลือดในช่วงเวลากลางคืน โรคเท้าช้างที่เกิดจากเชื้อชนิดนี้พบมากที่อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน และอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี มียุงลายเป็นพาหะ นอกจากนี้ยังพบในคนพม่าที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และอำเภอเมือง จังหวัดระนอง โดยมียุงรำคาญเป็นพาหะ

2. Wuchereria bancrofti, nocturnally subperiodic type ตัวอ่อน Microfilaria จะออกมาในกระแสเลือดทุกช่วงเวลา แต่ออกมาในช่วงกลางคืนมากกว่าในช่วงกลางวัน พบโรคเท้าช้างที่เกิดจากเชื้อชนิดนี้มากที่อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี และอำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก มียุงลายป่าเป็นพาหะ

3. Brugia malayi, nocturnally subperiodic type ตัวอ่อน Microfilaria จะออกมาในกระแสเลือดทุกช่วงเวลา แต่ออกมาในช่วงกลางคืนมากกว่าช่วงกลางวัน มียุงลายเสือ 6 ชนิดย่อยเป็นพาหะซึ่งเป็นยุงที่อาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบพรุ (Swamp forest, ป่าที่ลุ่มชื้นแฉะ) จึงพบโรคเท้าช้างที่เกิดจากเชื้อชนิดนี้มากที่จังหวัดนราธิวาสและนครศรีธรรมราช

4. Brugia malayi, diurnally subperiodic type ตัวอ่อน Microfilaria จะออกมาในกระแสเลือดทุกช่วงเวลา แต่ออกมาในช่วงกลางวันมากกว่าช่วงกลางคืน มียุงที่มีสายพันธุ์ใกล้เคียงกับยุงลายเสือชื่อ Coquilletidia crassipes เป็นพาหะพบมากที่อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฏร์ธานี

อนึ่งหนอนพยาธิชนิด Brugia malayi ที่พบในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และไทย นอกจากจะมีวงจรชีวิตอยู่ในคนและในยุงแล้ว หนอนพยาธิจากยุงยังสามารถเข้าไปอาศัยอยู่ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเช่น แมวบ้าน สุนัข ลิง ค่าง แมวป่า ชะมด นางอายได้ โดยที่สัตว์เหล่านี้ไม่มีอาการเกิดขึ้นจึงกลายเป็นแหล่งรังโรคที่ทำให้การกำจัดหนอนพยาธิทำได้ยากยิ่งขึ้น

สำหรับในประเทศไทยแมวบ้านเป็นรังโรคที่สำคัญ โดยการตรวจเลือดแมวบ้านที่จังหวัดนราธิวาสเมื่อปี พ.ศ. 2544 พบแมวมีเชื้อ Brugia malayi สูงถึง 8.8% ดังนั้นการควบคุมโรคเท้าช้างจึงต้องทำควบคู่ทั้งในแมวและในคนโดยให้แมวกินยารักษาด้วยเช่นกัน

โรคเท้าช้างมีอาการอย่างไร?

อาการของโรคเท้าช้างเกิดจากพยาธิตัวเต็มวัยที่อาศัยในท่อน้ำเหลืองและในต่อมน้ำเหลืองซึ่งผู้ที่ได้รับเชื้อครั้งแรกจากยุงจะมีพยาธิตัวเต็มวัยอยู่ในร่างกายเพียงไม่กี่ตัวและไม่ทำให้เกิดอาการ อีกทั้งพยาธิก็ไม่สามารถเพิ่มจำนวนในร่างกายคนได้ ต่อเมื่อถูกยุงที่มีเชื้อกัดซ้ำๆจนมีพยาธิปริมาณมากและอยู่ในร่างกายเป็นเวลานานจึงจะทำให้เกิดอาการขึ้นมา

ดังนั้นอาการของผู้ป่วยติดเชื้อพยาธิที่อาศัยอยู่ในถิ่นที่มีการระบาดของโรคหรือมีความชุกของโรคสูงจะแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มคือ

