Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ระบบโรคติดเชื้อ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

บทนำ

โรคติดเชื้อไซโตเมกาโลไวรัส หรือโรคติดเชื้อซีเอมวี (Cytomegalovirus infection ย่อว่า CMV) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ที่ติดต่อระหว่างคนสู่คน เมื่อรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะอาศัยอยู่ในร่างกายไปตลอดชีวิตของเรา ในคนปกติทั่วไป การติดเชื้อมักไม่ทำให้เกิดอาการหรือมีอาการที่ไม่รุนแรง แต่ในผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่อง จะทำให้เกิดพยาธิสภาพในหลายอวัยวะ และมีอาการที่รุนแรงได้ สำหรับเด็กที่อยู่ในครรภ์มารดา มีโอกาสที่จะติดเชื้อผ่านทางรก และทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดตามมาได้

ทั้งนี้ พบการติดเชื้อไซโตเมกาโลไวรัส/เชื้อซีเอมวีได้ทั่วโลก โดยพบในประเทศด้อยพัฒนามากกว่าในประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากการดูแลสุขอนามัยที่แตกต่างกัน ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีประชากรที่มีเชื้อชนิดนี้อยู่ในร่างกายประมาณ 60% สำหรับในประเทศไทยยังไม่มีการศึกษาที่ชัดเจน

การติดเชื้อนี้ ครั้งแรกมักเกิดขึ้นในวัยเด็ก และจะพบอัตราการติดเชื้อมากขึ้นในกลุ่มประ ชากรที่อายุมากขึ้น ในประชากรบางกลุ่ม เช่น ชายรักร่วมเพศ โสเภณี พบว่ามีการติดเชื้อชนิดนี้เกือบ 100% การติดเชื้อยังสามารถพบได้ในทารกที่อยู่ในครรภ์ ซึ่งถ่ายทอดมาจากมารดา โดยพบว่าประมาณ 1% ทารกแรกคลอดทั้งหมด มีการติดเชื้อชนิดนี้เกิดขึ้น

อะไรเป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อซีเอมวี?

โรคติดเชื้อไซโตเมกาโลไวรัส

เชื้อไซโตเมกาโลไวรัส/เชื้อซีเอมวี เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งในวงศ์ (Family) Herpesvi rus ซึ่งไวรัสที่อยู่ในวงศ์เดียวกันนี้ ได้แก่ ไวรัสที่ทำให้เกิด โรคเริม โรคอีสุกอีใส โรคงูสวัด เป็นต้น เชื้อในวงศ์นี้มีคุณสมบัติเฉพาะคือ เมื่อเข้าสู่ร่างกายคนแล้ว ก็จะแอบแฝงอยู่กับเราไปตลอดชีวิต

การติดเชื้อนี้ เกิดจากการอาศัยอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่มีเชื้อนี้อยู่ในร่างกาย ซึ่งเชื้อไวรัสซีเอมวี อาจจะอยู่ในน้ำลาย อุจจาระ หรือปัสสาวะ ก็ได้ ดังนั้นการติดเชื้อมักเกิดจากคนที่อยู่อาศัยในบ้านเดียวกัน หรือในสถานเลี้ยงเด็ก ซึ่งมีการสัมผัสกันใกล้ชิด เชื้อไวรัสนี้ยังพบได้ในน้ำอสุจิ และในน้ำจากช่องคลอด การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อจึงสามารถติดเชื้อได้ ดังนั้นในผู้ที่พฤติ กรรมสำส่อนทางเพศ จึงมีโอกาสติดเชื้อได้มาก

นอกจากนี้ยังสามารถพบเชื้อไวรัสได้ในน้ำนมของมารดาที่มีเชื้อนี้อยู่ เชื้อจึงสามารถถ่าย ทอดไปสู่ทารกที่กินนมแม่ได้อีกด้วย ทารกที่ยังอยู่ในครรภ์ก็เช่นเดียวกัน มีโอกาสติดเชื้อจากมารดาได้

การได้รับเลือด หรือได้รับการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะจากผู้ที่มีเชื้อนี้ ก็พบว่าสามารถติดเชื้อได้เช่นเดียวกัน

เชื้อไซโตเมกาโลไวรัสมีอยู่หลายชนิดย่อย ผู้ที่ติดเชื้อชนิดย่อยหนึ่งแล้ว มีโอกาสที่จะติดเชื้อชนิดย่อยอื่นๆได้อีก

โรคติดเชื้อซีเอมวีมีพยาธิสภาพการเกิดโรคอย่างไร?

