Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ระบบประสาทวิทยา  ระบบประสาทส่วนปลาย 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ความรู้สึกผิดปกติ  อาการอ่อนแรง 

บทนำ

“คุณหมอครับ ช่วยผมด้วย ผมมีอาการชาและอาการอ่อนแรงของแขน ขา 2 ข้าง หลับตาไม่สนิท เป็นอะไรก็ไม่รู้ครับ” คุณเป็นโรค “กิลแลงเบอร์เร ครับ” คุณหมอตอบ เป็นโรคอะไรเหรอครับ ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยครับคุณหมอ โรคนี้เป็นโรคของอะไร เกิดจากอะไร และผมจะเป็นอัมพาตหรือเปล่า หาคำตอบได้จากบทความนี้ครับ

อนึ่ง โรค/กลุ่มอาการกิลแลงบาร์เร์ (Guillan Barre syndrome) เรียกย่อได้ว่า โรค จีบีเอส (GBS) ดังนั้นในบทความนี้ จะขอใช้ชื่อว่า “โรคจีบีเอส

โรคจีบีเอสคืออะไร?

โรคจีบีเอส

โรคจีบีเอส เป็นโรค/กลุ่มอาการผิดปกติของเส้นประสาทส่วนปลาย (Peripheral nerve) และรากประสาท (Nerve root) ทำให้ผู้ป่วยมีอาการ ชา อ่อนแรงของแขนขา และอาจเกิดภาวะหายใจล้มเหลว จนเป็นเหตุให้เสียชีวิตตามมาได้

โรคจีบีเอส เป็นโรคพบได้เรื่อยๆในทุกอายุ ตั้งแต่เด็กอ่อนไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยอายุที่พบได้สูงกว่า มี 2 ช่วงอายุ คือ 15-35 ปี และ 50-75 ปี พบในผู้ชายบ่อยกว่าในผู้หญิงเล็กน้อย

โรคจีบีเอสเกิดจากอะไร?

โรคจีบีเอส เป็นความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรค ที่ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral nervous system) โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดยังไม่ทราบชัดเจน แต่สันนิษ ฐานว่า เมื่อมีการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียบางชนิด หรือภายหลังจากการได้รับวัคซีน ร่างกายจะมีการสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานขึ้นมาผิดปกติ ซึ่งภูมิคุ้มกันต้านทานผิดปกตินั้น จะมาทำร้ายต่อระบบประสาทส่วนปลาย จึงทำให้ผู้ป่วยมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น

โรคจีบีเอสมีอาการอะไรบ้าง?

อาการที่พบบ่อยๆของโรคจีบีเอส ได้แก่

ใครมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคจีบีเอส?

ปัจจัยเสี่ยงของโรคจีบีเอส คือ

เมื่อไหร่ควรต้องไปพบแพทย์?

ผู้ป่วยที่มีอาการผิดปกติดังกล่าวในหัวข้อ อาการ ควรรีบไปพบแพทย์/ไปโรงพยาบาล เมื่อ

แพทย์วินิจฉัยโรคจีบีเอสได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคจีบีเอส โดยพิจารณาจาก อาการข้างต้น ประวัติการติดเชื้อ หรือฉีดวัค ซีน ร่วมกับการตรวจร่างกายพบว่า มีอาการอ่อนแรงของแขนขาและของกล้ามเนื้อใบหน้า รี เฟล็กซ์ลดลง (ใช้ค้อนยางเคาะบริเวณเอ็นในบริเวณแขนและขา) ซึ่งเมื่ออาการและการตรวจร่างกายข้างต้นเข้าได้กับโรคนี้ แพทย์จะเจาะหลังเพื่อตรวจน้ำหล่อเลี้ยงไขสันหลังและสมอง (CSF: Cerebrospinal fluid) ซึ่งจะพบว่ามีเม็ดเลือดขาวสูงขึ้นเล็กน้อย, แต่มีระดับโปรตีนสูงขึ้นมาก ต่อจากนั้นแพทย์จะส่งตรวจ คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (อีเอ็มจี/EMG) ซึ่งจะพบความผิดปกติที่เข้าได้กับโรคจีบีเอส ซึ่งผลจากประวัติอาการและการตรวจทั้งหมด แพทย์ก็สามารถวินิจฉัยโรคนี้ได้

ทั้งนี้ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และ/หรือเอมอาร์ไอ สมองและไขสันหลัง เพราะจีบีเอสไม่ใช้โรคที่มีรอยโรคที่สมองหรือที่ไขสันหลัง

โรคจีบีเอสรักษาอย่างไร?

