Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ทั้งตัว  ระบบมะเร็งวิทยา 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

บทนำ

โรคมะเร็งในหญิงมีครรภ์ หรือในหญิงตั้งครรภ์ (Cancer in pregnancy) เป็นโรคที่พบได้ประมาณ 0.02 - 0.1% ของการตั้งครรภ์ทั้งหมด

โรคมะเร็งเป็นโรคที่พบได้สูงขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ดังนั้นปัจจุบัน จึงมีแนวโน้มที่จะพบโรค มะเร็งในผู้หญิงตั้งครรภ์ได้สูงขึ้น จากการที่ผู้หญิงแต่งงานและตั้งครรภ์ในอายุที่มากขึ้นกว่าในสมัยก่อน

โรคมะเร็งที่พบได้บ่อยในผู้หญิงตั้งครรภ์ คือ โรคมะเร็งที่พบได้ในผู้หญิงที่อายุต่ำกว่า 35-40 ปี ที่พบได้บ่อย คือ

ทั้งนี้ โรคมะเร็งอื่นๆที่มักเกิดในคนอายุ 45-50 ปีขึ้นไป จึงไม่ค่อยพบเกิดร่วมกับการตั้งครรภ์

โรคมะเร็งในหญิงมีครรภ์ต่างจากโรคมะเร็งทั่วไปอย่างไร?

โรคมะเร็งในหญิงมีครรภ์

โรคมะเร็งในหญิงตั้งครรภ์ โดยทั่วไปจะมีธรรมชาติของโรคเช่นเดียวกับโรคมะเร็งชนิดเดียวกันที่เกิดเมื่อไม่ได้ตั้งครรภ์ ดังนั้น สาเหตุ อาการ วิธีวินิจฉัยโรค ระยะโรค แนวทางการรัก ษา ผลข้างเคียงจากการรักษา การดูแลตนเองในเรื่องทั่วๆไป จึงเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้ป่วยจะมีปัญหาที่เพิ่มเติมไม่เหมือนช่วงไม่ได้ตั้งครรภ์ 2 ประ การหลัก คือ มีภาวะฮอร์โมนเพศที่เกิดจากการตั้งครรภ์ และการมีทารกในครรภ์ที่ทารกต้องพึ่ง พาสุขภาพของมารดา นอกจากนั้น เซลล์/เนื้อเยื่อ/อวัยวะของทารกในครรภ์ ยังเป็นเซลล์ตัวอ่อน ยังเป็นเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่กำลังมีการเจริญเติบโตอย่างสูง จึงไวต่อผลกระทบต่างๆที่จะก่อ ให้เกิดความพิการและการเสียชีวิตได้ง่าย เช่น จากยาต่างๆที่มารดาใช้ในการรักษาพยาบาล ที่รวมถึง ยาสลบถ้ามีการผ่าตัด ยาเคมีบำบัด และรังสีรักษา และในโรคมะเร็งชนิดที่มีธรรมชาติของโรคสัมพันธ์กับฮอร์โมนเพศ เช่น โรคมะเร็งเต้านม และโรคมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา โรคมะ เร็งเหล่านี้จึงอาจมีความรุนแรง คือลุกลามแพร่กระจายได้สูงกว่าในช่วงที่ไม่ได้ตั้งครรภ์

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคมะเร็ง แพทย์จำเป็นต้องคำนึงถึงทารกในครรภ์ด้วยเสมอ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้การรักษาผู้ป่วยมะเร็งในขณะตั้งครรภ์มีความยุ่ง ยากซับซ้อน และแพทย์จำเป็นต้องพิจารณาผู้ป่วยเป็นรายๆไป ตามปัจจัยที่แตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย ที่นอกเหนือไปจากปัจจัยด้านโรค (เช่น ระยะโรค ชนิดเซลล์มะเร็ง) ซึ่งปัจจัยดังกล่าว เช่น อายุครรภ์ ความต้องการบุตรของผู้ป่วยและครอบครัว เป็นต้น

อะไรเป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งในหญิงตั้งครรภ์?

สาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งในหญิงตั้งครรภ์ เช่นเดียวกับในหญิงทั่วไป ไม่มีสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงเฉพาะ เพียงแต่ช่วงเวลาเกิดโรคมาเกิดพ้องกันเท่านั้นเอง เช่น สาเหตุ/ปัจ จัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านมในหญิงตั้งครรภ์ จะเช่นเดียวกับในโรคมะเร็งเต้านมของหญิงทั่วไปที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ เป็นต้น

โรคมะเร็งในหญิงมีครรภ์มีอาการอย่างไร?

อาการของโรคมะเร็งในหญิงตั้งครรภ์ ขึ้นกับแต่ละชนิดของโรคมะเร็งซึ่งเช่นเดียวกับอา การของโรคมะเร็งชนิดนั้นๆในหญิงที่ไม่ตั้งครรภ์ทุกประการ เพียงแต่โรคเกิดในช่วงตั้งครรภ์เท่า นั้น เช่น โรคมะเร็งเต้านมของหญิงตั้งครรภ์ครรภ์ ก็จะมีอาการเช่นเดียวกับโรคมะเร็งเต้านมของหญิงที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ หรือโรคมะเร็งปากมดลูกของหญิงตั้งครรภ์ ก็จะมีอาการเหมือนกับโรคมะ เร็งปากมดลูกของหญิงที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ เป็นต้น

แพทย์วินิจฉัยโรคมะเร็งในหญิงมีครรภ์อย่างไร?

ขั้นตอนและวิธีในการวินิจฉัยโรคมะเร็งในหญิงตั้งครรภ์เช่นเดียวกับในหญิงไม่ตั้งครรภ์ ที่สำคัญคือ การวินิจฉัยที่แน่นอน ได้จากการตัดชิ้นเนื้อจากก้อนเนื้อหรือจากแผลที่สงสัยโรคมะ เร็งเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา

ดังนั้น การวินิจฉัยโรคจึงเริ่มจาก อาการ อายุผู้ป่วย ประวัติเพศสัมพันธ์ ประวัติ ประวัติประ จำเดือน การตรวจร่างกาย การตรวจเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่มีอาการ เช่น การตรวจคลำเต้านมเมื่อมีก้อนที่เต้านม หรือการตรวจภายในเมื่อมีอาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด เป็นต้น

ถ้าผู้ป่วยไม่แน่ใจเรื่องประวัติประจำเดือน และ/หรือมีประวัติประจำเดือนคลาดเคลื่อน และยังไม่ทราบว่าตั้งครรภ์ แพทย์จะตรวจปัสสาวะทดสอบการตั้งครรภ์

ทั้งนี้ การตรวจวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ มักไม่ส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ถึงแม้มีการตัดชิ้นเนื้อ ก็มักเป็นการฉีดยาชาเฉพาะที่เท่านั้น

แต่ปัญหาจะอยู่ที่ การตรวจสืบค้นเพื่อประเมินระยะโรคมะเร็ง เพราะโดยปกติมักจำเป็น ต้องมีการถ่ายภาพเอกซเรย์และ/หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อตรวจการลุกลามแพร่กระจายของโรคมะเร็ง ซึ่งรังสีเอกซ์/รังสีไอออนไนซ์/Ionizing radiation (รังสีจากการตรวจโรค) อาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ให้เกิดความพิการได้ ดังนั้นโดยทั่วไป แพทย์มักชะลอการตรวจด้วยรังสีไอออนไนซ์ออกไปก่อน จนกว่าจะจำเป็นจริงๆ หรือจนภายหลังการคลอดแล้ว โดยอาจเลือกวิธีตรวจแทนด้วย อัลตราซาวด์ หรือ เอมอาร์ไอ ที่มีผลต่อทารกในครรภ์น้อยกว่า แต่ทั้งนี้ แพทย์จะพูดคุย ปรึกษากับผู้ป่วยและครอบครัวผู้ป่วยเป็นรายๆไป

ดังนั้นในหญิงตั้งครรภ์ เมื่อเป็นมะเร็ง บ่อยครั้งที่การประเมินระยะโรคจะไม่ครบถ้วน เนื่อง จากต้องคำนึงถึงผลกระทบจากการตรวจสืบค้นต่อทารกในครรภ์ ควบคู่กันไปกับสุขภาพของมารดาเสมอ

รักษาโรคมะเร็งในหญิงมีครรภ์อย่างไร?

