Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ลำไส้ใหญ่  ระบบทางเดินอาหาร 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ไข้  อุจจาระเป็นเลือด 

บทนำ

โรคถุงผนังลำไส้ใหญ่ (Diverticulosis หรือ Diverticular disease) คือโรคที่ผนังลำไส้ใหญ่มีการโป่งพองออกเป็นถุงขนาดต่างๆ อาจทั้งเล็กและใหญ่ และอาจมีถุงเดียวหรือหลายถุง ทั้งนี้ช่องหรือโพรงของถุงยังคงติดต่อ ต่อเนื่องกับช่องทางเดินอาหารของลำไส้ใหญ่ ซึ่งเมื่อถุงนี้เกิดการติดเชื้อ จะก่อให้เกิดการอักเสบ เรียกว่า “โรคถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบ (Diverti culosis)”

ถุงผนังลำไส้ใหญ่ อาจพบได้เพียงถุงเดียว หรือหลายๆถุง (พบได้สูงกว่าการเกิดเพียงถุงเดียว) อาจเป็นสิบๆถุง หรือเป็นร้อยถุง โดยทั่วไปมักจะเป็นถุงเล็กๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประ มาณ 5-10 มิลลิเมตร (มม.) แต่อาจใหญ่ถึง 2 เซนติเมตร (ซม.)ได้ และเคยมีรายงานว่ามีขนาดใหญ่ได้ถึง 25 ซม.

โรคถุงผนังลำไส้ใหญ่ พบได้ในผู้หญิงและในผู้ชายใกล้เคียงกัน พบได้สูงขึ้นในคนอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป และยิ่งอายุเพิ่มขึ้น โอกาสเกิดก็ยิ่งสูงขึ้น โดยมีการศึกษาพบว่า พบโรคได้น้อยกว่า 10% เมื่ออายุต่ำกว่า 40 ปี แต่พบโรคได้ประมาณ 50-66% เมื่ออายุมากกว่า 80 ปี

โรคถุงผนังลำไส้ใหญ่พบเกิดในคนตะวันตกมากกว่าในคนเอเชีย มีรายงานพบโรคนี้ในคนจีนในสิงคโปร์ 0.14 รายต่อประชากร 1 ล้านคน แต่พบโรคนี้ได้ในคนยุโรป 5.41 รายต่อประชา กร 1 ล้านคน ทั้งนี้ในคนเอเชีย มักเกิดโรคนี้กับลำไส้ใหญ่ด้านขวา แต่ในคนตะวันตกมักเกิดโรคนี้กับลำไส้ใหญ่ด้านซ้ายโดยเฉพาะ ลำไส้ใหญ่ส่วนที่ เรียกว่า ลำไส้คด (Sigmoid colon)

โรคถุงผนังลำไส้ใหญ่เกิดได้อย่างไร?

โรคถุงผนังลำไส้ใหญ่

สาเหตุที่แน่นอนของการเกิดโรคถุงผนังลำไส้ใหญ่ยังไม่ทราบ แต่จากการศึกษาเชื่อว่า โรคมีกลไกเกิดจาก การมีความดันเพิ่มขึ้นในลำไส้ใหญ่อย่างต่อเนื่องเรื้อรังจากสาเหตุต่างๆ ร่วมกับการเสื่อมของเนื้อเยื่อผนังลำไส้ใหญ่ตามอายุ เมื่อมีความดันเพิ่มขึ้น จึงดันให้ผนังในส่วนที่เสื่อมมากและเป็นส่วนที่อ่อนแอ คือ ส่วนเยื่อบุผนังลำไส้ตรงตำแหน่งที่หลอดเลือดผ่านเข้าผนังลำไส้ ก่อให้เกิดการโป่งพองออกไปตามแรงดัน จนเกิดเป็นถุงขึ้น

อะไรเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคถุงผนังลำไส้ใหญ่?

