Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ระบบทางเดินหายใจ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

โรคติดเชื้อ  โรคหวัด 

บทนำ

โรคอาร์เอสวี หรือโรคไวรัสอาร์เอสวี หรือ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี(Respiratory syncytial virus infection ย่อว่า RSV infection) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากไวรัสชื่อ Respiratory syncytial virus ย่อว่า RSV) ซึ่งเป็นไวรัสในสกุล Pneumovirus และอยู่ในวงศ์ Paramyxoviridae โดยเป็นไวรัสที่พบในคน(มีคน เป็นโฮสต์/Host) โดยมักพบอยู่ในโพรงหลังจมูก และจากการศึกษาพบว่าไวรัสนี้สามารถก่อโรคได้ในสัตว์หลายประเภท เช่น หนูชนิดต่างๆ ตัวFerret และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ เช่น แกะ

ไวรัสอาร์เอสวีแบ่งเป็น 2 ชนิดย่อย(Subtype) คือ ชนิด เอ/A และชนิดบี/B โดยชนิดย่อย A, มักมีความรุนแรงสูงกว่าชนิดย่อย B

ไวรัสอาร์เอสวี เป็นไวรัสที่มีชีวิตอยู่ในคน และขณะอยู่ในคน/ผู้ป่วย ไวรัสนี้สามารถแพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้นานประมาณ 3-8 วันนับจากวันที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการ แต่สามารถอยู่ในคนที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรค(ภูมิคุ้มกัน)ต่ำและแพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้นานถึง 4 สัปดาห์ ทั้งนี้ ไวรัสนี้เมื่ออยู่นอกร่างกายคน จะชีวิตอยู่ได้ประมาณ 2-7 วัน ขึ้นกับอุณภูมิและความชื้นของสถานที่นั้นๆ

โดยทั่วไป ไวรัสอาร์เอสวีตายได้ง่ายใน สภาวะที่แห้ง สภาวะที่มีอุณหภูมิสูง โดยสามารถฆ่าไวรัสนี้ได้จากความร้อนที่อุณหภูมิสูงกว่า 55 องศาเซลเซียส(Selsius) นานตั้งแต่ 5 นาทีขึ้นไป หรือจากน้ำยาฆ่าเชื้อได้หลายชนิด เช่น สบู่ ผงซักฟอก น้ำยาฆ่าเชื้อชนิดต่างๆ เช่น Formalin, Sodium hypochlorite, 1% Iodine และในสภาวะที่มีความเป็นกรด(pH น้อยกว่า 7)

โรคอาร์เอสวี พบได้ตลอดปี แต่พบสูง/เกิดได้ชุกขึ้น หรือมีการระบาดได้ตามฤดูกาล โดยในเขตร้อนที่รวมถึงประเทศไทย โรคพบสูงขึ้นในฤดูฝน แต่ในประเทศเขตหนาว มักพบโรคสูงขึ้นในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงจนถึงตลอดฤดูหนาว

โรคอาร์เอสวี เป็นโรคพบทั่วโลก พบได้ในคนทุกอายุ ทุกเพศ ไม่ต่างกันทั้งในเพศหญิงและเพศชาย รวมถึงในทุกเชื้อชาติ แต่พบได้สูงในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในที่แออัด เช่น ศูนย์เลี้ยงเด็กเล็ก

โรคอาร์เอสวี เป็นโรคพบได้บ่อย แต่สถิติการเกิดที่แน่นอนยังไม่แน่ชัด เพราะอาการโรคจะคล้ายโรคหวัด และโดยทั่วไปโรคจะไม่รุนแรง ผู้ป่วยปกติทั่วไปจะหายได้เองเหมือนโรคหวัด แพทย์จึงมักวินิจฉัยรวมอยู่ในโรคหวัด

อย่างไรก็ตามในสหรัฐอเมริกา มีรายงานพบโรคอาร์เอสวีได้สูงในเด็กวัย 2-8 เดือน โดยในแต่ละปีพบโรคนี้ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 4 ปีประมาณ 4.5 ล้านราย และที่มีอาการรุนแรงขั้นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลพบได้ปีละประมาณ 125,000 ราย

โรคอาร์เอสวีเกิดและติดต่อได้อย่างไร?