แนวทางการรักษาหลักของโรคมะเร็งในหญิงตั้งครรภ์ จะเช่นเดียวกับในหญิงที่ไม่ได้ตั้ง ครรภ์ กล่าวคือ วิธีรักษา จะยังคงเป็น การผ่าตัด ยาเคมีบำบัด และ/หรือรังสีรักษา เพียงแต่ในการรักษาโรค นอกจากต้องคำนึงถึงโรคของมารดาแล้ว แพทย์ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของทารกในครรภ์ด้วย

ในด้านโรคของมารดา แพทย์ต้องคำนึงถึงว่า มารดามีอาการอย่างไร เป็นมะเร็งของเนื้อ เยื่อ/อวัยวะอะไร เป็นมะเร็งชนิดใด เป็นโรคระยะที่เท่าใด (ระยะโรคโดยประมาณ) อายุของมารดา สุขภาพกาย สุขภาพจิตของมารดา ความต้องการบุตรของครอบครัว เช่น การเป็นครรภ์แรกหรือมีบุตรเพียงพอกับความต้องการแล้ว

ในด้านทารกในครรภ์ แพทย์ต้องทราบระยะเวลาของการตั้งครรภ์ ได้แก่

ดังนั้น การรักษาที่สามารถให้ได้ในช่วงตั้งครรภ์ โดยส่งผลถึงทารกน้อยที่สุด คือ การผ่า ตัด และการให้ยาเคมีบำบัดบางชนิด ส่วนรังสีรักษา มักเลือกรักษาต่อเมื่อทารกได้คลอดเรียบ ร้อยแล้ว

สรุป ในการรักษาโรคมะเร็งในหญิงตั้งครรภ์ แพทย์จะเลือกการผ่าตัดเป็นวิธีหลัก แล้วพิจารณายาเคมีบำบัดตามความเหมาะสมกับอายุครรภ์และกับธรรมชาติของโรค ส่วนรังสีรักษาจะใช้ต่อเมื่อมารดาได้คลอดทารกแล้ว ซึ่งโดยทั่วไป ภายหลังทารกคลอดแล้ว แพทย์มักจะประ เมินระยะโรคมะเร็งของมารดาอีกครั้ง แล้วทบทวนการรักษาใหม่ให้เหมาะสมต่อไป

โรคมะเร็งในหญิงมีครรภ์รุนแรงไหม?

โดยทั่วไป เมื่อเปรียบเทียบระยะโรคต่อระยะโรคแล้ว โรคมะเร็งในหญิงตั้งครรภ์จะมีความรุนแรงของโรคเช่นเดียวกับในหญิงที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ แต่ทั้งนี้ในภาพรวมโรคมะเร็งในหญิงตั้ง ครรภ์ มีแนวโน้มที่จะมีผลการรักษาต่ำกว่าในหญิงที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ด้วยเหตุผลว่า ในหญิงตั้ง ครรภ์

  • มักพบโรคในระยะที่รุนแรงกว่า เนื่องจากผู้ป่วยมักนึกไม่ถึงว่าจะเป็นโรคมะเร็ง รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ และในการทำงานของอวัยวะต่างๆ มักจะบดบังอาการแต่แรกของโรคมะเร็ง เช่น การขยายใหญ่ ตึง ของเต้านม ผู้ป่วยจึงไม่ได้สังเกตถึงการมีก้อนเนื้อในเต้านมเมื่อก้อนเนื้อยังมีขนาดเล็ก เป็นต้น
  • มักได้รับการวินิจฉัยและการรักษาล่าช้ากว่า เนื่องจากต้องคำนึงถึงผลกะทบต่อทารกในครรภ์
  • การรักษาที่ถูกต้อง มักเริ่มได้ช้ากว่า เพราะต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อทารกในครรภ์
  • การตรวจวินิจฉัย การรักษามักล่าช้าจาก ผู้ป่วยและครอบครัวไม่พร้อม เนื่องจากการกระทบกระเทือนทางด้านอารมณ์/จิตใจ

มีผลข้างเคียงจากการรักษาอย่างไร?