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคถุงผนังลำไส้ใหญ่ ได้แก่

  • อายุ ยิ่งสูงอายุ โอกาสเกิดโรคยิ่งสูงขึ้น ดังได้กล่าวแล้วในตอนต้นในบทโรคเกิดได้อย่างไร จากการที่เซลล์ผนังลำไส้เสื่อมลงตามธรรมชาติ
  • เชื้อชาติ เพราะพบโรคนี้ในคนตะวันตกสูงกว่าในคนเอเชีย
  • การกินอาหารที่ขาดใยอาหาร คือขาดผัก ผลไม้ กินแต่โปรตีน แป้งและไขมัน จะส่งผลให้ลำอุจจาระมีขนาดเล็ก ลำไส้ใหญ่จึงต้องเพิ่มแรงบีบตัว ขับถ่ายกากอา หารที่มีลำขนาดเล็ก จึงส่งผลให้มีแรงดันในลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อนึ่ง มีบางการศึกษาพบว่า โรคถุงผนังลำไส้ใหญ่ไม่น่ามีสาเหตุจากการกินอาหารมีใยอาหารต่ำ แต่อย่างไรก็ตามการศึกษาและแพทย์ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า การกินอาหารที่มีใยอาหารต่ำเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้

 

อะไรเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบติดเชื้อ?

โรคถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบติดเชื้อ พบได้ประมาณ 5% ของผู้ป่วยโรคถุงลำไส้ใหญ่ทั้ง หมด โดยกลไกการเกิด เชื่อว่าเกิดจากมีก้อนอุจจาระเข้าไปอุดที่ปากถุง จึงก่อให้เกิดการอัก เสบของถุง และมีการติดเชื้อตามมา

ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคถุงผนังลำไส้อักเสบติดเชื้อ คือ

  • ยิ่งอายุมากขึ้น โอกาสเกิดการอักเสบติดเชื้อจะสูงขึ้น โดยพบมีการอักเสบติดเชื้อเกิดขึ้นเพียงประมาณ 20% ของผู้ป่วยโรคถุงลำไส้ใหญ่ที่อายุต่ำกว่า 50 ปี อีก 80 % พบในคนอายุมากกว่า 50 ปี
  • การกินใยอาหารต่ำ
  • ในอดีตเคยเชื่อว่า การกิน ลูกนัท (Nut) ถั่ว ข้างโพดคั่ว เป็นปัจจัยเสี่ยง แต่การศึก ษาในปัจจุบันพบว่า การกินอาหารดังกล่าวไม่ส่งผลทั้งด้านบวกหรือด้านลบต่อการเกิดอักเสบของถุงผนังลำไส้ใหญ่ แต่แพทย์ให้คำแนะนำว่า ผู้ป่วยต้องคอยสังเกต อาหาร เครื่องดื่ม ที่กินเสมอ และเมื่อจะกินอาหาร เครื่องดื่มที่ต่างไปจากที่เคยกิน ให้กินทีละอย่าง และในปริมาณน้อยๆก่อน แล้วสังเกตอาการ และปรับตัวไปตาม นั้น
  • คนที่ขาดการออกกำลังกาย
  • โรคอ้วน
  • สูบบุหรี่
 

โรคถุงผนังลำไส้ใหญ่มีอาการอย่างไร?

ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยโรคถุงผนังลำไส้ใหญ่มักไม่มีอาการ แต่เป็นการตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจโรคอื่นๆของลำไส้ เช่น ในการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือจากตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

ทั้งนี้ ประมาณ 80-85% ของผู้ป่วยโรคถุงผนังลำไส้ใหญ่จะไม่มีอาการ ส่วนที่เหลือจะมีอาการคือ โดยมักเป็นอาการโดยไม่มีการอักเสบติดเชื้อ แต่ส่วนน้อยประมาณ 10-25% ของผู้มีอาการ (ประมาณ 5% ของผู้ป่วยโรคถุงผนังลำไส้ใหญ่ทั้งหมด) จะมีอาการจากการอักเสบติดเชื้อ (อ่านในหัวข้อต่อไป) และในกลุ่มผู้ติดเชื้อบางราย จะเกิดผลข้างเคียงจากการอักเสบของถุง เช่น เลือดออก เป็นหนอง ลำไส้อุดตัน หรือเกิดรูทะลุของถุง ทำให้เกิดเยื่อบุช่องท้องอัก เสบ