1. กลุ่มที่ไม่แสดงอาการ เป็นกลุ่มที่มีมากที่สุด แต่ถึงแม้ผู้ป่วยจะไม่มีอาการหากได้รับตรวจทางห้องปฏิบัติการก็จะพบสิ่งผิดปกติต่างๆเช่น ตรวจพบเม็ดเลือดแดงและ/หรือโปรตีนในปัสสาวะ การถ่ายภาพดูท่อน้ำเหลืองด้วยสารกัมมันตภาพรังสี (Lymphoscintigraphy) ก็จะเห็นท่อน้ำเหลืองขยายตัวและคดเคี้ยวกว่าปกติ หรือหากทำอัลตราซาวน์หนังหุ้มอัณฑะจะเห็นท่อน้ำเหลืองขยายตัว เป็นต้น

2. กลุ่มที่มีอาการของท่อน้ำเหลือง/ต่อมน้ำเหลืองอักเสบเฉียบพลันเรียกว่า Acute adenolymphangitis (เรียกย่อว่า เอดีแอล/ADL) ผู้ป่วยในกลุ่มที่ไม่แสดงอาการนั้นเมื่อผ่านไปหลายๆปีจะมีผู้ป่วยเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่จะมีอาการ โดยจะมีไข้สูง มีการอักเสบของท่อน้ำเหลืองซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั่วร่างกาย โดยหากเป็นท่อน้ำเหลืองที่ไม่ลึกจากผิวหนังก็จะเห็นเป็นลำเส้นสีแดง คลำได้แข็งๆและปวดหรือกดเจ็บ ผิวหนังหรือเนื้อเยื่อที่อยู่ใกล้ท่อน้ำเหลืองที่อักเสบอาจเกิดการบวมขึ้นชั่วคราว นอกจากนี้จะมีการอักเสบของต่อมน้ำเหลืองซึ่งจะปรากฏเห็นเป็นต่อมน้ำเหลืองที่โตขึ้น ปวดหรือกดเจ็บ มักเกิดที่ต่อมน้ำเหลืองขาหนีบและต่อมน้ำเหลืองรักแร้

หากเป็นการติดเชื้อ Brugia malayi ท่อน้ำเหลืองที่อักเสบอาจมีบางตำแหน่งกลายเป็นฝีหนองและแตกออกมาที่ผิวหนังได้ ส่วนการติดเชื้อ Wuchereria bancrofti จะทำให้ท่อน้ำเหลืองบริเวณอัณฑะอักเสบด้วย ผู้ป่วยจะมีปวดอัณฑะและกดเจ็บซึ่งอาการนี้จะไม่พบในผู้ที่ติด เชื้อ Brugia malayi

อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นซ้ำๆโดยมักจะเป็นทุกๆ 6 - 10 วัน ผู้ป่วยกลุ่มที่มีอาการของท่อน้ำเหลือง/ต่อมน้ำเหลืองอักเสบเฉียบพลันเป็นประจำนี้จะกลายเป็นกลุ่มที่มีอาการเรื้อรังต่อไป

สำหรับผู้ที่เดินทางมาอาศัยยังพื้นที่ที่มีการระบาดหรือมีความชุกของโรคสูง เมื่อได้รับเชื้อจากยุงที่กัดซ้ำๆเป็นระยะเวลาหนึ่งโดยเฉลี่ยประมาณ 3 - 6 เดือน ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะปรากฏอาการโดยจะมีท่อน้ำเหลืองและต่อมน้ำเหลืองอักเสบคล้ายกับผู้ป่วยที่เกิดและอาศัยในพื้นที่ที่มีการระบาด แต่มีความแตกต่างกันคือมักจะไม่มีไข้ปรากฏ

3. กลุ่มที่มีอาการเรื้อรัง เมื่อผ่านไปหลายๆปี ท่อทางเดินน้ำเหลืองที่มีการอักเสบเป็นๆหายๆจะเกิดเป็นพังผืดจนเกิดเป็นการอุดตัน ส่งผลให้น้ำเหลืองที่อยู่ในท่อน้ำเหลืองเล็กๆเหล่านี้ซึ่งจะต้องไหลเข้าท่อน้ำเหลืองที่ใหญ่กว่า (เพื่อที่จะเทกลับเข้าสู่หลอดเลือดดำ) ไม่สามารถไหลได้ตามปกติ น้ำเหลืองก็จะซึมออกจากท่อน้ำเหลืองและคั่งอยู่ในเนื้อเยื่อรอบๆท่อน้ำเหลืองรวมทั้งเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังและในผิวหนังทำให้เกิดการบวมโตของเนื้อเยื่อต่างๆดังกล่าว ซึ่งในช่วงแรกจะเป็นลักษณะเมื่อถูกกดจะยุบตัวบุ๋มได้และยุบบวมได้บ้างหลังจากนอนพักตอนกลางคืน แต่เมื่อเวลาผ่านไปจะบวมจนไม่สามารถกดให้บุ๋มได้

