Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ทั้งตัว  ระบบโรคติดเชื้อ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ไข้  ผื่น 

บทนำ

โรคหัด (มีเซิลส์/measles หรือ รูบีโอลา/rubeola) เป็นโรคไข้ออกผื่นที่พบบ่อยในเด็กเล็ก แต่สามารถพบได้ในทุกวัย โดยโอกาสเกิดใกล้เคียงกันทั้งในเพศหญิงและเพศชาย นับว่าเป็นโรคที่มีความสำคัญมากโรคหนึ่ง เพราะอาจเกิดโรคแทรกซ้อนทำให้ถึงเสียชีวิตได้

โรคหัด เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชื่อ มอร์บิลลิไวรัส (Morbillivirus) ซึ่งคนที่เคยติดเชื้อมาแล้ว จะมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต และโรคนี้มีวัคซีนป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงเกือบ 100%

โรคหัดมีสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงอย่างไร?

ถ้าไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรค เด็กมีโอกาสเป็นหัดได้เมื่อภูมิคุ้มกันที่ผ่านมาจากแม่หมดไปเมื่ออายุประมาณ 6-9 เดือน ทั้งนี้สามารถเป็นได้ทุกอายุ แต่อายุที่พบบ่อยคือ 1-6 ปี ในประ เทศไทย เริ่มให้วัคซีนป้องกันหัด เมื่อ พ.ศ. 2527 ทำให้อุบัติการณ์ของโรคลดลงเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี แต่ก็ยังพบโรคได้ประปราย และมีการระบาดเป็นครั้งคราวในชนบท ผู้ป่วยที่พบส่วนใหญ่จะเป็นเด็กที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีน และเป็นเด็กอายุเกิน 5 ปีมากขึ้น

โรคหัดติดต่อกันได้ง่ายมาก แพร่หลายได้รวดเร็ว มักจะพบในช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน แต่ก็อาจพบได้ประปรายตลอดปี การติดเชื้อเกิดโดยการ ไอ จาม หรือพูดกันในระยะใกล้ชิด เชื้อไวรัสจะกระจายอยู่ในละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย และเข้าสู่ร่างกายทางการหาย ใจ บางครั้งเชื้ออยู่ในอากาศ เมื่อหายใจเอาละอองที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส (Air borne transmis sion) เข้าไปก็ทำให้เป็นโรคได้ ซึ่งผู้ติดเชื้อจะเกิดโรคเกือบทุกราย

เมื่อไวรัสหัดมาสัมผัสกับเยื่อบุโพรงจมูกหรือเยื่อบุตา จะมีการแบ่งตัวและลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง และเข้าสู่กระแสเลือด (กระแสโลหิต) ครั้งที่ 1 จากนั้นจะไปแบ่งตัวเพิ่มเติมในเยื่อบุทางเดินหายใจและระบบน้ำเหลือง ม้าม และตับ แล้วเข้าสู่กระแสเลือดครั้งที่ 2 ทำให้เกิดผื่นบริเวณผิวหนัง การติดเชื้อทางเดินอาหาร และการติดเชื้อในระบบอื่นๆได้

โรคหัดมีอาการอย่างไร?

เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อหัด จะมีระยะฟักตัวของโรค โดยถ้านับจากสัมผัสโรคจนมีอาการ(ระยะก่อนออกผื่น) โดยเฉลี่ยประมาณ 8-12 วัน หรือนับตั้งแต่เริ่มสัมผัสโรคจนถึงระยะมีผื่น จะประมาณ 14 วัน

อาการของโรคหัดแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือระยะก่อนออกผื่นและระยะที่เป็นผื่น

ผู้ป่วยหัดจะมีเชื้อไวรัสในลำคอและแพร่เชื้อได้ในระยะจาก 1-2 วัน ก่อนที่จะเริ่มมีอา การ (3 ถึง 5 วันก่อนผื่นขึ้น) ไปถึงระยะหลังผื่นขึ้นแล้วประมาณ 4 วัน

ในผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ ผื่นจะมีจำนวนมาก และขนาดใหญ่กว่าในเด็ก และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคหัด และการติดเชื้อแทรกซ้อนจากแบคทีเรียมากกว่าเมื่อเกิดโรคในเด็ก(อ่านในหัวข้อผลข้างเคียงจากโรค)

แพทย์วินิจฉัยโรคหัดได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคหัดได้จากอาการ ซึ่งรวมถึงลักษณะของผื่น โดยเฉพาะการพบจุดขาวที่กระพุ้งแก้ม และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ คือ การตรวจเลือด (ซีบีซี) จะพบภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ

นอกจากนั้น คือ การตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเพาะต่อโรคหัด ได้แก่

โรคหัดรักษาได้อย่างไร?