ในกลุ่มผู้มีอาการโดยไม่มีการติดเชื้อ จะเป็นอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจง กล่าวคือ เป็นอา การพบได้ทั่วไปของโรคต่างๆของอวัยวะในระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้องตอนล่างๆ (ช่องท้องส่วนที่อยู่ต่ำกว่าสะดือ) เรื้อรัง โดยเป็นๆหายๆ อาจเป็นด้านซ้าย หรือด้านขวา ขึ้นกับตำ แหน่งที่มีโรค อาการปวดมักเกิดสัมพันธ์กับการกินอาหาร และอาการปวดมักดีขึ้นเมื่อได้ผายลม บางรายอาจมีอาการ ท้องอืด ท้องเฟ้อ และ/หรือ ท้องผูก

โรคถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบติดเชื้อมีอาการอย่างไร?

อาการของโรคถุงลำไส้ใหญ่อักเสบติดเชื้อที่พบบ่อย คือ อาการปวดท้องช่วงล่าง (ต่ำกว่าสะดือ) รุนแรง อาจปวดข้างซ้ายหรือข้างขวา ขึ้นกับตำแหน่งที่เกิดถุง อาการปวดท้องอาจปวดตลอดเวลา หรือปวดเป็นพักๆ อาจร่วมกับมีอุจจาระเป็นเลือด (พบได้น้อย) มักร่วมกับ คลื่น ไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร มีไข้

การตรวจร่างกายจะพบว่า ผู้ป่วยจะเจ็บในท้องตรงตำแหน่งที่แพทย์ตรวจคลำ/กด และอาจคลำได้ก้อนเนื้อทางหน้าท้องจากการอักเสบรุนแรงจนเป็นหนอง

การตรวจทางทวารหนัก อาจคลำได้ก้อนเนื้อเช่นกัน และเมื่อตรวจเลือดซีบีซี (CBC) จะพบมีปริมาณเม็ดเลือดขาวสูงกว่าปกติ ในรายที่รุนแรงอาจมีความดันโลหิตต่ำ และช็อกได้

อาการของโรคถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบติดเชื้อ ไม่ใช่อาการเฉพาะเจาะจง แต่อาการจะคล้ายกับการอักเสบติดเชื้อของอวัยวะต่างๆในช่องท้อง เช่น ไส้ติ่งอักเสบ โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคนิ่วในท่อไต และในผู้หญิง ต้องแยกเพิ่มเติมจากโรคในระบบอวัยวะสืบพันธุ์สตรี เช่น ภาวะก้อนเนื้องอกรังไข่บิดตัว ภาวะถุงน้ำรังไข่แตก ภาวะท้องนอกมดลูก และภาวะการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน เป็นต้น

แพทย์วินิจฉัยโรคถุงผนังลำไส้ใหญ่ และโรคถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบติดเชื้ออย่างไร?

ในผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ การวินิจฉัยโรคถุงผนังลำไส้ใหญ่ มักเป็นการวินิจฉัยโดยบังเอิญจากตรวจโรคต่างๆของลำไส้ใหญ่ หรือโรคต่างๆของอวัยวะในช่องท้อง ด้วยการส่องกล้องลำ ไส้ใหญ่ การตรวจเอกซเรย์สวนแป้ง (Barium enema) และ/หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ภาพช่องท้อง เช่น ในการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือ การตรวจหาระยะโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น