อวัยวะที่จะบวมให้เห็นได้แก่ แขน ขา และเต้านม โดยแขนและขาจะค่อยๆบวมขึ้นจนกระ ทั่งเสียรูปทรง มองไม่เห็นข้อต่างๆ ผิวหนังมีการหนาตัวขึ้น สูญเสียความยืดหยุ่นและจะขรุขระคล้ายดอกกะหล่ำ แขน-ขาที่มีขนาดใหญ่โตขึ้นมากมายนี้เรียกว่า Elephantiasis คือมีลักษณะเหมือนขาหรือเท้าของช้างนั่นเอง

ถ้าท่อทางเดินน้ำเหลืองที่อยู่ด้านหลังเยื่อบุช่องท้องถูกทำลาย น้ำเหลืองที่ไหลมาจากไต ก็จะไม่สามารถถ่ายเทเข้าหลอดเลือดดำได้ ท่อน้ำเหลืองเล็กๆที่อยู่ในไตก็จะแตกออกและไหลลงสู่ท่อปัสสาวะทำให้ผู้ป่วยมีปัสสาวะสีออกขาวขุ่นคล้ายน้ำนมเรียกว่า Chyluria โดยมักจะเป็นในตอนเช้า

หากเป็นการติดเชื้อหนอนพยาธิชนิด Wuchereria bancrofti จะมีน้ำเหลืองคั่งอยู่ในช่องว่างของถุงอัณฑะและของผิวหนังของถุงหุ้มอัณฑะซึ่งจะบวมและขยายขนาดใหญ่ขึ้นจนถุงอัณฑะมีขนาดใหญ่มากเรียกว่า Scrotal elephantiasis

อนึ่งนอกจากจะมีอาการแสดงใน 3 กลุ่มดังที่กล่าวแล้วนี้ ผู้ป่วยบางคนจะเกิดกลุ่มอาการที่เรียกว่า Tropical pulmonary eosinophilia (เรียกย่อว่า ทีพีอี/TPE) ร่วมด้วย โดยมักจะเกิดในคนเอเชีย พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 4 เท่า โดยอาการคือ มีไข้ต่ำๆ ไอเป็นชุดๆ หาย ใจหอบมีเสียงดังวี๊ดๆ น้ำหนักตัวลด หากเจาะเลือดตรวจจะพบเม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิล (Eosinophil) ขึ้นสูง อาการดังกล่าวเกิดขึ้นจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่มีต่อหนอนพยาธิ

แพทย์วินิจฉัยโรคเท้าช้างได้อย่างไร?

ดังได้กล่าวแล้วว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ ดังนั้นผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคหรือมีความชุกของโรคสูง การวินิจฉัยโรคจึงต้องอาศัยการตรวจคัดกรองผู้ที่ไม่มีอาการโดยการเจาะเลือดตรวจซึ่งอาจเป็นการตรวจหาตัวหนอนพยาธิโดยตรงหรือตรวจหาแอนติเจน (Antigen/สารก่อภูมิต้านทาน) ของพยาธิก็ได้

  • การตรวจหาตัวหนอนพยาธิ ทำโดยการนำเลือดที่เจาะไปตรวจหาตัวอ่อน Microfilaria ด้วย กล้องจุลทรรศน์ ซึ่งจะพบตัวอ่อนที่มีขนาดยาวประมาณ 0.2 - 0.25 มม. การเลือกช่วงเวลาที่เจาะเลือดไปตรวจมีความสำคัญในการที่จะหาเจอตัวพยาธิโดยขึ้นกับว่าผู้ป่วยอาศัยอยู่ในพื้นที่ไหน เพราะแต่ละพื้นที่สาเหตุจะมาจากเชื้อต่างชนิดกัน ซึ่งตัวอ่อนจะออกมาในกระแสเลือดในช่วงเวลาที่ต่างกันดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อสาเหตุ
  • การตรวจหาแอนติเจน/สารก่อภูมิต้านทานของเชื้อหนอนพยาธิ เป็นการตรวจจากเลือดซึ่งบางเทคนิควิธีมีความไวในการตรวจพบหนอนพยาธิเกือบ 100%