โรคอาร์เอสวี

โรคอาร์เอสวี เป็นโรคติดต่อได้ง่าย โดยเกิดจากระบบทางเดินหายใจติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี ซึ่งในเบื้องต้น เป็นการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจตอนบนก่อน ต่อเมื่อโรครุนแรง จะลุกลามเป็นการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจตอนล่างร่วมด้วย ทั้งนี้การติดเชื้อ จะเกิดจากการคลุกคลีใกล้ชิด สัมผัสกับเชื้อ(ที่อยู่ในสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจผู้ป่วย) คือส่วนใหญ่ เกิดจากมือที่สัมผัสกับสารคัดหลั่งเหล่านั้น ได้แก่ น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ที่ติดอยู่ตามตัวผู้ป่วย ตามสิ่งของ/เครื่องใช้ต่างๆ(Fomites) เช่น เสื้อผ้า โต๊ะ เก้าอี้ ราวบันได ของใช้ต่างๆ(เช่น ของเล่น) โทรศัพท์ แก้วน้ำ ช้อน ชาม แล้วเชื้อจะผ่านเข้าสู่ร่างกายทาง ช่องปาก เยื่อจมูก และเยื่อตา แต่เชื้อนี้จะไม่แพร่กระจายผ่านทางการหายใจ การไอ หรือ จาม ดังนั้นการป้องกันโรคนี้ได้ดีที่สุด คือ ไม่คลุกคลีกับผู้ป่วย และล้างมือบ่อยๆ และล้างทุกครั้งก่อนการบริโภค ร่วมกับการแยกของใช้ต่างๆ โดยเฉพาะ แก้วน้ำ ช้อน เสื้อผ้า

โรคอาร์เอสวีมีอาการอย่างไร?

โรคอาร์เอสวี จะเริ่มมีอาการหลังร่างกายได้รับเชื้อ(ระยะฝักตัวของโรค)อยู่ในช่วงประมาณ 2-8 วัน โดยทั่วไปในคนปกติที่ร่างกายมีภูมิคุ้มกันปกติ โรคนี้จะไม่รุนแรง และอาการจะคล้ายโรคหวัด โดยเป็นการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจตอนบน ซึ่งโรคจะหายได้เองจากการดูแลตนเองตามอาการ(การรักษาประคับประคองตามอาการ)ภายในระยะเวลาเช่นเดียวกับโรคหวัด คือ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่ในกลุ่มที่มีอาการรุนแรง โรคจะลุกลามเป็นการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจตอนล่าง คือในหลอดลมขนาดเล็กในปอดที่เรียกว่า “หลอดลมฝอย” เกิดเป็นการอักเสบในหลอดลมฝอย(Bronchiolitis) และลุกลามต่อเป็นปอดอักเสบ/ปอดบวมได้

อาการของโรคอาร์เอสวีที่เป็นการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจตอนบนและที่อาการไม่รุนแรง ได้แก่ มีไข้ต่ำๆ คัดจมูก มีน้ำมูกใส ไอบ้างโดยเป็นไอแห้งๆ/ไอไม่มีเสมหะ น้ำตาไหล จากนั้นในคน/ในเด็กที่ภูมิคุ้มกันปกติ หลังการพักผ่อนเต็มที่ และการดื่มน้ำสะอาดมากๆ ร่วมกับกินยาลดไข้ อาการต่างๆจะดีขึ้น ภายในประมาณ 1-2 สัปดาห์

แต่ในคน/เด็กที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาการจะค่อยๆรุนแรงมากขึ้นๆ ไอมากขึ้น เสียงแหบจากกล่องเสียงอักเสบ/บวม ไข้สูงขึ้น อ่อนเพลียมาก กินได้น้อย ดื่มน้ำได้น้อย เสมหะมากขึ้น หายใจเร็วขึ้น หายใจมีเสียงวี๊ด(Wheezing) หอบเหนื่อย และถ้าไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที อาจหยุดหายใจ และอาจเสียชีวิตได้จากภาวะหายใจล้มเหลวโดยเฉพาะในทารกที่คลอดก่อนกำหนดที่อายุครรภ์น้อยกว่า 35 สัปดาห์

ใครมีปัจจัยเสี่ยงเกิดโรคอาร์เอสวีที่รุนแรง?

