Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ไขกระดูก  ระบบโลหิตวิทยา 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ซีด  เหนื่อยง่าย 

บทนำ

ซีด (โลหิตจาง หรือ เลือดจาง) เป็นภาวะหรืออาการที่พบได้ในทุกอายุ ตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงผู้สูงอายุ และพบได้ใกล้เคียงกันทั้งในเพศหญิงและในเพศชาย โดยเป็นภาวะที่พบได้บ่อยพอควร ทั้งนี้ขึ้นกับในแต่ละประเทศที่มีปัจจัยเกิดภาวะนี้ที่แตกต่างกัน เช่น เป็นถิ่นของพยาธิปากขอ หรือโรคธาลัสซีเมีย ที่เป็นปัจจัยก่อให้เกิดภาวะซีด เป็นต้น

ภาวะซีดคืออะไร?

ภาวะซีด

ภาวะซีด คือ ภาวะที่ร่างกายหรือเลือดมีเม็ดเลือดแดงต่ำ เม็ดเลือดแดง คือ เม็ดเลือดชนิดหนึ่งสร้างจากไขกระดูก เม็ดเลือดแดงประกอบด้วยสารสำคัญมีสีแดงที่เรียกว่า ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ซึ่งประกอบด้วยธาตุ (เกลือแร่) เหล็กและโปรตีน มีหน้าที่สำคัญในการนำออก ซิเจนจากปอดหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆทั่วร่างกาย เพื่อให้เซลล์นำออกซิเจนเผาผลาญพลังงาน เพื่อการทำงานต่างๆของเซลล์ และนำคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการใช้พลังงานของเซลล์กลับสู่ปอด เพื่อกำจัดออกนอกร่างกาย

ภาวะซีดเกิดจากอะไร?

ภาวะซีดเกิดได้จาก 3 สาเหตุหลัก ได้แก่ จากการเสียเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุพบบ่อยที่สุด จากไขกระดูกลดการสร้างเม็ดเลือด และจากเม็ดเลือดแดงมีอายุสั้นกว่าปกติ ปกติเม็ดเลือดแดงมีอายุประมาณ 120 วัน

1. สาเหตุจากการเสียเลือด อาจเกิดเฉียบพลัน เช่น เลือดออกจากแผล อุบัติเหตุต่างๆ หรือมีประจำเดือนผิดปกติ และจากเลือดออกเรื้อรัง เช่น มีแผลเรื้อรังในร่างกาย เช่น แผลในกระ เพาะอาหาร แผลมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีประจำเดือนผิดปกติ (เป็นได้ทั้งสาเหตุซีดเฉียบพลัน และซีดเรื้อรัง เมื่อไม่ได้รับการรักษา)

2. สาเหตุจากไขกระดูกลดการสร้างเม็ดเลือดแดง เช่น

3. สาเหตุจากเม็ดเลือดแดงมีอายุสั้นกว่าปกติ เช่น

ภาวะซีดมีอาการอย่างไร?

ถ้าซีดไม่มาก มักไม่มีอาการ แต่อาจรู้สึกอ่อนเพลียง่ายกว่าคนปกติ แต่เมื่อซีดมากขึ้น อาการที่อาจพบได้ เช่น ริมฝีปาก ผิวหนัง ใบหน้า เยื่อตา มือ เท้า ซีด

เหนื่อยง่าย ใจสั่น จากหัวใจเต้นเร็ว เพื่อทำงานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายได้ออกซิเจนจากเลือดมากขึ้น ดังนั้น เมื่อซีดมาก มักมีอาการหัวใจล้มเหลวร่วมด้วย (หัวใจเต้นเร็ว เหนื่อย หอบ เมื่อออกแรง หัวใจโต บวม ใบหน้า มือ และเท้า) ติดเชื้อต่างๆง่าย เพราะภูมิคุ้มกันต้านทานโรคจะลดลง

เมื่อซีดมากและเรื้อรัง อาจมีปัญหาทางสมองได้ (สติปัญญาด้อยกว่าเกณฑ์) จากสมองขาดออกซิเจนเรื้อรัง

แพทย์วินิจฉัยภาวะซีดได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยภาวะซีดในเบื้องต้น ได้จาก ประวัติอาการ ประวัติเจ็บป่วยทั้งในอดีต และปัจจุบัน ประวัติใช้ยาต่างๆ ตรวจร่างกาย และการตรวจเลือดซีบีซี ดูค่าเม็ดเลือดแดง (ค่าฮีโม โกลบิน) ต่อจากนั้น จะมีการตรวจสืบค้นต่างๆเพิ่มเติม รวมทั้งอาจมีการเจาะไขกระดูกเพื่อการตรวจทางเซลล์วิทยา และ/หรือ การตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อยืนยันว่าซีดจริง และเพื่อหาสาเหตุ ทั้งนี้ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์

แพทย์รักษาภาวะซีดได้อย่างไร?

แนวทางการรักษาภาวะซีด คือ การรักษาสาเหตุและการรักษาประคับประคองตามอา การ เช่น รักษาโรคหัวใจ (เมื่อมีโรคหัวใจ ร่วมด้วย) ให้เลือด และให้เกลือแร่เสริมอาหารเพื่อช่วยการสร้างเม็ดเลือดดังกล่าวแล้ว (อย่าซื้อกินเอง เพราะอาจเกิดอันตรายจากกินเกินขนาดได้)

ภาวะซีดมีผลข้างเคียงไหม?

ผลข้างเคียงที่อาจพบได้จากภาวะซีด คือ คุณภาพชีวิตด้อยลง จากเหนื่อยง่าย จากด้านสติปัญญา และจากโรคหัวใจ

ภาวะซีดรุนแรงไหม?

ความรุนแรงของภาวะซีด ขึ้นกับสาเหตุ เช่น ไม่รุนแรงเมื่อเกิดจากขาดอาหาร แต่ความรุนแรงสูง เมื่อเกิดจากโรคมะเร็ง

ควรดูแลตนเองอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

เมื่อมีภาวะซีด คือ เมื่อมีอาการดังกล่าว หรือสงสัย หรือกังวลว่า มีภาวะซีด ควรพบแพทย์ (พบได้ทั้งแพทย์ทั่วไป และแพทย์เฉพาะทางโรคเลือด) เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุ เพื่อได้รับการรักษาที่เหมาะสม

การดูแลตนเองเมื่อมีภาวะซีด คือ

ป้องกันภาวะซีดได้อย่างไร?

การป้องกันภาวะซีด ที่สำคัญ คือ

บรรณานุกรม

1. Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
2. Anemia. http://en.wikipedia.org/wiki/anemia [2014,July12].

Updated 2014, July 12


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 3 คน jom1978 onpiyaphansamdaeng menel
Frame Bottom