โรคติดเชื้อซีเอมวีมีพยาธิสภาพการเกิดโรคดังนี้ คือ เมื่อเชื้อไวรัสซีเอมวี เข้าสู่ร่างกายแล้ว ก็จะเข้าไปอยู่ในเซลล์ของร่างกาย และนำเอาสารพันธุกรรมของมัน แทรกเข้าไปอยู่กับสารพันธุกรรมของเซลล์ร่างกายเรา เมื่อเซลล์ของร่างกายมีการแบ่งตัว เพื่อทดแทนเซลล์ที่ตายไป สารพันธุกรรมของไวรัสนี้ ก็จะมีการแบ่งตัวตามไปด้วย ทำให้เชื้อไวรัสสามารถอยู่กับร่าง กายเราได้ไปตลอดอายุขัยของเรา โดยไม่ทำให้เกิดอาการใดๆ

ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่า เซลล์ของอวัยวะหรือเนื้อเยื่อใดที่ไวรัสอาศัยอยู่เป็นหลัก แต่คาดว่าสามารถอยู่ได้ในเซลล์ของอวัยวะและเนื้อเยื่อทุกชนิด เนื่องจากสามารถตรวจพบเชื้อได้แทบทุกอวัยวะ รวมทั้งการแพร่เชื้อสามารถเกิดขึ้นได้หลายทาง

เมื่อเชื้อเข้าร่างกายเป็นครั้งแรก ร่างกายของเราก็พยายามที่จะกำจัดเชื้อโดยการสร้างแอนติบอดี (สารภูมิต้านทาน: Antibody) และส่งเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T lymphocyte มาทำลายเชื้อไวรัส แต่ก็ไม่สามารถกำจัดได้ การติดเชื้อครั้งแรกในคนที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคปกติ โดยเฉพาะในวัยเด็ก ส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีอาการปรากฏ แต่หากการติดเชื้อครั้งแรกเกิดขึ้นในวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ ปฏิกิริยาของเม็ดเลือดขาวต่อเชื้อไวรัสอาจรุนแรง ซึ่งส่งผลให้ผู้ที่ติดเชื้อในช่วงวัยนี้มีอาการได้

หากร่างกายของเราเกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ในกรณีเกิดการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกันฯก่อนการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ ซึ่งจะทำให้เม็ดเลือดขาว T lym phocyte มีปริมาณหรือทำงานได้ลดลง การติดเชื้อเป็นครั้งแรกก็จะทำให้เกิดอาการที่รุนแรง โดยเชื้อจะไปทำให้เกิดพยาธิสภาพที่อวัยวะต่างๆได้ทั่วร่างกาย ในกรณีที่เคยติดเชื้อมาก่อนแล้ว จึงเกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องตามมาในภายหลัง เชื้อไวรัสนี้ที่อยู่แบบแอบแฝงในร่างกายเรา ก็จะสามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นมาได้อย่างมาก เรียกว่าเกิด “Reactivation (การปลุกฤทธิ์คืนมา)” เมื่อเชื้อแบ่งตัวจนมีปริมาณมาก ก็จะไปทำให้เกิดพยาธิสภาพที่อวัยวะต่างๆ และเกิดอาการต่างๆตามมาได้ ในบางครั้งอาจเกิดการติดเชื้อชนิดย่อยใหม่ซ้ำขึ้นมาอีกก็ได้

สำหรับทารกที่อยู่ในครรภ์ การติดเชื้อมักเกิดจากมารดาที่เพิ่งมีการติดเชื้อเป็นครั้งแรกในระหว่างที่ตั้งครรภ์ โดยหากมารดาติดเชื้อในการตั้งครรภ์ช่วงแรก โอกาสที่จะถ่ายทอดเชื้อผ่านทางรกให้ทารกมีประมาณ 40% แต่ถ้าเป็นการตั้งครรภ์ช่วงหลัง โอกาสที่จะถ่ายทอดเชื้อมีมากถึง 75-80% แต่การติดเชื้อในช่วงครรภ์ต้นๆ จะมีโอกาสทำให้ทารกเกิดอาการที่รุนแรงกว่าการตั้งครรภ์ในช่วงหลังๆ มีส่วนน้อยที่ทารกอาจติดเชื้อจากมารดาที่เคยมีการติดเชื้อ CMV มา แล้ว แต่ได้รับเชื้อชนิดย่อยชนิดใหม่เข้าไปอีกขณะที่ตั้งครรภ์ และมีส่วนน้อยมากที่ทารกจะติดเชื้อจากมารดาที่เคยติดเชื้อ ซีเอมวี แล้วเชื้อเกิด Reactivation ขึ้นมา

โรคติดเชื้อซีเอมวีมีอาการอย่างไร?