ผู้มีปัจจัยเสี่ยงเกิดโรคอาร์เอสวีที่รุนแรง ได้แก่

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

ผู้ที่มีอาการโรคหวัด ที่หลังได้รับการดูแลตามอาการแล้ว ถ้าอาการเลวลง ต้องรีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเสมอโดยเฉพาะใน เด็กอ่อน เด็กเล็ก และในผู้มีปัจจัยเสี่ยงเกิดโรคอาร์เอสวีรุนแรง ดังได้กล่าวในหัวข้อ “ผู้มีปัจจัยเสี่ยงฯ”

แพทย์วินิจฉัยโรคอาร์เอสวีอย่างไร?

โดยทั่วไป แพทย์วินิจฉัยโรคอาร์เอสวีจากลักษณะทางคลินิก โดยไม่ต้องใช้การตรวจสืบค้นวิธีอื่น คือ วินิจฉัยจาก อายุผู้ป่วย ประวัติอาการโรค การระบาดในแหล่งที่พักอาศัย การระบาดในโรงเรียน เป็นต้น การตรวจร่างกาย แต่ในบางกรณีถ้าผู้ป่วยมีอาการรุนแรง แพทย์อาจต้องวินิจฉัยแยกโรคจากการติดเชื้อไวรัสชนิดอื่น หรือจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จึงจะมีการตรวจสืบค้นเพิ่มเติม เช่น การตรวจเพาะเชื้อจากโพรงหลังจมูก การตรวจเลือด ดูค่า CBC ดูสารภูมิต้านทานหรือสารก่อภูมิต้านทานต่อโรคที่แพทย์สงสัย การตรวจเชื้อ/การเพาะเชื้อจากเสมหะ การเอกซเรย์ภาพปอด เป็นต้น ทั้งนี้การตรวจสืบค้นเพิ่มเติมต่างๆจะขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษา

รักษาโรคอาร์เอสวีอย่างไร?

แนวทางหลักในการรักษาโรคอาร์เอสวี คือ การรักษาประคับประคองตามอาการ ด้วยยังไม่มีตัวยาใดที่มีประสิทธิภาพเฉพาะเจาะจงสำหรับรักษาโรคนี้ นอกจากนั้น โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส จึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เพราะยาปฏิชีวนะฆ่าไวรัสไม่ได้ ฆ่าได้แต่แบคทีเรีย ดังนั้นแพทย์จะใช้ยาปฏิชีวนะเฉพาะในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน

ก. กรณีที่โรคมีอาการคล้ายโรคหวัดที่อาการไม่รุนแรงที่เป็นอาการผู้ป่วยส่วนใหญ่: การรักษา คือ การดูแลตนเองที่บ้าน พักผ่อนให้ได้เต็มที่ ดื่มน้ำสะอาดให้ได้มากๆอย่างพอเพียงเมื่อไม่มีโรคที่ต้องจำกัดน้ำดื่ม กินอาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ให้ครบในทุกวัน กินอาหารปรุงสุกที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ ไม่กินอาหารค้าง เคลื่อนไหวร่างกายตามควรกับสุขภาพ หยุดงาน/หยุดเรียนจนกว่าไข้จะลงเป็นปกติแล้ว 24 ชั่วโมง ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่บ่อยๆและทุกครั้งก่อนกินอาหาร ไม่คลุกคลีกับคนอื่น และแยกเครื่องใช้ต่างๆ เช่น แก้วน้ำ ช้อน เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า ของเล่น สั่งน้ำมูกด้วยกระดาษทิชชู แล้ว ทิ้งให้เป็นที่เป็นทาง กินยา Paracetamol เพื่อลดไข้ และแก้ปวดศีรษะ ไม่จำเป็นต้องกินยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก หรือยาแก้ไอ ในเด็กห้ามกินยา Aspirin ด้วยอาจเกิดผลข้างเคียงจากยาที่รุนแรง ที่เรียว่า Reye’s syndrome