ในผู้ป่วยที่มีอาการ แพทย์วินิจฉัยโรคถุงผนังลำไส้ใหญ่ และโรคถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบติดเชื้อได้จาก ประวัติอาการ การตรวจร่างกาย การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ เช่น ซีบีซี (CBC) การตรวจทางทวารหนัก การตรวจภายใน (ในผู้หญิง) การตรวจปัสสาวะ การตรวจอุจจา ระ การตรวจภาพอวัยวะต่างๆในช่องท้องด้วยเอกซเรย์ อัลตราซาวด์ และ/หรือเอกซเรย์คอมพิว เตอร์ และบางครั้งอาจต้องส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ร่วมกับการตัดชิ้นเนื้อเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา

รักษาโรคถุงผนังลำไส้ใหญ่ โรคถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบติดเชื้ออย่างไร?

ในผู้ป่วยโรคถุงผนังลำไส้ใหญ่ ที่ไม่มีอาการ ไม่จำเป็นต้องมีการรักษา ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่แพทย์มักแนะนำให้กินอาหารที่มีใยอาหารสูงจากผัก และผลไม้ มากกว่าใยอาหารจากธัญพืช

ผู้ป่วยโรคถุงผนังลำไส้ใหญ่ที่มีอาการแต่ไม่มีการอักเสบติดเชื้อ การรักษาเป็นการรักษาตามอาการ เช่น ยาแก้ปวด ยาลดแก๊ส/ลมในทางเดินอาหาร และการกินอาหารใยอาหารสูงจากผักและผลไม้

แนวทางการรักษาผู้ป่วยโรคถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบติดเชื้อ ถ้าสุขภาพพื้นฐานของผู้ ป่วยแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว อาจรักษาแบบผู้ป่วยนอก โดยให้กินยาปฏิชีวนะ อาหารน้ำ (อ่านเพิ่มเติมใน อาหารทางการแพทย์) และยาแก้ปวดท้อง

แต่ในผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่สุขภาพโดยรวมอ่อนแอ และ/หรือมีโรคประจำตัวเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน การรักษามักเป็นการรับผู้ป่วยไว้ในโรงพยาบาล โดยให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ งดอาหารและน้ำทางปาก แต่ให้อาหารและน้ำทางหลอดเลือดดำแทน

ในผู้ป่วยที่มีผลข้างเคียงจากการอักเสบติดเชื้อ นอกจากการให้ยาปฏิชีวนะ อาหาร และน้ำทางหลอดเลือดดำแล้ว อาจต้องให้การรักษาด้วยการผ่าตัดช่องท้อง เช่น การเจาะและใส่ท่อเพื่อระบายหนองออก หรือบางครั้งอาจต้องเป็นการผ่าตัดลำไส้ส่วนนั้นออก ทั้งนี้ขึ้นกับความรุน แรงของอาการ และดุลพินิจของแพทย์

โรคถุงผนังลำไส้ใหญ่ โรคถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบติดเชื้อรุนแรงไหม? มีผลข้างเคียงไหม?

โดยทั่วไป โรคถุงผนังลำไส้ใหญ่ไม่รุนแรง ไม่มีอาการ ไม่มีผลข้างเคียงดังกล่าวแล้วในหัวข้อ อาการ

ในผู้ป่วยที่มีการอักเสบติดเชื้อของถุง ส่วนใหญ่สามารถรักษาควบคุมการติดเชื้อได้ มีเพียงส่วนน้อยที่โรครุนแรง และเกิดผลข้างเคียง เช่น

ซึ่งในรายที่รุนแรง ไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะ อาการติดเชื้อนี้อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ทั้ง นี้ผู้ป่วยที่มีโอกาสเกิดติดเชื้อรุนแรง คือ ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่มีสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง มีโรคเรื้อรังประจำตัวต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคถุงผนังลำไส้ใหญ่? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคถุงผนังลำไส้ใหญ่และการพบแพทย์ คือ การดูแลตนเองเพื่อป้องกันหรือลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบติดเชื้อ ดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดการอักเสบ ซึ่งที่สำคัญ คือ