สำหรับการตรวจหาหนอนพยาธิตัวเต็มวัยที่อาศัยอยู่ในท่อน้ำเหลืองหรือในต่อมน้ำเหลืองนั้นทำได้ยาก วิธีที่ใช้กันได้แก่ การใช้เครื่องอัลตราซาวน์ที่สามารถตรวจดูการไหลเวียนของเลือดได้ มาตรวจดูถุงอัณฑะในผู้ชายหรือตรวจเต้านมในผู้หญิง อาจจะพอมองเห็นพยาธิตัวเต็มวัยเคลื่อน ไหวไปมาในท่อน้ำเหลืองที่ขยายตัวได้เรียกการตรวจพบนี้ว่า Filarial dance sign

ส่วนผู้ที่มีอาการอักเสบของท่อน้ำเหลืองและของต่อมน้ำเหลืองแบบเฉียบพลัน และผู้ที่มีอาการแขน ขา หรืออัณฑะบวมโต หากอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคหรือมีความชุกของโรคสูง แพทย์ผู้ตรวจก็จะนึกถึงโรคนี้เป็นอันดับต้นๆและจะเจาะเลือดเพื่อส่งตรวจหาตัวหนอนพยาธิด้วยเช่นกัน

รักษาโรคเท้าช้างอย่างไร?

แนวทางการรักษาโรคเท้าช้างคือ แบ่งการรักษาหลักออกเป็นการให้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อหนอนพยาธิ การรักษาอาการที่เกิดจากท่อน้ำเหลือง/ต่อมน้ำเหลืองอักเสบเฉียบพลัน และการรักษาผู้ที่มีแขน ขา หรืออัณฑะบวมโต

1. การให้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อ โดยจะให้ในผู้ที่ไม่มีอาการแต่ตรวจพบเชื้อหนอนพยาธิจากการตรวจคัดกรองและในผู้ที่มีการอักเสบของท่อน้ำเหลืองและต่อมน้ำเหลืองแบบเฉียบพลัน ซึ่งยาจะฆ่าหนอนพยาธิตัวอ่อน Microfilaria ให้หมดไปได้แต่จะฆ่าหนอนพยาธิตัวโตเต็มวัยได้มีประสิทธิภาพไม่ดีนัก ผู้ป่วยจึงต้องกินยาซ้ำทุกๆปีทั้งนี้เพื่อตัดวงจรการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่นรวมทั้งลดการแพร่เชื้อตัวใหม่มาสู่ตนเองด้วย

ดังนั้นหากผู้ป่วยในกลุ่มเหล่านี้ไม่ติดเชื้อหนอนพยาธิเพิ่มเข้ามาในร่างกายอีก หนอนพยาธิ ตัวเต็มวัยที่อยู่ในร่างกายก็จะตายไปเมื่อมีอายุได้ประมาณ 5 - 7 ปี และทำให้ผู้ป่วยไม่กลายเป็นโรคเรื้อรังที่มีแขนขาหรืออัณฑะบวมโตได้

ส่วนผู้ที่มีอาการแขนขาหรืออัณฑะบวมโตแบบถาวรแล้วนั้น การให้ยาฆ่าเชื้อไม่มีประโยชน์ เพราะไม่ได้ทำให้แขนขาหรืออัณฑะกลับมามีขนาดปกติได้ อย่างไรก็ตามอาจจะพิจารณาให้ยาในกรณียังตรวจพบตัวอ่อนในเลือดเพื่อเป็นการกำจัดโอกาสที่อาจแพร่เชื้อหนอนพยาธิสู่ผู้อื่น โดยยาปฏิชีวนะที่ใช้กันมานานแล้วและยังคงเป็นยารักษาหลักในปัจจุบันคือ Diethylcarbama zine (หรือเรียกย่อว่า ดีอีซี/DEC)

2. การรักษาอาการท่อน้ำเหลือง/ต่อมน้ำเหลืองอักเสบเฉียบพลัน ได้แก่ การให้ยาลดไข้และ ยาแก้ปวด

3. การรักษาอาการบวมโตของแขน ขา ไม่มีวิธีลดขนาดของแขนขาให้กลับมาปกติได้ การรักษาจะมุ่งเน้นไปที่การดูแลไม่ให้มีติดเชื้อแบคทีเรียและ/หรือเชื้อราแทรกซ้อนหรือเกิดบาดแผลขึ้นมา ส่วนอัณฑะที่บวมโตอาจรักษาด้วยการผ่าตัดออก

โรคเท้าช้างรุนแรงไหม? มีผลข้างเคียงอย่างไร?