อนึ่ง โรคนี้จะมีอาการตาธรรมชาติของโรคอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์

ข. กรณีโรคมีอาการรุนแรง ซึ่งมักเกิดจากมีการติดเชื้อในหลอดลมฝอยในปอดและ/หรือมีปอดบวมร่วมด้วย ผู้ป่วยมักต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล การรักษาจะเป็นการรักษาประคับประคองตามอาการ ด้วยวิธีการเดียวกับดังกล่าวในข้อ ก. โดยอาจร่วมกับมีการให้ออกซิเจนเมื่อผู้ป่วยมีปัญหาทางการหายใจ การให้สารน้ำ/สารอาหารทางหลอดเลือดดำกรณีผู้ป่วยดื่มน้ำ/กินอาหารได้น้อย การดูดเสมหะออกจากจมูกด้วยลูกยางและ/หรือการใช้เครื่องช่วยดูดเสมหะจากลำคอกรณีมี น้ำมูก เสมหะ มากหรือข้นเหนียวจนผู้ป่วยกำจัดออกเองไม่ได้

นอกจากนั้น อาจมีการใช้ยาต่างๆซึ่งจะเป็นกรณีๆไปตามแต่ละอาการของผู้ป่วย และขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษาเพราะยาเหล่านี้อาจได้ผลเฉพาะผู้ป่วยบางรายเท่านั้น เช่น การใช้ยาละลายเสมหะ ยาขยายหลอดลม ยาแก้ไอ ยาแก้อักเสบกลุ่มสเตียรอยด์ ยาปฏิชีวนะเมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย ยาต้านไวรัสที่ชื่อ Ribavirin ที่มีรายงานใช้ได้ผลในผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะ ฯลฯ

โรคอาร์เอสวีมีผลข้างเคียงอย่างไร?

ผลข้างเคียง/ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ในโรคอาร์เอสวี นอกจากการเกิดหลอดลมฝอยอักเสบ และการเกิดปอดบวมแล้ว ที่พบได้ คือ

โรคอาร์เอสวีมีการพยากรณ์โรคอย่างไร?

การพยากรณ์โรคของโรคอาร์เอสวี คือ

ก. กรณีโรคไม่รุนแรง: โรคจะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ จากการรักษาดูแลตนเองแบบการรักษาประคับประคองตามอาการ ดังได้กล่าวในหัวข้อ “การรักษาฯ”

ข. กรณีโรครุนแรง: ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาในโรงพยาบาล มีโอกาสเสียชีวิตได้จากภาวะหายใจล้มเหลว ซึ่งในสหรัฐอเมริกา มีรายงานการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคนี้ที่มีอาการรุนแรงอยู่ในช่วง 3-25 รายต่อผู้ป่วย 10,000ราย โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เสียชีวิตจะเป็นผู้ป่วยที่ยังเป็นทารกและเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี ซึ่งเฉลี่ยโดยประมาณ อยู่ที่ 1%

อนึ่ง ผู้ป่วยโรคนี้ที่รักษาหายแล้ว สามาถกลับมาติดโรคนี้ซ้ำได้เสมอ นอกจากนั้น ยังมีรายงานพบว่า ในผู้ป่วยที่มีอาการ “หายใจมีเสียงวี้ด (Wheezing)”โดยเฉพาะผู้ป่วยเด็ก พบว่าเมื่อโตขึ้น ประมาณ 40% จะเกิดป็นโรคหืด ซึ่งแพทย์ยังไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้ แต่เชื่อว่า น่าจะเกิดจากเด็กกลุ่มนี้มีพันธุกรรมบางอย่างที่เกี่ยวข้องระหว่างโรคนี้และโรคหืด

ดูแลผู้ป่วย ดูแลตนเอง อย่างไร?