ซึ่งควรรีบพบแพทย์ (ไปโรงพยาบาล) หรือไปโรงพยาบาลฉุกเฉิน เมื่อมีอาการปวดท้องรุนแรง ร่วมกับมีไข้ คลื่นไส้อาเจียน และ/หรือไม่ผายลม

อนึ่ง เมื่อผู้ป่วยจะกินอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มชนิดใหม่ๆต่างจากที่เคยกิน-ดื่ม ควรกิน-ดื่มทีละชนิด ในปริมาณน้อยๆก่อน เพื่อสังเกตอาการ และค่อยๆปรับตัวไปตามนั้น โดยหลีกเลี่ยงการกิน-ดื่มเมื่อเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดอาการ

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบติดเชื้อ? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

การดูแลตนเอง เมื่อมีอาการดังกล่าวแล้วในหัวข้ออาการ ของถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบติดเชื้อ ซึ่งสำคัญ คือ การปวดท้อง ร่วมกับมีไข้ ควรรีบพบแพทย์ (ไปโรงพยาบาล) หรือไปโรง พยาบาลฉุกเฉิน เพื่อได้รับการวินิจฉัยและการรักษาแต่เนิ่นๆ เพื่อลดการติดเชื้อรุนแรง ลดโอ กาสเกิดผลข้างเคียง จึงช่วยลดอัตราการเสียชีวิต

ป้องกันโรคถุงลำไส้ใหญ่ได้อย่างไร?

การป้องกันโรคถุงผนังลำไส้เต็มร้อย เป็นไปไม่ได้ เพราะปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือ การสูง อายุ เชื้อชาติ และพันธุกรรม แต่อาจลดโอกาสเกิดลงได้โดย การกินอาหารมีใยอาหารสูงสม่ำ เสมอทุกวัน และควรเป็นใยอาหารจาก ผัก และผลไม้ มากกว่าเป็นใยอาหารจากธัญพืช

ป้องกันโรคถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบติดเชื้อได้อย่างไร?

เมื่อมีโรคถุงผนังลำไส้ใหญ่ ควรดูแลตนเองเพื่อป้องกัน หรือลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบติดเชื้อ ซึ่งที่สำคัญ คือ

 

บรรณานุกรม

  1. Aydin, H., and Remzi, F. Colonic diverticular disease http://www.clevelandclinicmeded.com/ [2013,June9].
  2. Diverticular disease and diet http://www.ucsfhealth.org/education/diverticular_disease_and_diet/index.html [2013,Feb4].
  3. Diverticulitis http://en.wikipedia.org/wiki/Diverticulitis [2013,June9].
  4. Diverticulitis http://emedicine.medscape.com/article/173388-overview#showall [2013,June9].
  5. Diverticulosis http://en.wikipedia.org/wiki/Diverticulosis [2013,June9].
  6. Jansen, A. et al. (2009). Risk factors for colonic diverticular bleeding. World J Gastroenterol. 15, 457-461.
  7. Obesity boosts risk of diverticulitis and diverticular bleeding http://www.ahrq.gov/research/jul09/0709RA12.htm [2013,June9].
  8. Peery, A. et al. (2012). http://www.gastrojournal.org/article/S0016-5085(11)01509-5/abstract [2014,June9].
  9. Salzman, H., and Lillie, D. (2005). Diverticular disease: diagnosis and treatment. Am Fam Physician. 72, 1229-1234.
  10. Stollman, N., and Raskin, J. (2004). Diverticular disease of the colon. Lancet. 363, 631-639.
  11. Wilkins, T. et al. (2009). Diverticular bleeding. Am Fam Physician. 80, 977-983.


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 10 คน sirikul popeppo nightmelons padungchob19 Nongbeer eurokungza a1v4d PPaapp Panupol mdnatt
Frame Bottom