แบ่งอาการและอาการแสดงจากโรคติดเชื้อซีเอมวี ตามกลุ่มของผู้ติดเชื้อได้ดังนี้

แพทย์วินิจฉัยโรคติดเชื้อซีเอมวีอย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคติดเชื้อซีเอมวีได้โดย

ผลข้างเคียงจากโรค/ความรุนแรงของโรค/การพยากรณ์โรคในโรคติดเชื้อซีเอมวีเป็นอย่างไร?

ผลข้างเคียงจากโรค ความรุนแรงของโรค/การพยากรณ์โรคของโรคติดเชื้อซีเอมวี ได้แก่

มีแนวทางการรักษาโรคติดเชื้อซีเอมวีอย่างไร?

แนวทางการรักษาโรคติดเชื้อซีเอมวี ได้แก่

ดูแลตนเอง และป้องกันโรคติดเชื้อซีเอมวีอย่างไร?

การดูแลตนเอง และการป้องกันโรคติดเชื้อซีเอมวี ได้แก่

  • ถึงแม้ว่าทารกมีโอกาสติดเชื้อจากการกินนมแม่ก็ตาม แต่ส่วนใหญ่ก็จะไม่มีอาการ และการกินนมแม่ก็มีประโยชน์มากกว่าการที่จะงดให้นม เพียงเพื่อต้องการป้องกันการติดเชื้อซีเอมวี สู่ทารก จึงไม่มีคำแนะนำให้งดนมแม่ แม้จะทราบว่า แม่เคยมีการติดเชื้อซีเอมวี มาก่อนก็ตา
  • หญิงตั้งครรภ์ควรระมัดระวังในการรับเชื้อซีเอมวี โดยการป้องกันการสัมผัส น้ำลาย ปัสสาวะ และอุจจาระของผู้อื่น ได้แก่ การล้างมือก่อนการปรุงและกินอาหาร การไม่ใช้แก้วน้ำ จาน ชาม และของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เป็นต้น
  • เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อที่อาจมาจากการได้รับเลือด ในหญิงตั้งครรภ์และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง จะต้องใช้เลือดจากผู้บริจาคที่ไม่เคยติดเชื้อ ซึ่งทราบจากการนำเลือดไปตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อซีเอมวี หรือใช้เลือดที่ผ่านการแช่แข็ง และถูกทำให้ปลอดภัยจากเชื้อนี้ด้วยวิธีที่เฉพาะที่เรียกว่า Deglycerolized
  • ในผู้ที่ต้องปลูกถ่ายอวัยวะแต่ไม่เคยติดเชื้อซีเอมวี การป้องกันการติดเชื้อซีเอมวี จากอวัยวะที่ปลูกถ่าย คือ ต้องเลือกอวัยวะจากผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน ซึ่งจะทราบได้จากการตรวจเลือดของทั้งผู้รับบริจาค และผู้ที่เป็นผู้ให้อวัยวะ หากไม่ได้ตรวจหรือจำเป็นต้องได้รับอวัยวะนั้น การให้ยาต้านไวรัสเพื่อป้องกัน พบว่าอาจช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อลงได้
  • มีการคิดค้นวัคซีนป้องกันการติดเชื้อซีเอมวี แต่ประสิทธิภาพยังไม่ดีพอ จึงยังไม่ได้แนะนำให้ใช้ในบุคคลทั่วไป มีการทดลองให้วัคซีนในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่ยังไม่เคยติดเชื้อ พบว่าช่วยลดอัตราของการติดเชื้อของทารกในครรภ์ลงได้บ้าง และมีการศึกษาให้วัค ซีนในผู้ที่ต้องเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ และผู้ติดเชื้อ HIV แต่ผลคือ ยังต้องรอการพัฒนาต่อไป

บรรณานุกรม

  1. Martin S. Hirsch, cytomegalovirus and human herpesvirus type 6, 7, and 8, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 15th edition, Braunwald , Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2001
  2. http://www.perinatology.com/exposures/Infection/CMV/Cytomegalovirus.html
  3. http://www.cdc.gov/cmv/overview.html [2013,Dec24].
  4. http://emedicine.medscape.com.article/215702-overview [2013,Dec24].


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน Didi2
Frame Bottom