การดูแลตนเอง หรือการดูแลผู้ป่วยโรคอาร์เอสวี ในกรณีอาการโรคไม่รุนแรง หรือกรณีที่แพทย์อนุญาตให้ดูแลตนเองที่บ้าน จะเช่นเดียวกับในการดูแลผู้ป่วยโรคหวัด ซึ่งที่สำคัญ ได้แก่

  • พักผ่อนให้เต็มที่ หยุดงาน หยุดโรงเรียน จนกว่าไข้จะลงปกติแล้ว 48 ชั่วโมง
  • ดื่มน้ำสะอาดมากๆ
  • ล้างมือบ่อยๆ และทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร
  • แยกเครื่องใช้ต่างๆ เช่น แก้วน้ำ ช้อน เสื้อผ้า
  • ไม่ไปในที่แออัด
  • รู้จักใช้หน้ากากอนามัย
  • กินอาหารมีประโยชน์ 5 หมู่(อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ประเภทอาหารทางการแพทย์)
  • กินยาลดไข้ ยาแก้ปวด Paracetamol หรือกรณีที่พบแพทย์แล้ว ก็กินยาต่างๆที่แพทย์สั่งให้ครบถ้วน
  • ถ้าอาการต่างๆเลวลง ให้รีบไปโรงพยาบาล เช่น ไข้สูงขึ้น ไอมากขึ้น มีเสมหะมากขึ้น เสมหะเปลี่ยนเป็นสีต่างๆที่ไม่ใช่สีขาว(แสดงว่าน่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินหายใจร่วมด้วย) เช่น เขียว น้ำตาล เทา

ควรพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อไหร่?

เมื่อเป็นโรคอาร์เอสวีและได้พบแพทย์ หรือแพทย์อนุญาตให้กลับมาดูแลตนเองที่บ้าน(กรณีมีการรักษาในโรงพยาบาล) ควรพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนนัดเมื่อ

ป้องกันโรคอาร์เอสวีอย่างไร?

ปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้ แต่มีการผลิตวัคซีนแล้วซึ่งกำลังอยู่ในการศึกษาประสิทธิภาพและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นในผู้รับวัคซีนป้องกันโรคนี้

นอกจากนั้น ในสหรัฐอเมริกา ผู้ป่วยเด็กที่มีโอกาสติดเชื้อนี้แล้วจะมีอาการที่รุนแรงมาก จะมีการให้ยาซึ่งเป็นสารภูมิต้านทาน(Monoclonal antibody)เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานโรคให้กับเด็กกลุ่มเสี่ยงนี้ ได้แก่ยา Palivizumab โดยฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อทุกเดือน ซึ่งขนาดยา และระยะเวลาของการได้รับยานี้ จะแตกต่างกันในเด็กแต่ละคน ขึ้นกับ อายุเด็ก น้ำหนักตัว และ ชนิดของปัจจัยเสี่ยงว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อยู่ในกลุ่มใด ซึ่งเด็กที่มีปัจจัยเสี่ยงที่ในสหรัฐอเมริกาแนะนำให้ฉีดยาสารภูมิต้านทานนี้ ได้แก่

บรรณานุกรม

  1. Dawson-Caswell,M., and Muncle, JR, H. Am Fam Physician.2011;83(2):141-146
  2. Falsey,A. et al. NEJM.2005;352(17): 1749-1762
  3. http://www.phac-aspc.gc.ca/lab-bio/res/psds-ftss/pneumovirus-eng.php [2016,Nov12]
  4. http://pr.moph.go.th/iprg/include/admin_hotnew/show_hotnew.php?idHot_new=31743 [2016,Nov12]
  5. http://emedicine.medscape.com/article/971488-overview#showall [2016,Nov12]
  6. http://www.healthline.com/health/respiratory-syncytial-virus-rsv [2016,Nov12]
  7. http://www.medscape.com/viewarticle/836087 [2016,Nov12]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 10 คน sirikul popeppo nightmelons padungchob19 Nongbeer eurokungza a1v4d PPaapp Panupol mdnatt
Frame Bottom