โรคเท้าช้างไม่เป็นสาเหตุให้เสียชีวิต และเมื่อเริ่มเกิดโรคโดยยังไม่มีอาการหรือยังมีอาการเพียงเล็กน้อย การใช้ยาปฏิชีวนะดังกล่าวสามารถรักษาโรคให้หายได้ แต่ก็ต้องกินยาเป็นระยะๆตามแพทย์แนะนำเพื่อรักษาการติดโรคซ้ำ

แต่เมื่อเกิดโรคเรื้อรังเป็นเวลานานจนเกิดอาการบวมเรื้อรังในเนื้อเยื่อต่างๆดังได้กล่าวแล้ว มักไม่สามารถรักษาให้หายได้ การรักษาเพียงแต่เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียและ/หรือเชื้อราซ้ำซ้อนจากมีการคั่งของน้ำเหลือง ดังนั้นโรคเท้าช้างจึงจัดเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตเป็นอย่างยิ่งทั้งในการใช้ชีวิตประจำวัน, ในการงาน และในสังคม

ผลข้างเคียงที่อาจพบได้จากโรคเท้าช้างคือ

1. ผู้ที่แขนขาหรืออัณฑะบวมโต ผิวหนังจะเกิดรอยพับขึ้นซึ่งจะเป็นที่อับชื้น ทำให้เชื้อแบคทีเรียและเชื้อราเข้าไปเจริญเติบโตได้ดี ประกอบกับผิวหนังและชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังที่บวมจากน้ำเหลืองคั่งนี้ ทำให้เลือดไหลเวียนมาเลี้ยงเซลล์ไม่สะดวก ผิวหนังก็จะติดเชื้อโรคได้ง่ายและหากติดเชื้อจนกลายเป็นแผลก็จะหายได้ยากเช่นกัน

2. หากแขนหรือขาบวมโตมากก็จะทำให้ใช้งานได้ไม่ปกติ ผู้ที่มีขนาดขาบวมโตใหญ่มากก็อาจขยับเคลื่อนไหวและ/หรือเดินไม่ได้

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคเท้าช้าง?

การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคเท้าช้างได้แก่

1. ผู้ที่มีอาการท่อน้ำเหลือง/ต่อมน้ำเหลืองอักเสบเฉียบพลัน ให้ใช้การประคบเย็นบริเวณที่ปวดห้ามใช้น้ำร้อนประคบ และควรพักการใช้งานในส่วนนั้น ห้ามบริหารแขนขาที่มีท่อนำเหลือง/ต่อม น้ำเหลืองอักเสบ และห้ามใช้ผ้าพันหรือรัดบริเวณที่ปวดบวม

2. ผู้ที่มีแขน ขา หรืออัณฑะบวมโต สิ่งสำคัญคือต้องรักษาความสะอาดของผิวหนังให้ดี ซึ่งควรทำวันละ 2 ครั้งขณะอาบน้ำโดยการใช้สบู่อ่อนๆฟอกถูไปมาให้สะอาดทั้งตามรอยพับของผิวหนัง ซอกผิวหนัง และง่ามนิ้วต่างๆ โดยอาจใช้ผ้าผืนเล็กๆหรือผ้าก๊อซช่วยฟอกและถู ห้ามใช้หินหรือแปรงขัดตัวเพราะจะทำลายผิวหนังและทำให้เกิดบาดแผลได้ง่าย เมื่อล้างสบู่ออกหมดแล้วต้องซับให้แห้ง ใช้ผ้าผืนเล็กๆหรือผ้าก๊อซซับตามซอกและง่ามนิ้วให้แห้งด้วย พยายามระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุบริเวณที่บวมโตเพราะจะเกิดแผลได้ง่าย ตัดเล็บมือเล็บเท้าให้สั้นอยู่เสมอเพื่อป้องกันรอยเกาที่ผิวหนัง หากมีบาดแผลตาผิวหนังควรพบแพทย์พยาบาลเพื่อรับยาและคำแนะนำในการดูแลแผลที่เหมาะสม