แนวทางการรักษาโรคหัด คือ

โรคหัดมีผลข้างเคียงไหม? รุนแรงไหม? รักษาหายไหม?

เนื่องจากเชื้อไวรัสจากโรคหัด เข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นระบบภูมิคุ้มกันป้องกันเชื้อโรคต่างๆนี้เอง ทำให้เมื่อติดเชื้อหัดแล้ว จึงมีโอกาสทำให้ผู้ป่วยเกิดผลข้างเคียง (ภาวะ/ผลแทรกซ้อน) ต่างๆได้ โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในสภาพยากจน อยู่ในชุมชนแออัด มีภาวะทุพโภชนา การ และในเด็กเล็ก (เด็กกลุ่มนี้ มักมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ) โดยแบ่งผลข้างเคียงออกตามระบบ ได้แก่

มีวิธีดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นหัด? และจะป้องกันโรคหัดได้อย่างไร?

วิธีดูแลตนเอง และป้องกันโรคหัด คือ หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย โดยแยกผู้ป่วยที่สง สัยเป็นหัดจนถึงประมาณ 4 วันหลังผื่นขึ้น

แต่ทั้งนี้ วิธีที่ดีที่สุด คือ ฉีดวัคซีนป้องกัน ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขให้ฉีดวัคซีนป้อง กันโรคหัด 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อเด็กอายุ 9-12 เดือน และครั้งที่ 2 เมื่อเด็กเข้าเรียนชั้นประถมศึก ษาปีที่ 1 โดยทั้งสองครั้งให้ในรูปของวัคซีนรวม ป้องกันได้สามโรค คือ โรคหัด โรคคางทูม และโรคหัดเยอรมัน เรียกว่า วัคซีนเอ็มเอ็มอาร์ (MMR, M= mumps/มัมส์/โรคคางทูม M= measles/มีเซิลส์/หัด และ R=rubella/รูเบลลา/ โรคหัดเยอรมัน)

อนึ่ง เด็กที่เคยฉีดวัคซีนมาเพียง 1 ครั้ง (ปกติต้องฉีด 2 ครั้งดังกล่าวแล้ว) เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มีโอกาสที่ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนจะลดลงจนไม่สามารถป้องกันเชื้อหัด และทำให้เป็นโรคหัดได้

ในบางกรณี แม้ฉีดวัคซีนครบแล้ว ก็อาจเป็นโรคหัดได้ แต่จะเป็นแบบชนิดที่อาการต่างๆจะเป็นน้อย มีผื่นขึ้นน้อย

สำหรับผู้ที่สัมผัสโรคภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมง อาจพิจารณาให้วัคซีนหัดทันที ซึ่งจะป้องกันการเกิดโรคได้เมื่อยังไม่เคยเป็นหัดมาก่อน และ/หรือ เมื่อไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อน

ควรพบแพทย์เมื่อไร?

เมื่อเป็นโรคหัด หรือ สงสัยโรคหัด ควรพบแพทย์เมื่อ

บรรณานุกรม

  1. Anne Gerson.(2001). Measles. in Braunwald , Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson. Harrison’s Principles of Internal Medicine (15th edition). New York: McGrawHill.
  2. Measles. http://emedicine.medscape.com/article/966220-overview [2014,March12].
updated 2014, March 14

เว็บบอร์ด
User โรคมือเท้าปาก จากโรงเรียนหนูน้อย อาการเจ็บซี่โครง อาจเกิดจากการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และ/หรือของกระดูกซี่โครง ดังนั้นจึงขึ้นกับว่าคุณไปทำอะไรมา เช่น การออกแรงใช้กล้ามเนื้อ/กระดูก.... โดย Tippatai » 02/05/2012

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 4 คน sirikul KeviinzEverydayImShufflin theng.apiwat famemas.mello
Frame Bottom