การรักษาโรคจีบีเอส ขึ้นกับความรุนแรงของโรค ถ้าอาการไม่รุนแรง ผู้ป่วยยังเดินไปมาได้ ก็เพียงแค่รักษาประคับประคองตามอาการ เช่น ยาแก้ปวด อาการก็จะหายได้เอง ภายในระยะเวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์

แต่ถ้าอาการรุนแรง ผู้ป่วยอ่อนแรงจนเดินไม่ได้ ก็ต้องให้การรักษาด้วยการฟอกเลือด (Plasmapheresis) เพื่อลดปริมาณสารภูมิคุ้มกันต้านทานโรคที่ผิดปกติในเลือด หรือให้ยาอิมมูโนกลอบบูลิน (Immunoglobulin) ซึ่งเป็นยาใช้รักษาเมื่อมีภาวะผิดปกติของภูมิคุ้มกันต้าน ทานโรค ซึ่งจะเลือกวิธีใดขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์

โรคจีบีเอสมีการพยากรณ์โรคอย่างไร?

การพยากรณ์โรคของโรคนี้คือ โรคจีบีเอสส่วนใหญ่จะตอบสนองต่อการรักษาดี หายดีภายในระยะเวลาประมาณ 6-12 เดือน แต่อาจยังคงมีเหลืออาการ ชา และ/หรืออ่อนแรงเพียงเล็กน้อยอยู่บ้าง โดยจะค่อยๆฟื้นกลับปกติในระยะเวลาเป็นเดือน หรือหลายๆเดือน หรือเป็นปี แต่โอกาสเกิดเป็นซ้ำจะน้อยมากๆ

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยส่วนน้อยที่อาการรุนแรง อาจเสียชีวิตจากภาวะหายใจล้มเหลวได้

โรคจีบีเอสมีผลข้างเคียงอย่างไร?

ผลข้างเคียง/ภาวะแทรกซ้อนจากโรคซีบีเอส คือ ปัญหาการอ่อนแรง ปัญหาด้านการขับ ถ่าย และในผู้ป่วยที่อาการรุนแรงต้องอยู่โรงพยาบาลนาน อาจมีปัญหาจากแผลกดทับจากที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ต้องนอนนานๆตลอดเวลา และอาจพบผลข้างเคียงที่รุนแรง คือ ภาวะหายใจล้มเหลว ได้

การดูแลตนเองที่บ้านทำอย่างไร? ควรพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อไร?

การดูแลตนเองที่บ้านเมื่อเป็นโรคจีบีเอสที่ดีที่สุด คือ

  • ปฏิบัติตามแพทย์ พยาบาลแนะนำ กินยาต่างๆที่แพทย์สั่ง ให้ครบถ้วนถูกต้อง ไม่ขาดยา
  • ออกกำลังกาย เพื่อฟื้นฟูความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ตามแพทย์ นักกายภาพบำบัด พยาบาล แนะนำ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ถ้ามีอาการผิดปกติเพิ่มขึ้น หรืออาการต่างๆเลวลง หรือเมื่อกังวลในอาการ ก็ควรรีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนนัด

ป้องกันโรคจีบีเอสได้อย่างไร?

เนื่องจากเป็นโรคยังไม่ทราบสาเหตุเกิดที่แน่ชัด การป้องกันโรคจีบีเอส ให้ได้เต็มร้อยจึงเป็นไปไม่ได้

แต่เมื่อดูจากปัจจัยเสี่ยงแล้ว การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ด้วยการรักษาสุขอนามัยพื้น ฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อลดโอกาสติดเชื้อต่างๆ ก็จะช่วยลดโอกาสเกิดโรคนี้ลงได้

สรุป

คนที่เป็นโรคนี้ถือว่าโชคร้าย แต่ที่โชคดีคือ รักษาได้หายสูง จึงไม่ต้องกังวลครับ ถ้าจำ เป็นต้องฉีดวัคซีนก็ฉีดนะครับ โอกาสเกิดผลแทรกซ้อน/ผลข้างเคียงแบบนี้จากฉีดวัคซีนน้อยมากๆๆ จนไม่มีแพทย์คนไหนแนะนำให้ยกเลิกการฉีดวัคซีนที่จำเป็นครับ



สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 4 คน Ppvbb nanzaaa pimlada23 Kritba12
Frame Bottom