นอกจากนี้ได้แก่ การบริหารแขนขาซึ่งจะเป็นการช่วยส่งเสริมให้การไหลเวียนของน้ำเหลือง และเลือดให้ดีขึ้นรวมถึงการนวดด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ควรรับคำปรึกษาจากแพทย์พยาบาลหรือนักกายภาพบำบัดถึงท่าทางการบริหารและการนวดที่ถูกต้อง สุดท้ายคือการยกแขนขาพักในช่วงที่ไม่ได้ใช้งานซึ่งจะช่วยลดการคั่งของของเหลว/น้ำเหลืองและลดการบวมลงได้บ้าง ท่าพักที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญมากโดยเฉพาะแขนขาที่ใหญ่และหนัก จึงควรปรึกษาแพทย์พยาบาลหรือนักกายภาพ บำบัดด้วยเช่นกัน

ป้องกันโรคเท้าช้างได้อย่างไร?

การป้องกันโรคเท้าช้างที่สำคัญคือ ป้องกันและหลีกเลี่ยงไม่ให้ยุงกัดเช่น นอนในมุ้ง ทายากันยุง การใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว เป็นต้น

การควบคุมและกำจัดยุงพาหะเช่น กำจัดลูกน้ำตามแหล่งต่างๆ กำจัดวัชพืช และพืชน้ำที่เป็นแหล่งเกาะอาศัยของลูกน้ำยุงลายเสือ เป็นต้น แต่วิธีเหล่านี้พบว่ามีประสิทธิภาพไม่เพียงพอในการกำจัดโรค

ในเขตที่มีการระบาดหรือมีความชุกของโรคสูง วิธีที่ช่วยลดการแพร่กระจายของโรคได้ดีกว่าคือ การให้ประชาชนที่อยู่ในแหล่งระบาดของโรคเท้าช้างกินยาฆ่าเชื้อหนอนพยาธิปีละครั้ง เป็นเวลาติดต่อกันหลายๆปีเพื่อตัดวงจรการแพร่เชื้อให้หมดไป

สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค หากเป็นการย้ายไปอยู่อาศัยถาวรก็ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดหาพยาธิ หรือกินยาฆ่าหนอนพยาธิเป็นประจำเหมือนกับคนในพื้นที่ แต่หากเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆไม่ยาวนานหลายเดือน ก็เพียงแค่ป้องกันและหลีกเลี่ยงไม่ให้ยุงกัดเพราะจะไม่ได้ประโยชน์จากการกินยาฆ่าหนอนพยาธิ

ควรพบแพทย์เมื่อไร?

ดังกล่าวแล้วว่า เมื่อเริ่มติดโรคผู้ป่วยจะยังไม่อาการ แต่เมื่อรอจนเกิดอาการ ประสิทธิภาพในการรักษาจะลดลง ดังนั้นผู้อยู่อาศัยในถิ่นของโรคทุกคนรวมทั้งเด็กด้วยๆควรต้องพบแพทย์ พยาบาล หรือไปสถานีอนามัย หรือพบอาสาสมัครสาธารณสุข เพื่อขอรับการตรวจหรือคำปรึกษาเพื่อการรับยารักษาโรคตั้งแต่ยังไม่อาการ หลังจากนั้นควรต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของบุคลากรเหล่านั้นสม่ำเสมอ รวมทั้งการได้รับยาควบคุมโรคเท้าช้างด้วย

บรรณานุกรม

  1. Thomas B. Nutman, Peter F. Weller, filariasis and related infections, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 15th edition, Braunwald , Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2001
  2. http://www.thaivbd.org/n/uploads/file/file_PDF/elephantiasis/May_2558.pdf [2016,April2]
  3. http://www.cdc.gov/parasites/lymphaticfilariasis/gen_info/index.html [2016,April2]
Updated 2016, April 2


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน Nongbeer Lankly
Frame Bottom