ผลข้างเคียงจากการรักษาโรคมะเร็งในหญิงตั้งครรภ์ จะแบ่งเป็น ผลข้างเคียงต่อมารดา และผลข้างเคียงต่อทารกในครรภ์

ทารกที่เกิดจากหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคมะเร็ง จะเป็นอย่างไร?

ทารกที่เกิดจากหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคมะเร็ง จะไม่แตกต่างจากทารกทั่วไป ทั้งในด้านการเจริญเติบโต สติปัญญา โรคต่างๆ รวมทั้งโอกาสเกิดความผิดปกติแต่แรกเกิด และโอกาสเกิดโรคมะเร็ง ก็เช่นเดียวกับทารกทั่วไป

การดูแลทารกที่เกิดจากหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคมะเร็ง ก็เช่นเดียวกับในทารกทั่วไป ไม่มีการดูแลพิเศษ เฉพาะ แต่อย่างไร

มีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งในหญิงตั้งครรภ์ไหม?

ปัจจุบันไม่มีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งในหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากโอกาสเกิดโรคมีน้อย และวิธีตรวจต่างๆ อาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้

ดูแลตนเองอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

การดูแลตนเองที่สำคัญ คือ เมื่อมีอาการผิดปกติต่างๆโดยเฉพาะการคลำพบก้อน หรือการมีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ก่อนนัดตรวจครรภ์เสมอ

ส่วนเมื่อทราบว่า เป็นมะเร็งในช่วงตั้งครรภ์ การดูแลตนเอง คือ

ป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งช่วงตั้งครรภ์ได้ไหม?

ปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีป้องกันโรคมะเร็งเพื่อไม่ให้เกิดในช่วงตั้งครรภ์ การป้องกันจะเป็นการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งแต่ละชนิดเช่นเดียวกับในหญิงที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ อานเพิ่มเติมได้ในบท ความ เรื่องโรคมะเร็งต่างๆในเว็บ haamor.com เช่น โรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคมะเร็งผิวหนัง และโรคมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา

บรรณานุกรม

  1. Amant, F. et al. (2012).Breast cancer in pregnancy. Lancet. 379,570-579.
  2. Brenner,B. (2012). Hematological cancers in pregnancy. Lancet. 379,580-587).
  3. Firas, A. et al. (2008). Leukemia in pregnancy. Bratisl Lek Listy.109,364-366.
  4. Lishner,M. (2003). Cancer in pregnancy. Annals of Oncology.14,s31-s36.
  5. Morice, P. et al. (2012). Gynecological cancers in pregnancy. Lancet. 379, 558-569
  6. Norstrom,A. et al. (1997) Carcinoma of the uterine cervix in pregnancy. A study of the incidence and treatment in the western region of Sweden 1973 to 1992. Acta Obstet Gynecol Scand. 1997.76,583-589
  7. O’Meara,A. et al. (2005). Malignant melanoma in pregnancy. Cancer. 103, 1217-1226.
  8. Pavlidis,N. (2002).Coexistence of pregnancy and malignancy. 7,279-287.
  9. Perez,C., Brady, L., Halperin, E., and Schmidt-Ullrich, R. (2004). Principles and practice of radiation oncology. (4th edition). New York: Lippincott Williams & Wilkins
  10. Pregnancy and cancer http://www2.mdanderson.org/app/pe/index.cfm?pagename=opendoc&docid=2107 [2013,Dec 9].


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน humnoy12 samlong456
Frame Bottom